ดาต้าเซ็นเตอร์ขยายตัว แต่ระบบไฟฟ้าไทยเริ่มมีข้อจำกัด

กองบรรณาธิการ TCIJ 13 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 60 ครั้ง


คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ประชุมเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมการลงทุน "ดาต้าเซ็นเตอร์" ในไทยที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง พบขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของผู้ประกอบการในพื้นที่ กฟภ. อยู่ที่ราว 26,000 เมกะวัตต์ แต่จัดสรรได้ประมาณ 3,240 เมกะวัตต์ ทำให้ กฟภ. และ กฟน. ชะลอการรับคำขอใช้ไฟฟ้ารายใหม่ชั่วคราว สะท้อนข้อจำกัดทั้งระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ขณะที่ กมธ. เสนอให้แยกต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ออกจากต้นทุนระบบไฟฟ้าโดยรวม และทบทวนว่าการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์สร้างผลตอบแทนต่อประเทศเพียงพอกับทรัพยากรที่ต้องใช้หรือไม่

เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมพิจารณาเรื่องความคืบหน้าการส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เข้าร่วมชี้แจง

ความเป็นมาของเรื่องที่พิจารณา

กิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล มีบทบาทรองรับการประมวลผลข้อมูล การให้บริการคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการดิจิทัลสมัยใหม่ ส่งผลให้หลายประเทศแข่งขันดึงดูดการลงทุนในกิจการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กิจการศูนย์ข้อมูลเป็นกิจการที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า จึงเกิดประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนการลงทุนของภาครัฐ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าในการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน กมธ. จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย หลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน ความพร้อมของระบบไฟฟ้า การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า และผลกระทบ เพื่อกำหนดมาตรการที่ทำให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูลเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างเหมาะสม

สถานะโครงการและสิทธิประโยชน์

ผู้แทน BOI ชี้แจงว่า ประเทศไทยให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเดิมกำหนดให้เป็นกิจการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับสูงเพื่อจูงใจการลงทุน ต่อมาเมื่อการลงทุนขยายตัวรวดเร็วและเกิดข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ BOI ได้ทยอยปรับปรุงหลักเกณฑ์การส่งเสริมหลายครั้ง โดยกำหนดเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) การบริหารจัดการน้ำ ความพร้อมของระบบไฟฟ้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกำหนดให้โครงการต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านก่อนยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน

ปัจจุบันมีโครงการศูนย์ข้อมูลที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 57 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 6 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือติดตั้งอุปกรณ์ 51 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติงบ 9 โครงการ และผู้ลงทุนที่อยู่ระหว่างการหารือกับ BOI อีกประมาณ 18 โครงการ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสัญชาติจีน และโครงการประมาณ 75% ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

ด้าน สกพอ. ชี้แจงว่า ได้รับคำขอรับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับกิจการศูนย์ข้อมูล 2 โครงการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและยังไม่ได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์ มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 80,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สกพอ. ยืนยันว่าการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทุกโครงการต้องผ่านการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของประเทศ (Cost Benefit Analysis) โดยผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับต้องสูงกว่าต้นทุน และจะพิจารณาทั้งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผลเชื่อมโยงต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่กัน

แผนพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า

ผู้แทน สนพ. ชี้แจงว่า อยู่ระหว่างจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) โดยครั้งนี้นำความต้องการใช้ไฟฟ้าของกิจการศูนย์ข้อมูลมารวมเป็นสมมติฐานในการพยากรณ์เป็นครั้งแรก และแบ่งการประเมินเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้ากรณีต่ำ กรณีกลาง และกรณีสูง ตามระดับความเป็นไปได้ของการลงทุนและศักยภาพของระบบไฟฟ้า ในช่วงปี 2564 ถึง 2574 ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับกิจการศูนย์ข้อมูลได้ประมาณ 2,525 เมกะวัตต์ และหากมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม จะสามารถรองรับได้ประมาณ 8,301 เมกะวัตต์ในระยะต่อไป ขณะที่ในปี 2573 ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของกิจการศูนย์ข้อมูลในกรณีต่ำและกรณีกลางจะอยู่ที่ประมาณ 42,368 และ 87,745 กิกะวัตต์ชั่วโมง (Gigawatt-hour: GWh) ตามลำดับ

ข้อจำกัดด้านไฟฟ้าในพื้นที่ กฟภ. และ กฟน.

ผู้แทน กฟภ. ชี้แจงว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้ประกอบการกิจการศูนย์ข้อมูลแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟภ. จำนวน 95 ราย คิดเป็นความต้องการกำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 26,000 เมกะวัตต์ โดย กฟภ. สามารถยืนยันการจัดสรรกำลังไฟฟ้าได้ประมาณ 3,240 เมกะวัตต์ และในจำนวนนี้มีโครงการที่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วประมาณ 2,768 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาการจัดสรรพลังงานสำหรับกิจการศูนย์ข้อมูล กฟภ. ได้ชะลอการอนุมัติและการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ไว้ชั่วคราว เพื่อรอหลักเกณฑ์กลางในการจัดสรรกำลังไฟฟ้าให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นขอใช้ไฟฟ้า ส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนสัญชาติจีนและสัญชาติไทยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน บางโครงการยังไม่สามารถจำแนกสัญชาติได้ชัดเจนเพราะเป็นการร่วมทุนไทยและต่างประเทศ ในจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด มีผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว 28 ราย ส่วนที่เหลือยังไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านความคืบหน้าของโครงการ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุนเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการจัดสรรกำลังไฟฟ้าตามที่ยื่นขอหรือไม่ ปัจจุบัน กฟภ. เริ่มจ่ายไฟฟ้าให้กิจการศูนย์ข้อมูลแล้ว 6 โครงการ แต่โครงการส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการติดตั้งระบบ จึงมีการใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าปริมาณที่แจ้งไว้ตามแผนการเพิ่มภาระไฟฟ้า (Load Ramp-up Plan)

ผู้แทน กฟน. ชี้แจงว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของกิจการศูนย์ข้อมูลในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟน. เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี 2568 ระยะแรกการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ก่อนขยายเข้าสู่จังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ กฟน. ความต้องการใช้ไฟฟ้าของกิจการศูนย์ข้อมูลแต่ละโครงการอยู่ที่ระดับ 100 ถึง 600 เมกะวัตต์ ทำให้ กฟน. ต้องปรับแนวทางการวางแผนระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน กฟน. จ่ายไฟฟ้าให้กิจการศูนย์ข้อมูลแล้ว 9 โครงการ คิดเป็นประมาณ 3% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟน. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ พื้นที่ที่มีความต้องการลงทุนสูงอย่างจังหวัดสมุทรปราการมีศักยภาพรองรับเหลืออยู่จำกัด หากต้องการรองรับการลงทุนเพิ่มเติมต้องอาศัยการลงทุนขยายระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างนาน

กฟน. ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันได้ชะลอการรับคำขอใช้ไฟฟ้าและการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ไว้ชั่วคราว เพื่อรอความชัดเจนของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดสรรกำลังไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้า และการกำหนดหลักประกันโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Bond) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเคยมีกรณีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว แต่ กฟน. ไม่สามารถจัดสรรกำลังไฟฟ้าให้ได้ จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดกลไกเชื่อมโยงการส่งเสริมการลงทุนกับศักยภาพของระบบไฟฟ้า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

จากข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานชี้แจงต่อที่ประชุม กมธ. มีความเห็นว่า กิจการศูนย์ข้อมูลมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การขยายตัวของการลงทุนกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งต้องได้รับการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงด้านพลังงานและภาระต้นทุนของประเทศในระยะยาว การกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนควรคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในภาพรวม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากร และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ก่อนกำหนดแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป

ประเด็นซักถามเพิ่มเติมในที่ประชุม

กมธ. สอบถาม BOI เกี่ยวกับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) ว่าสอดคล้องกับข้อมูลของ สกพอ. ที่ระบุว่ากิจการศูนย์ข้อมูลยังต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศในสัดส่วนประมาณ 68% ถึง 78% หรือไม่ และมีแนวโน้มจะลดลงในอนาคตหรือไม่ ผู้แทน BOI ชี้แจงว่า ปัจจุบันโครงการที่ได้รับการส่งเสริมมีการนำเข้าอุปกรณ์ประมาณ 60% ถึง 70% สอดคล้องกับข้อมูลของ สกพอ. ส่วนที่เหลือเป็นอุปกรณ์ที่ประเทศไทยผลิตได้ เช่น หม้อแปลงและอุปกรณ์ประกอบบางประเภท ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมงานก่อสร้างและที่ดิน คาดว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า สัดส่วนการนำเข้าจะลดลง เนื่องจากเริ่มมีผู้ผลิตทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุนผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยมากขึ้น

กมธ. สอบถาม สนพ. เกี่ยวกับสมมติฐานการจัดทำค่าพยากรณ์การใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะกรณีความต้องการใช้ไฟฟ้าระดับสูงที่มีความแตกต่างจากกรณีต่ำและกรณีกลางอย่างมีนัยสำคัญ และระบบไฟฟ้าของประเทศจะรองรับได้หรือไม่ ผู้แทน สนพ. ชี้แจงว่า การจัดทำค่าพยากรณ์ครั้งนี้จัดทำหลายสถานการณ์ (Scenario) ทั้งกรณีต่ำ กรณีกลาง และกรณีสูง แต่คณะกรรมการจัดทำแผน PDP เลือกใช้กรณีต่ำและกรณีกลางเป็นฐานในการวางแผน เนื่องจากมีความเหมาะสมกับแนวโน้มการลงทุนและศักยภาพของระบบไฟฟ้าในปัจจุบัน ขณะที่กรณีสูงยังต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งด้านกำลังผลิต ระบบส่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

ในประเด็นการกระจายพื้นที่ลงทุน กมธ. สอบถาม กฟน. ว่าได้เสนอให้ผู้ประกอบการย้ายไปลงทุนในพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพด้านไฟฟ้ามากกว่าหรือไม่ ผู้แทน กฟน. ชี้แจงว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กำหนดพื้นที่ลงทุนไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยพิจารณาจากความพร้อมของระบบสื่อสาร แหล่งน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เมื่อผู้ประกอบการเข้ามาหารือ กฟน. จะให้ข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ หากพื้นที่ที่ต้องการลงทุนไม่สามารถรองรับได้ก็จะแจ้งข้อมูลพื้นที่อื่นที่อาจมีศักยภาพมากกว่า แต่ กฟน. ไม่สามารถเสนอพื้นที่นอกเขตรับผิดชอบของตนเองได้

สำหรับประเด็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กมธ. สอบถามข้อมูลกิจการศูนย์ข้อมูลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สกพอ. ผู้แทน สกพอ. ชี้แจงว่า โครงการที่ สกพอ. รายงานต่อที่ประชุมเป็นเพียงโครงการที่ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปี 2561 เท่านั้น ส่วนกิจการศูนย์ข้อมูลอีกจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC แต่ไม่ได้ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์กับ สกพอ. จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานอื่น จึงไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของ สกพอ.

กมธ. สอบถาม กฟภ. และ กฟน. ถึงข้อจำกัดทางเทคนิคของระบบไฟฟ้า หากผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลได้รับการส่งเสริมการลงทุนและขอใช้ไฟฟ้าตามกำลังไฟฟ้าที่เสนอไว้ทั้งหมด ผู้แทนทั้งสองหน่วยงานชี้แจงตรงกันว่า ปัจจุบันข้อจำกัดไม่ได้อยู่เฉพาะระบบจำหน่ายไฟฟ้าเท่านั้น แต่รวมถึงระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาและลงทุนสูง โดยเฉพาะการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องชะลอการรับคำขอใช้ไฟฟ้าของกิจการศูนย์ข้อมูลไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์และแผนบริหารจัดการกำลังไฟฟ้าที่ชัดเจน

กมธ. ยังสอบถาม BOI เกี่ยวกับแนวโน้มสัญชาติของผู้ลงทุน โดยเฉพาะกรณีผู้ลงทุนที่จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์แต่มีผู้ถือหุ้นหรือกลุ่มทุนจากประเทศจีน ผู้แทน BOI ชี้แจงว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างผู้ลงทุนโดยรวม พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มทุนจากประเทศจีน ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งมีแนวโน้มสอดคล้องกับการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของที่ประชุมคณะกรรมาธิการ

ประเด็นแรก คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า กมธ. เห็นว่าหากประเทศไทยต้องลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับกิจการศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ ทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและอาจกระทบโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว จึงควรแยกต้นทุนที่เกิดจากกิจการดังกล่าวออกจากต้นทุนของระบบไฟฟ้าโดยรวมให้ชัดเจน รวมทั้งประเมินภาระต้นทุนทั้งของกิจการศูนย์ข้อมูลที่เปิดดำเนินการแล้วและโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านพลังงานและการลงทุนของประเทศ

ประเด็นที่สอง คือการกำหนดหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูล กมธ. เห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ในระยะต่อไปไม่ควรพิจารณาเฉพาะมูลค่าการลงทุนหรือจำนวนเงินลงทุนของโครงการ แต่ควรประเมินผลประโยชน์สุทธิทางเศรษฐกิจ (Net Economic Impact) และคุณค่าที่ประเทศไทยจะได้รับ (National Value) อย่างรอบด้าน ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การสร้างการจ้างงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย การใช้ชิ้นส่วนและบริการภายในประเทศ (Local Content) ผลเชื่อมโยงต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (Spillover Effect) ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากร และภาระที่ประเทศต้องรับจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจการดังกล่าว

จากข้อมูลที่หน่วยงานต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุม พบว่ากิจการศูนย์ข้อมูลยังใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ และยังมีผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรด้านไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผลประโยชน์ด้านการจ้างงานและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศยังอยู่ในระดับจำกัด กมธ. จึงเห็นว่าการกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจริง มากกว่าการพิจารณาจากมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว และควรจำแนกกิจการศูนย์ข้อมูลออกเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Value) ซึ่งก่อประโยชน์โดยตรงต่อประเทศ เช่น การรองรับระบบรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ระบบการเงิน ระบบสาธารณสุข ภาคอุตสาหกรรม การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล (Data Sovereignty) กับกิจการศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ทั่วไปซึ่งก่อประโยชน์ต่อประเทศในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

กมธ. เสนอเพิ่มเติมว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ แหล่งน้ำ และกำลังไฟฟ้าของประเทศ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะลงทุนควรมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขผูกพันในการสร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยี (Tech Startup) และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล การจ้างงาน การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดและเงื่อนไขที่ติดตามและประเมินผลได้ หากผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไข ควรมีมาตรการทบทวนหรือปรับลดสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ กมธ. เห็นควรให้ BOI และ สกพอ. นำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูลในระยะต่อไป โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สาม คือการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน กมธ. เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประเมินผลการส่งเสริมการลงทุนในกิจการศูนย์ข้อมูลอย่างจริงจัง โดยอาจเริ่มจากการนำข้อมูลของกิจการศูนย์ข้อมูลที่เปิดดำเนินการแล้วมาศึกษาและประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งด้านการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากร ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบาย ทบทวนหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน และกำหนดแนวทางการเปิดรับการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูลของประเทศไทยในอนาคตให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับผลประโยชน์ของประเทศ

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: