ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง

กองบรรณาธิการ TCIJ 2 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 250 ครั้ง

จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างไร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซนเตอร์ในกทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA 

JustPow ชวนไปสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง

ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่ 

จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้ 

  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ 
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ 
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ

เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ  รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ เขตจตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ เขตละ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ Stellar DC ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ตั้ง โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น 

นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ

อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ 

ดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. ใช้น้ำ-ไฟ มากแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อเรื่องอะไรอีกบ้าง

ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้ 

  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 127 เมกะวัตต์ 
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 95.2  เมกะวัตต์ 
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ 25  เมกะวัตต์ 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน

หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด 

ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid  เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง

จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน 

ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ  มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน 

ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43  ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน 

แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย 

นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) 

โดยจากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island – UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก 

ทำไมตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ได้

ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566

การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง  โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร

เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร

สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้

ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย

ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ ยื่นคำขออนุญาตที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522  
  • เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงนามอนุญาต ภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่น
  • เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารก่อนการใช้งานจริงที่สำนักงานเขต
  • ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงแบบนิติบุคคล โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจเข้าข่ายกิจการขนาดกลางและใหญ่ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า
  • ยื่นขอใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง เจ้าหน้าที่จะสำรวจพื้นที่และประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง อัตราค่าน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดใหญ่
  • การขอติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน ต้องขออนุญาตโดยยื่นแบบต่อกรมธุรกิจพลังงาน ภายใต้กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567
  • ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: