หลายคนโดยเฉพาะ HR ต้องพบเจอคำพูดบางคำพูดที่ชวนตั้งคำถามในใจอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือ “หาใหม่ก็ได้ จ่ายเงินเท่าเดิม” วันนี้เขมจึงขอนำผู้อ่านมาตรวจสอบความจริงกันว่า จริงหรือที่ว่าหาคนใหม่คุ้มกว่าการเก็บคนเดิมไว้? เพราะในความเป็นจริงของโลกการทำงานยุคนี้ คำว่า "จ่ายเท่าเดิม" อาจไม่มีอยู่จริง ตัวเลขบนสลิปเงินเดือนของคนใหม่อาจจะเท่าเดิม แต่ "ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น" ที่องค์กรต้องจ่ายไปตลอดทางกว่าคนใหม่จะทำงานได้เท่าคนเก่าล่ะ มีใครเคยคำนวณจริงจังแล้วหรือยังโดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญ หรือตําแหน่งเฉพาะทางที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและการเก็บรักษาความลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินเดือนเริ่มต้น การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับคนแปลกหน้า อาจมีราคาแพงกว่าที่คิด บทความนี้เราจะมากระเทาะเปลือกเหรียญสองด้านของการผลัดใบในองค์กรกัน
คำว่าจ่ายเงินเท่าเดิมมักเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้องค์กรละเลยการรักษาคนเก่า เพราะในความเป็นจริง เมื่อมีคนลาออกไป สิ่งที่เดินออกจากประตูบริษัทไปด้วยไม่ใช่แค่ตัวคน แต่คือ “ต้นทุนแฝง (Hidden Costs)” มหาศาลที่ไม่มีบอกไว้ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งเขมขอนำเสนอ 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้
1.ราคาของ "ความเชื่อใจ" และ "การรักษาความลับ" ในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะองค์กรที่มีความพิเศษหรือมีความซับซ้อน งานส่วนใหญ่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคู่มือ (Manual) แต่วิ่งด้วย “ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวและความเชื่อใจ” ลองนึกถึงตำแหน่งที่ทำงานกับความลับขององค์กรอยู่เสมอๆ คนเหล่านี้คือผู้ถือครองสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ขององค์กร การเปลี่ยนคนใหม่ในตำแหน่งนี้จึงไม่ใช่แค่การสอนงาน แต่คือการ "นับหนึ่งใหม่กับความเสี่ยง" กว่าคนใหม่จะพิสูจน์ตัวเองจนได้รับความไว้วางใจเท่าเดิม องค์กรต้องแบกรับความเสี่ยงและความกังวลใจ ซึ่งเป็นต้นทุนทางจิตวิทยาที่ประเมินค่าไม่ได้เลย
2.การสูญเสียองค์ความรู้และเครือข่าย (Knowledge & Network Loss) เมื่อคนเก่าจากไป สิ่งที่หายวับไปกับตาคือ "วิธีแก้ปัญหาแบบทางลัด" ที่เกิดจากประสบการณ์มาหลายปี หรือที่เรียกว่า Tacit Knowledge รวมถึง Connection หรือสายสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ที่คนเก่าใช้เวลาสร้างมาเป็นปีๆ สิ่งเหล่านี้คนใหม่ต่อให้เก่งมาจากไหน ก็ไม่สามารถเสกให้เกิดขึ้นได้ในวันแรกที่เริ่มงาน
3.เวลาแห่งการลองผิดลองถูก (Time to Productivity) จากการศึกษางานด้าน HR ที่พูดถึงสถิติจากงานวิจัยระดับโลกมักระบุตรงกันว่า การสรรหาคนใหม่ในตำแหน่งสำคัญ มีต้นทุนที่แท้จริงสูงถึง 1.5 ถึง 2 เท่าของเงินเดือนทั้งปีของตำแหน่งนั้นๆ เพราะกว่าคนใหม่จะ "เข้ารูปเข้ารอย" จนสามารถสร้างผลงานได้เต็มร้อยเหมือนคนเก่า ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 3-6 เดือน ช่วงเวลานี้แหละคือต้นทุนแฝงที่หลายองค์กรมักจะมองข้าม โดยองค์กรต้องจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวน ในขณะที่ประสิทธิภาพงานยังมาไม่เต็มร้อย แถมคนในทีมยังต้องเจียดเวลาทำงานของตัวเองมาช่วยประคับประคองและสอนงานอีกด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน การจากไปของคนเก่าก็อาจไม่ได้มีแต่ข้อเสียเสมอไป ถ้าเรามองมันเป็น "นาทีทอง" ในการสังคายนาระบบทำงานใหม่ทั้งหมด ช่วงเวลานี้จะเรียกว่า “โอกาสในวิกฤติ” เหรียญอีกด้านของการผลัดใบที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็คือ การจากไปของคนเก่ามักเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่สุดที่องค์กรจะได้ทำการ "รีเซ็ท (Reset) และปรับปรุงกระบวนการทำงาน" ให้ก้าวหน้าขึ้น โดยมี 3 โอกาสสำคัญดังนี้
1.ทลายคอขวดและวัฒนธรรม "ยึดติดตัวบุคคล" (Breaking the Legacy Bottleneck) ในองค์กรที่เปิดมานาน มักจะสะสมสถานการณ์ที่งานบางอย่างผูกขาดอยู่กับคนๆ เดียว จนเกิดภาวะ "ถ้าไม่มีพี่คนนี้ งานเดินต่อไม่ได้" ซึ่งในมุมบริหารความเสี่ยงนี่คือจุดอันตรายที่สุด การที่ตำแหน่งสำคัญว่างลง จึงเป็นภาคบังคับที่ทำให้องค์กรต้องหันมาทำ Job Redesign หรือทบทวนดูว่า งานที่ผ่านมามันล้าสมัยไปแล้วหรือยัง? มีตรงไหนที่เป็นคอขวดเพราะคนเก่ากุมอำนาจไว้? จังหวะนี้แหละ ที่เราจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิง "ตัวบุคคล" มาเป็นการสร้าง "ระบบ" ที่ยั่งยืนแทน
2.นาทีทองของการปรับกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี (Process Optimization) บ่อยครั้งที่คนเก่าอยู่มานานจนชินกับวิธีเดิมๆ และปฏิเสธสิ่งใหม่ (เช่น การใช้ระบบ Automation หรือเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย) เพราะความคุ้นชินใน Comfort Zone เมื่อเกิดการผลัดใบ มันคือโอกาสทองที่องค์กรจะประกาศ "เซ็ทซีโร่" วิธีการทำงานเดิมๆ แล้วนำซอฟต์แวร์หรือกระบวนการทำงานที่ Lean เข้ามาใช้แทน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานให้คนใหม่แล้ว ยังอาจช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อีกด้วย
3.การเติมเลือดใหม่ และมุมมองที่กว้างขึ้น (Fresh Perspectives) คนใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับประสบการณ์จากที่อื่น มักจะพกพาเลนส์สายตาคู่ใหม่ มาด้วยเสมอ พวกเขาจะมองเห็นจุดบกพร่องที่คนในองค์กรอาจจะมองข้ามจนกลายเป็นความเคยชิน การได้เลือดใหม่เข้ามาในตำแหน่งสำคัญ จึงเปรียบเสมือนการเติมพลังงานและไอเดียสดใหม่ที่จะช่วยเขย่าให้ทีมตื่นตัว และหลุดออกจากกรอบเดิมๆ
4.พลิกบทบาทสู่ "สถาปนิกองค์กร" ออกแบบระบบใหม่ (System Redesign) การผลัดใบคือโอกาสที่ดีที่สุดที่องค์กรจะสลัดภาพจำของการทำงานแบบเดิมๆ ที่หลายคนมักจะถามคำถามหรือไม่พอใจกับคนเก่าสักที เวลานี้คือเวลาของการออกแบบโครงสร้างและกระบวนการทำงานใหม่ (Work Process Redesign) เพื่อให้ระบบขับเคลื่อนตัวมันเองได้ โดยเฉพาะการสร้างระบบตัวตายตัวแทน ที่ชัดเจน (Succession & Cross-Training System) นำบทเรียนจากการเสียคนสำคัญในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้องค์กรหันมาออกแบบระบบการทำงานแบบ Cross-Functional หรือการฝึกอบรมให้คนในทีมสามารถทำงานทดแทนกันได้ในระดับหนึ่ง เพื่อที่ว่าในอนาคต หากเกิดการผลัดใบอีกครั้ง ระบบงานจะไม่สะดุดและไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อย่างโดดเดี่ยว
“การออกแบบระบบใหม่ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การหาคนมา 'แทนที่' ในกล่องโฟลว์ชาร์ตเดิมขององค์กร แต่คือการ 'ทุบกล่องใบเดิมทิ้ง' แล้วสร้างเส้นทางการทำงานใหม่ที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมต่างหาก”
เขมภัฏ ห้วยลึก, 2569
ดังนั้น การลาออกของคนสำคัญจึงไม่ได้หมายความถึงความล่มสลายเสมอไป แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ถ้าเราเตรียมพร้อมรับมือได้ดี วิกฤติการณ์ผลัดใบครั้งนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมและระบบงานแข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลย
สุดท้ายแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “ต้นทุนการสรรหาคนใหม่ต่ำกว่าคนเก่าจริงหรือ?” จึงไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดแบบ 100% เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าองค์กรกำลังยืนอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ช่วงไหน และตำแหน่งนั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อองค์กรของคุณ หากตำแหน่งนั้นคือหัวใจ ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความเชื่อใจ และเครือข่ายความสัมพันธ์อันยาวนาน การลงทุนเพื่อ “ถนอมน้ำใจและรักษาคนเดิมไว้” ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสี่ยงนับหนึ่งใหม่กับต้นทุนแฝงมหาศาลที่มองไม่เห็น แต่หากตำแหน่งนั้นกลายเป็น “คอขวด” ที่ทำให้องค์กรย่ำอยู่กับที่ด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ การจากไปของคนเก่าก็อาจเป็น “ยาขมที่จำเป็น” ซึ่งคุ้มค่าที่จะจ่าย เพื่อแลกกับโอกาสทองในการเซ็ทซีโร่ ทุบกระบวนการเก่าทิ้ง แล้วออกแบบระบบงานใหม่ให้แข็งแกร่งและใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน
หน้าที่ที่ท้าทายที่สุดของผู้บริหารในยุคนี้ จึงไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาหาคนใหม่มาเสียบแทนกล่องเดิมในแผนผังองค์กร แต่คือการมองให้ออกว่าการผลัดใบในแต่ละครั้ง เรากำลังสูญเสีย "สินทรัพย์ล้ำค่า" หรือเรากำลังได้รับ "โอกาสในการปฏิวัติองค์กร"
เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกบริหารจัดการด้านไหน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กรของคุณ..
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

