[JustPow] สำรวจดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC : มีจำนวนเท่าไหร่ น้ำจะพอไหม มีความร่วมมือกับใครบ้าง

กองบรรณาธิการ TCIJ 11 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 194 ครั้ง

จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ก่อให้เกิดการตรวจสอบและการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) จนล่าสุดมีมติสั่งชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวม 166 โครงการในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งจัดระเบียบและวางเกณฑ์ควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ ใช้ไฟ ที่ตั้ง ผังเมือง การสำรองน้ำมัน ไปจนถึงการทำ EIA

แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ยังกระจายตัวไปในเขตปริมณฑล และในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมที่หนาแน่นที่อาจมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อรองรับการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ได้ แต่ถึงอย่างงั้นก็เต็มไปด้วยความกังวลว่า หากดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากตั้ง หรือย้ายที่ตั้งไปอยู่ใน EEC จะเป็นการซ้ำเติมปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ EEC ประสบอยู่จากการเป็นเขตอุตสาหกรรมหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลนน้ำ มลพิษทางอากาศ และการลักลอบทิ้งของเสียทั้งกากและน้ำเสีย 

JustPow ชวนมาสำรวจดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC ทั้งที่มีอยู่แล้ว กำลังสร้างหรือมีแผนที่จะสร้างในอนาคตว่ามีเท่าไร น้ำจะพอไหม และจะส่งผลกระทบอะไรต่อ EEC บ้าง 

ใน EEC มีดาต้าเซ็นเตอร์อีกเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ 

จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 41 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้ 

  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 9 โครงการ 
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 22 โครงการ 
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 10 โครงการ

และหากแยกเป็นรายจังหวัดจะพบว่า

ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดระยอง  ทั้งหมด 15 โครงการ แบ่งเป็น 

  1. ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ
  2. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ 
  3. มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดชลบุรี ทั้งหมด 23 โครงการ แบ่งเป็น 

  1. ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ
  2. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 5 โครงการ 
  3. มีแผนจะสร้าง 12 โครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งหมด 3 โครงการ แบ่งเป็น 

  1. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ 
  2. มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนจะสร้าง มากที่สุด รวม 23 โครงการ แต่อย่างไรก็ตามจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้นอยู่ในจังหวัดระยองมากที่สุด 8 โครงการ ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนว่าจะสร้างจะอยู่ในจังหวัดชลบุรีมากที่สุด โดยมีแผนว่าจะสร้างอีก 12 โครงการเลยทีเดียว

นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่า

  • สหรัฐอเมริกา 8 โครงการ (มี 2 โครงการคือ Quartz CHN-1A และ Quartz CHN-2A ที่บริษัทแม่คือ Alphabet Inc. (สหรัฐอเมริกา) แต่บริษัทลูกบริษัท ควอตซ์ คอมพิวติ้ง มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นสิงคโปร์)
  • สิงคโปร์ 9 โครงการ
  • ไทย 8 โครงการ 
  • จีน 4 โครงการ
  • สิงคโปร์ + ไทย 4 โครงการ
  • ญี่ปุ่น 4 โครงการ
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ + ไทย 2 โครงการ
  • สหราชอาณาจักร 1 โครงการ
  • อินเดีย + ไทย 1 โครงการ (บริษัท ซีทีอาร์แอลเอส ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แม้ปรากฏในข่าวว่าเป็นอินเดีย แต่บริษัทที่ลงทุนในไทยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นสิงคโปร์ 99%) 

ความแตกต่างระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC กับกรุงเทพฯ ก็คือประเภทและขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ส่วนมากเป็นประเภท Colocation ที่ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเป็นการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นเป็นบริการรับฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ มีขนาดเล็กใช้ไฟฟ้าไม่กี่เมกะวัตต์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ซึ่งเพิ่งจะมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ไม่กี่แห่ง 

แต่ในพื้นที่ EEC กลับพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนที่กำลังก่อสร้างนั้นเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Hyperscale ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่พิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล และสามารถขยายระบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อรองรับบริการคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบิ๊กดาต้าของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และใช้ไฟมหาศาลขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์เลยทีเดียว เช่น DayOne CTP1 ในจังหวัดชลบุรี มีขนาด 300 เมกะวัตต์และจะขยายสู่ 1,000 เมกะวัตต์ในอนาคต 

ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC ต้องการไฟเท่าไหร่ จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟยังไงบ้าง 

ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ 41 โครงการใน EEC มีความต้องการใช้ไฟดังนี้ 

  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 9 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 4 โครงการ รวม   27.2 เมกะวัตต์ 
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 22 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 1,917.1 เมกะวัตต์ 
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 10 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 878 เมกะวัตต์ 

หรือหากแยกเป็นรายจังหวัด จะพบว่า

ฉะเชิงเทรา 

  • อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ รวม 20 เมกะวัตต์ 
  • มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ รวม 200 เมกะวัตต์ 

ชลบุรี 

  • ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 3 โครงการ รวม 26 เมกะวัตต์ 
  • อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 8 โครงการ รวม 932.1 เมกะวัตต์ 
  • มีแผนจะสร้าง 5 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 3 โครงการ รวม 278 เมกะวัตต์ 

ระยอง 

  • ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1โครงการ รวม 1.2 เมกะวัตต์ 
  • อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 7 โครงการ รวม 965.6 เมกะวัตต์ 
  • มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 2 โครงการ รวม 400 เมกะวัตต์ 

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC รวม 41 โครงการ มี 26 โครงการที่สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ รวม 2,822.9 เมกะวัตต์ หรือใช้ไฟเทียบเท่า 2,822 หลังคาเรือน หรือมากกว่าการใช้ไฟของจังหวัดชลบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 ที่มีการใช้ไฟอยู่ที่ 2,362.13 เมกะวัตต์ หรือสูงเป็นอันดับสามของประเทศจาก 77 จังหวัด 

การใช้ไฟจำนวนมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ จะนำมาซึ่งการจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก โดยในร่างแผน PDP2026 กล่าวว่าความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นมาจากความต้องการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งประเมินไว้ที่ 6,799-8,811 เมกะวัตต์ ในขณะที่ กฟภ.กล่าวว่า จนถึงกันยายน 2569 มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งประเทศกว่า 100 รายยื่นขอใช้ไฟกว่า 26,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่การต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซ ทั้งโรงที่อาจจะมีการต่อสัญญาเพื่อมารองรับการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ก่อนที่โรงไฟฟ้าก๊าซใหม่จากแผน PDP2026 จะเข้าระบบ ซึ่งในร่างแผน PDP2026 ในแผน 12 ปีแรกจะมีโรงไฟฟ้าก๊าซสูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ใช้เฉพาะไฟจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรงในรูปแบบ Direct PPA ทั้งหมด 

แม้จะมีการเก็บค่าไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ในราคาที่สูงกว่าค่าไฟประเภทอื่นๆ แต่การเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซก็จะนำมาซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนผู้ใช้ไฟ เช่น ค่าความพร้อมจ่าย ที่ประชาชนจะต้องแบกรับภายใต้โครงสร้างค่าไฟในแบบปัจจุบัน ไม่เพียงแค่นั้น ยังอาจจะรวมไปถึงค่าการพัฒนาสายส่งเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์อีกด้วย โดยปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่า จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน EEC ที่มีความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 26,045.2 เมกะวัตต์ แต่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าสามารถรองรับได้เพียง 18.7% เท่านั้น 

กระทรวงพลังงานจึงได้ปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ วงเงินลงทุน 31,050 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เหลือของดาต้าเซ็นเตอร์อีก 2,667.6 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยรับได้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยมีกำหนดแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2576 ซึ่งการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าครั้งนี้จะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าขายส่งเพิ่มขึ้น 0.0139 บาท/หน่วย

การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และความต้องการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ภายใต้โครงสร้างพลังงานในแบบปัจจุบัน ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดไม่ได้ใช้ไฟจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาค่าไฟแพงและผันผวนจากการที่ต้องสำรองไฟมากขึ้น สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้น นำเข้า LNG มากขึ้น และขัดแย้งกับแนวทางของประเทศที่ประกาศลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อเดินทางสู่การเป็นประเทศ Net Zero ภายในปี 2050 อีกด้วย

ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC ต้องใช้น้ำมากแค่ไหน 

ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งใน EEC เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง จากการคำนวณ พบว่า

  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 9 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 4 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.48 ล้าน ลบ.ม./ปี 
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 22 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 33.6 ล้าน ลบ.ม./ปี
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 10 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 15.38 ล้าน ลบ.ม./ปี

หรือหากแยกเป็นรายจังหวัด จะพบว่า

ฉะเชิงเทรา 

  • อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ รวม 0.35 ล้าน ลบ.ม./ปี
  • มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ รวม 3.50 ล้าน ลบ.ม./ปี

ชลบุรี 

  • ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 3 โครงการ รวม 0.46 ล้าน ลบ.ม./ปี
  • อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 8 โครงการ รวม 16.33 ล้าน ลบ.ม./ปี
  • มีแผนจะสร้าง 5 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 3 โครงการ รวม 4.87 ล้าน ลบ.ม./ปี

ระยอง 

  • ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1โครงการ รวม 0.02 ล้าน ลบ.ม./ปี
  • อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 7 โครงการ รวม 16.92 ล้าน ลบ.ม./ปี
  • มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 2 โครงการ รวม 7.01 ล้าน ลบ.ม./ปี

จากการคำนวณพบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC จำนวน 41 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 26 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 49.46 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 225,832 ครัวเรือน 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณเบื้องต้นจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดเผยปริมาณการใช้ไฟเท่านั้น ซึ่งมีเพียง 26 โครงการ จากทั้งหมด 41 โครงการ ตัวเลขการใช้น้ำจริงของดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องติดตามจากการขอใช้น้ำทั้งจากโครงการดาเซ็นเตอร์เอง หรือตัวนิคมอุตสาหกรรมที่ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ แต่ประเด็นที่สำคัญที่ต้องติดตามมากกว่านั้นก็คือปริมาณน้ำในพื้นที่มีเพียงพอหรือไม่ ดาต้าเซ็นเตอร์จะแย่งใช้น้ำกับชุมชนในพื้นที่หรือเปล่า 

น้ำใน EEC จะมีพอให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไหม 

จากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำปริมาณมากเพราะต้องนำมาใช้ระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง นำมาซึ่งความกังกวลในการแย่งชิงการใช้น้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะใน EEC พื้นที่มี่มีการขาดแคลนน้ำเกิดขึ้นทุกปี 

การจะคาดการณ์ได้ว่าการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC หรือไม่ จะต้องพิจารณาผ่านข้อมูลหลายชุด โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่ใช้ได้ในพื้นที่ EEC และปริมาณการใช้น้ำในแต่ละจังหวัดใน EEC และอาจจะต้องมองไปยังภาพรวมทั้งภาคตะวันออกอีกด้วย 

ข้อมูลจาก “รายงานวิจัยโครงการการบริหารและการประมวลผลการศึกษาโครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ปี 2563 โดย รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน และคณะ เมื่อพิจารณาการขาดแคลนน้ำรายปีกรณีสภาพปัจจุบันโดยไม่พิจารณาการผันน้ำข้ามลุ่มน้้าของลุ่มน้ำทั้ง 21 ลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขาใน 8 จังหวัดในภาคตะวันออกจะพบว่า 

ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก 1 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่มีการขาดแคลนน้ำมากที่สุด สูงถึง 485.76 ล้าน ลบ.ม./ปี ในขณะที่ลุ่มน้ำคลองใหญ่ก็ขาดแคลนน้ำ 35.12 ลบ.ม./ปี  มีเพียงลุ่มน้ำคลองหลวงเท่านั้นที่ไม่มีการขาดแคลนน้ำ ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและกำลังก่อสร้างหรือมีแผนที่จะสร้างในจังหวัดชลบุรีเกือบทั้งหมด กระจายตัวอยู่ในอ.เมือง อ.ศรีราชา อ.หนองใหญ่ อ.พานทอง อ.สัตหีบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก 1 และลุ่มน้ำคลองใหญ่ ที่มีการขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดชลบุรีทั้งหมดซึ่งคาดว่าจะใช้น้ำอย่างต่ำ 21.66 ลบ.ม./ปี จึงยิ่งจะซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในจังหวัดชลบุรีให้เลวร้ายลงไปอีก

ในส่วนของจังหวัดระยองจะพบว่าก็เกิดการขาดแคลนน้ำเกือบทั้งจังหวัดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำแม่น้ำประแสร์ ที่มีการขาดแคลนน้ำ 53.32 ลบ.ม./ปี ลุ่มน้ำคลองใหญ่ ขาดแคลนน้ำ 35.12 ลบ.ม./ปี มีเพียงลุ่มน้ำชายทะเลตะวันออก 2 ที่ไม่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและกำลังก่อสร้างหรือมีแผนที่จะสร้างในจังหวัดระยองเกือบทั้งหมด กระจายตัวอยู่ในอ.นิคมพัฒนา อ.ปลวกแดง อ.บ้านฉาง ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทั้งสิ้น ดังนั้นการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดระยองทั้งหมดซึ่งคาดว่าจะใช้น้ำอย่างต่ำ 23.95 ลบ.ม./ปี ก็จะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 อำเภอดังกล่าว 

ในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นจะพบว่าขาดแคลนน้ำทั้งจังหวัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งลุ่มน้ำที่ราบแม่น้ำบางปะกง ขาดแคลน้ำ 2.88 ลบ.ม./ปี และลุ่มน้ำคลองท่าลาดที่ขาดแคลนน้ำอย่างมาก 71.27 ลบ.ม./ปี ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและกำลังก่อสร้างหรือมีแผนที่จะสร้างในจังหวัดฉะเชิงเทราเกือบทั้งหมดตั้งอยู่ใน อ.บางปะกง และอ.เมือง ดังนั้นการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดฉะเชิงเทราทั้งหมดซึ่งคาดว่าจะใช้น้ำอย่างต่ำ 3.85 ลบ.ม./ปี ก็จะทำให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในจังหวัดฉะเชิงเทรารุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยล่าสุดพบว่ากรมชลประทานฉะเชิงเทรา ได้มีหนังสือถึงเกษตรกรปลูกข้าวในจังหวัดให้ชะลอการปลูกข้าวนาปี 2569 เนื่องจากอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่มีสภาวะวิกฤตไม่สามารถสนับสนุนน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้เกษตรกรได้ 

รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำใน EEC ด้วยการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม หนึ่งในนั้นก็คืออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ที่กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งในตอนนี้ อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นโครงการสร้างแหล่งน้ำความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าอาจกระทบพื้นที่ป่าราว 11,982 ไร่ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นและป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง โดยมีงบประมาณในการก่อสร้าง 7,200 ล้านบาท แผนงาน 7 ปี (งบประมาณปี 2570–2576) ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  

จากข้อมูลของกรมชลประทานพบว่า ในปี 2568 ภาคตะวันออกมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวม 702 แห่ง ความจุรวม 2,552.40 ล้าน ลบ.ม. และหากเปรียบเทียบอัตราน้ำที่ใช้การได้ต่อความจุของอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยรวมทั้งภาคจะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 50.24% หรือ 1,282.45 ล้าน ลบ.ม. โดยจังหวัดจันทบุรีมีสัดส่วนสูงที่สุด 75.30% ในขณะที่ฉะเชิงเทรามีสัดส่วนต่ำที่สุด เพียง 17.58% ส่วนชลบุรีอยู่ที่ 54.75% และระยองอยู่ที่ 64.74% 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC จะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีที่มีการขาดแคลนน้ำสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ 

ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC คาดว่ามีความร่วมมือกับใครบ้าง 

จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 41 โครงการ โดยหากจะพิจารณาในประเด็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับดาต้าเซ็นเตอร์ในโครงการต่างๆ เท่าที่สืบค้นได้ โดยแบ่งรูปแบบความร่วมมือได้ดังนี้

  1. พาร์ทเนอร์ หมายถึง ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการที่มีความร่วมมือในการลงทุนกับบริษัทในประเทศไทย โดยพบว่า
  • NT มีความร่วมมือกับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น CtrlS DC (Thailand)
  • B.Grimm มีความร่วมมือกับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Digital Edge DC
  • Gulf Energy Development มีความร่วมมือกับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น GSA Data Center 05, GSA DC 02, GSA DC 03
  • PROEN มีความร่วมมือกับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Seashore Data Centre and Cloud Services (Edgnex EEC)
  1. ที่ดิน หมายถึง ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการตั้งอยู่บนที่ดิน/นิคมอุตสาหกรรมของใครบ้าง โดยพบว่า
  • นิคมอุตสาหกรรม AMATA เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น CloudHQ BKK, DayOne CTP1, NTT Bangkok 2, NTT Bangkok 3, NTT Bangkok 4, NTT Bangkok 5, TCCT Amata, Vistas (Zdata)
  • นิคมอุตสาหกรรม WHA เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Supernap (Data Zone), Google DC (EEC), GSA Data Center 05, Haoyang Data Center 1, K2 data center bkk31 & bkk32
  • นิคมอุตสาหกรรม CPGC เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Thai DC One Rayong, ZDATA Stratus Rayong
  • Silicon Tech Park เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น  Galaxy Peak Rayong, GEDC 01 (Rayong), STP Planet DC 
  • Freser Property เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น STT GDC EEC
  1. ไฟ หมายถึง ไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์
  • B.Grimm Power เป็นผู้จัดหาไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น DayOne CTP1, Digital Edge DC, NTT Bangkok 2, NTT Bangkok 3, NTT Bangkok 4, NTT Bangkok 5
  1. น้ำ หมายถึงน้ำที่ใช้ในการหล่อเย็นในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์
  • Eastwater Stecon Utilities (EWS) เป็นผู้จัดหาน้ำให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Bridge DC (EEC 2)
  1. ก่อสร้าง หมายถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ 
  • STECON เป็นผู้ก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Quartz CHN-1A, Quartz CHN-2A

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ธุรกิจหลักที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือกลุ่มที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่ดิน น้ำ ไฟ โดยเฉพาะผู้ให้บริการนิคมอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบครัน จะพบว่าบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เจ้าของนิคมอุตสาหกรรม อมตะ ซิตี้ ทั้งที่ระยองและชลบุรี โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท AMATA มากที่สุด 8 โครงการ รองลงมาก็คือนิคมอุตสาหกรรม WHA ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งที่ระยองและชลบุรี โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท WHA 5 โครงการ นอกจากนั้นยังมีนิคมอุตสาหกรรม CPGC ในเครือ CP อีก 2 โครงการ Silicon Tech Park ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง อีก 3 โครงการ

ในส่วนของไฟ พบว่าบริษัท B.Grimm Power เป็นผู้เล่นหลักในการจัดหาไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยส่วนมากเป็นโครงการที่มีความร่วมมือกันกับนิคมอุตสาหกรรม อมตะ ซิตี้ ส่วนน้ำนั้น การจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรมใน EEC ส่วนใหญ่นั้น ผู้ให้บริการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออกคือ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTW ซึ่งมีการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ EASTW โดยถือหุ้นในสัดส่วน 40.20% โดย EASTW ได้รับการจัดสรรน้ำจากแหล่งน้ำจาก อ่างเก็บน้ำประแสร์, อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล, อ่างเก็บน้ำดอกกราย, อ่างเก็บน้ำบางพระ, อ่างเก็บน้ำหนองค้อ, แม่น้ำบางปะกง, คลองทับมา โดยในปี 2568 มีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ 5 แห่ง (ไม่รวมอ่างเก็บน้ำดอกกรายและอ่างเก็บน้ำหนองค้อ) 198.83 ล้าน ลบ.ม. 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัท STECON ได้จับมือ EASTW ตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ “อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์” (EWS) ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจน้ำอุตสาหกรรมเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC โดย อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์ เป็นผู้จัดหาน้ำให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Bridge DC (EEC 2) นอกจากนี้ข้อมูลจาก Earnings Call (OPPDAY) Q2/2026 ของบริษัท EWS ยังกล่าวว่ามีการเซ็นสัญญาจัดหาน้ำให้กับดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 3 โครงการ เป็นปริมาณ 10,000 ลบ.ม./วัน

และในส่วนของการก่อสร้าง บริษัท STECON ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลักในด้านการรับเหมาก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน โดยแปลงสภาพมาจาก บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ยังเป็นผู้ก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของโครงการ Quartz CHN-1A, Quartz CHN-2A ในชลบุรี 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: