ทำไม ‘น้ำใจและความเห็นอกเห็นใจ’ ถึงเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดขององค์กร

เขมภัฏ ห้วยลึก 15 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 117 ครั้ง


ต่อเนื่องจากผลงานบทความ HR สองเรื่องก่อนหน้านี้ใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "Emotional Cost ต้นทุนทางอารมณ์ที่คุณอาจกำลังจ่ายแพงเกินไปในที่ทำงาน" หรือ "เหรียญสองด้านของการผลัดใบ เมื่อการหาคนใหม่แพงกว่ารักษาคนเดิม?" วันนี้ผมอยากมาชวนคุยถึงแก่นแท้ของปัญหาที่เชื่อมโยงถึงทั้งต้นทุนทางอารมณ์และการลาออก นั่นคือเรื่องของ "วัฒนธรรมองค์กร" ที่ว่าด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และน้ำใจของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าที่คุณคิด

หลายครั้งเรามักโฟกัสที่ผลลัพธ์ของงานจนหลงลืมไปว่า "คน" คือฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนทุกอย่าง และสิ่งที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของคนทำงานด้วยกันก็คือการถนอมน้ำใจ ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ง่ายๆ ในออฟฟิศ วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานเดินมาขอความช่วยเหลือจากเราแต่เรากลับปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดี ทว่าเมื่อถึงคราวที่เราตกที่นั่งลำบากและเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา เขากลับยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างเต็มใจ หากเรามีจิตสำนึก ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาคือ "ความรู้สึกผิด" และละอายใจ

ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วย ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange Theory) ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทำงานอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาอาศัยและการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางอารมณ์ (Reciprocity) หากพนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบ หรืออยู่ในสังคมที่ไร้น้ำใจ ความสมดุลในความสัมพันธ์จะพังทลายลง และทำให้ความผูกพันต่อองค์กรลดลงอย่างรวดเร็ว น้ำใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ "คนดี" แต่คือเจลหล่อลื่นที่ทำให้ระบบนิเวศการทำงานร่วมกันขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น

แต่เมื่อความแล้งน้ำใจถูกขยายสเกลไปสู่ระดับวิกฤต ผลกระทบของมันจะยิ่งสร้างบาดแผลลึก ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา วิกฤตนี้เผยให้เห็นธาตุแท้ของวัฒนธรรมในหลายองค์กร พนักงานหลายคนโชคดีที่บ้านไม่ท่วม สามารถเดินทางมาออฟฟิศได้ตามปกติ แต่มีเพื่อนร่วมงานอีกหลายชีวิตที่บ้านน้ำท่วมหนัก สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือการที่คนซึ่งเข้าออฟฟิศได้กลับไม่มีความเห็นอกเห็นใจ หรือไม่แม้แต่จะพยายามยืดหยุ่นช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่กำลังเดือดร้อน

พนักงานที่ประสบภัยต้องกล้ำกลืนฝืนทนลุยน้ำลึก 1-2 กิโลเมตรออกมาทำงาน ต้องเผชิญความยากลำบากแสนสาหัส ทรัพย์สินหรือรถยนต์พังเสียหาย เพียงเพื่อตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ที่แข็งทื่อและไร้ความเห็นอกเห็นใจ ท้ายที่สุด เมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดลง พนักงานคนนั้นก็ตัดสินใจ "ลาออก"

ในทางจิตวิทยาองค์กร การกระทำเช่นนี้เป็นการทำลาย ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ของพนักงานอย่างรุนแรง ซึ่งแนวคิดนี้ค้นพบโดย Dr. Amy Edmondson จาก Harvard Business School ที่ระบุว่า พนักงานจะดึงศักยภาพสูงสุดออกมาใช้และอยากทำงานระยะยาว ก็ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกว่าองค์กรเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ที่พร้อมจะปกป้องและซัพพอร์ตในวันที่เกิดวิกฤต การปล่อยให้พนักงานลุยน้ำสู้ชีวิตตามลำพังโดยองค์กรไม่ยื่นมือเข้าช่วย คือการส่งสัญญาณว่า "คุณเป็นเพียงฟันเฟืองที่ทดแทนได้ และไม่มีใครใส่ใจชีวิตคุณ"

นอกจากนี้ ในระดับผู้บริหารและ HR การขาดความเข้าใจในสภาวะนี้สะท้อนถึงการขาด ความฉลาดทางอารมณ์ในด้านการเอาใจใส่ (Empathy in Emotional Intelligence / EQ) ตามแนวคิดของ Daniel Goleman ผู้นำหรือองค์กรที่ไม่สามารถ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ในยามวิกฤตได้ จะไม่สามารถซื้อใจคนเก่งไว้ได้ในระยะยาว

การสูญเสียบุคลากรในลักษณะนี้คือความล้มเหลวของวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง เพราะมันพิสูจน์ให้พนักงานเห็นว่า ในวันที่พวกเขาเดือดร้อนที่สุด องค์กรและเพื่อนร่วมงานไม่ได้พร้อมที่จะยืนเคียงข้างเลย วัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นแต่ความอยู่รอดส่วนตัวและละเลยความเห็นอกเห็นใจ เป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ (Toxic Culture) และไม่เอื้อต่อการเติบโตร่วมกัน

ถึงเวลาแล้วที่ HR และผู้นำองค์กรจะต้องหันมามองเรื่องนี้อย่างจริงจังและ "ปรับเปลี่ยนด่วน" ก่อนที่คนเก่งๆ จะหมดใจ โดยสามารถเริ่มต้นได้จาก

  1. สร้างนโยบายที่ยืดหยุ่นในยามวิกฤต (Crisis Flexibility Policy) เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเหตุสุดวิสัย กฎระเบียบต้องปรับเปลี่ยนได้ทันที เช่น การอนุญาตให้ Work from Home โดยไม่ต้องมีขั้นตอนอนุมัติที่ซับซ้อน
  2. ส่งเสริมการประเมินผลที่มองเห็นน้ำใจ (Behavioral & Core Value Assessment) นอกเหนือจาก KPI งาน ให้เพิ่มมิติเรื่องการทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือเกื้อกูล และการมีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน
  3. ส่งเสริมการเป็นผู้นำด้วย EQ (Empathic Leadership) ฝึกอบรมและปลูกฝังให้หัวหน้างานรับฟังด้วยความเข้าใจ นำด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่ควบคุมด้วยกฎเหล็กเพียงอย่างเดียว

องค์กรที่แข็งแกร่งไม่ได้วัดกันในวันที่แดดออกและทุกอย่างเป็นใจ แต่วัดกันในวันที่พายุเข้า ว่าเราพร้อมที่จะกางร่มและประคองเพื่อนร่วมงานให้ผ่านวิกฤตไปด้วยกันหรือไม่ เพราะหากปราศจากน้ำใจและวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนกัน สุดท้ายองค์กรก็จะต้องจ่ายราคาแพงด้วยการสูญเสียคนดีๆ ไปอย่างไม่มีวันกลับ

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: