รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ

กองบรรณาธิการ TCIJ 1 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 93 ครั้ง


เสวนา JustPow นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม นักการเมืองกังวล เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน เน้นซื้อของ ติดตั้งอุปกรณ์ แต่ไม่มีแผนงานระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยประหยัดพลังงาน และไม่มีตัวชี้วัดว่าจะลดคาร์บอนเท่าไร ลดพึ่งพา LNG แค่ไหน ขณะที่ พ.ร.ก. ยังเปิดช่องให้เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้กับโครงการแจกเงินเช่นไทยช่วยไทยพลัสแทน หากเบิกจ่ายไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนด

เวทีเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม  2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับ “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569” หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งบบรรเทาค่าครองชีพประชาชนจำนวน 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศอีก 2 แสนล้านบาท

ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด, ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด

สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow นำเสนอข้อมูลจากการสำรวจการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานว่ากระจายไปอย่างน้อย 5 กระทรวงคือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง และมีข้อสังเกตว่าเป็นความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณประจำปี เพราะในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ก็มีโครงการการใช้งบประมาณที่มีรูปแบบไม่แตกต่างกัน 

เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งงบประมาณโครงการประปาโซลาร์ในร่างงบปี 2570 เอาไว้อยู่แล้ว หรือกระทรวงการคลังที่ก็มีงบประมาณในโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) อยู่แล้ว 

นอกจากนี้ ยังมีคำถามกับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากว่า 40,000 ล้านบาท จากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์จากจีน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะใช้งบเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยที่โครงการทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีคำอธิบายไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านโดยลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน

สฤณีตั้งคำถาม เงินกู้นี้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริงหรือไม่ 

 

สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) ย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้หมายถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานตามแผน NCD 3.0 ของประเทศไทยนั้น ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นการ ลด ละ เลิก ฟอสซิล ดังนั้นการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์หรือรถ EV เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกเสมอไป หากในเวลาเดียวกันประเทศยังไม่มีแผนปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชัดเจน และยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มเติมคู่ขนานกันไป

สฤณีเสริมว่า หากรัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่มีการพูดถึงการจัดหาแบตเตอรี่ ก็อาจกลายเป็นข้ออ้างให้ภาครัฐต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศในอนาคต

ในแง่การใช้เงินกู้ สฤณีเสนอกรอบคิด 3 ข้อว่าไม่ควรใช้ไปกับอะไร ได้แก่ 1) ไม่ควรใช้เงินกับโครงการที่สามารถจัดหาเงินทุนได้เองอยู่แล้วตามกรอบงบประมาณปกติ 2) ไม่ควรนำเงินกู้ไปอุดหนุนกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย เช่น การออกเงินดาวน์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 50,000 บาทให้กับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ควรเปลี่ยนไปมุ่งเน้นการสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคารแทน ผ่านการผลักดันแนวคิดระบบ On-bill Financing และ 3) การใช้เงินที่ไม่ก่อให้เกิดสินทรัพย์หรือไม่ช่วยลดภาระผูกพันในระบบ ควรนำเงินไปใช้ในการลงทุนระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และมิเตอร์อัจฉริยะ หรือนำเงินไปเจรจาต่อรองเรื่องค่าความพร้อมจ่ายกับภาคเอกชน หากเงินกู้ที่ใช้ไปไม่ตอบโจทย์ในการสร้างสินทรัพย์หรือลดภาระหนี้สินเหล่านี้ ก็จะถือเป็นการเสียเปล่างบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง

“ปัญหาหนึ่งของระบบรัฐบ้านเราคือ การตั้ง KPI มักจะตั้งที่ ‘Output’ เช่น ให้ติดโซลาร์ก็ไปนับว่าติดได้กี่หลังคาเรือน ทั้งที่ความเป็นจริงสิ่งที่เราต้องการคือ ‘Outcome’ หรือผลลัพธ์ระยะยาว ต้องวัดได้ว่าภาระค่าไฟของประชาชนลดลงแค่ไหน ถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องวัดได้ว่าช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นประเด็นระยะยาว ยิ่งจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน”

สุดท้าย สฤณี เสนอ 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ 1) การลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ต้องวัดไปเรื่อยๆ ตามเป้าหมาย NDC 3.0 ปี 2035 2) การลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า เช่น ปริมาณหรือมูลค่าการนำเข้า LNG ที่ควรลดลงจากตัวเลขปัจจุบัน และ 3) ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ควรวัดแค่จำนวนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรม แต่ต้องวัดผลลัพธ์จริง เช่น มีงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดกี่ตำแหน่ง และรายได้ของแรงงานเหล่านั้นไม่ลดลงหรือดีขึ้นหรือไม่

ศุภโชติเรียกร้องรัฐบาล กำหนดตัวชี้วัดที่มีคุณภาพ เงินกู้ 2 แสนล้านบาทต้องแลกกับอะไร 

 

ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เป้าหมายในการกู้เงินสองแสนล้านบาทครั้งนี้ควรเป็นการป้องกันมากกว่าการบรรเทาปัญหา ซึ่งวงจรการเกิดวิกฤติพลังงานมักจะเกิดขึ้นทุก 8-10 ปี แต่ประเทศไทยมักใช้วิธีบรรเทาปัญหา แทนที่จะป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

ศุภโชติตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของโครงการด้านพลังงานที่อยู่ในงบประมาณเงินกู้สองแสนล้านบาท เนื่องจากพบว่า มีหลายโครงการที่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ พร้อมยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทานที่ของบฯ 20,000 ล้านบาท เมื่อถามว่าเอาไปทำอะไรก็บอกว่ายังไม่มีรายละเอียดโครงการ มีแต่ชื่อและยอดเงิน แต่รายละเอียดโครงการยังไม่มีเลย นี่คือความไม่ชัดเจนของหน่วยงาน เราจะเห็นถึงความกระจัดกระจาย ความสะเปะสะปะในการทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอเงินกู้ก้อนนี้”

ศุภโชติเสนอว่า ตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ว่า มีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน อยากให้รัฐบาลมองไปที่ตัวชี้วัดว่าถ้าใช้เงินสองแสนล้านบาทเข้าระบบแล้วจะได้อะไรคืนกลับมา ควรมีตัวชี้วัดที่ดีเพื่อให้การใช้เงินและการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ศุภโชติยังตั้งข้อสังเกตว่า หากใช้งบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่หมด ก็อาจจะมีการโยกมาใช้กับโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสต่อไปก็ได้ เพราะกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่า หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 3 เกิดขึ้น จะต้องใช้เงินเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากเงินเหลือจากเงินกู้สองแสนล้านก้อนแรก 25,000 ล้านบาท แต่ยังต้องการอีก 25,000 ล้านบาท ที่อาจจะเอามาจากงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหลือได้

ตรีรัตน์ฟันธง เป้าหมายติดตั้งโซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เป็นไปไม่ได้

 

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด ชี้ว่า เป้าหมายที่จะสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 5,000 MW) ให้เสร็จภายในปี 2570 ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลน โดยเฉพาะ “อินเวอร์เตอร์” (Inverter) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเจอปัญหาขีดความสามารถที่มีช่างติดตั้งทั่วประเทศไม่เพียงพอ ต่อการติดตั้งวันละ 2,800 หลังคาเรือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้

“1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิต Inverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 MW แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคา คือประมาณ 5,000 MW สต๊อกมีไม่ถึงแน่นอน  หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหมวันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 200,000-250,000 ครัวเรือน”

นอกจากนี้ หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน หรือระบบแบตเตอรี่ จะยิ่งซ้ำเติมปรากฏการณ์ California’s duck curve ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลักต้องหยุดเดินเครื่องช่วงกลางวัน แต่ประชาชนที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ต้องมาร่วมแบกรับภาระต้นทุนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ในช่วงค่ำ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากเป้าหมายโซลาร์รูฟท็อปทำไม่ทัน งบประมาณอาจจะถูกหว่านไปจัดซื้ออุปกรณ์ปลีกย่อย เช่น ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเมล์ EV หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ตรีรัตน์เสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะมุ่งกู้เงินมาจัดซื้อครุภัณฑ์ รัฐบาลควรนำงบประมาณไปปรับโครงสร้างพื้นฐานและคิดเรื่องแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เช่น การเจรจาปลดระวางหรือแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าเก่าที่รับซื้อในราคาแพง ตลอดจนเปิดเสรีระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access / TPA) เพื่อลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ และการบูรณาการข้อมูลผ่านผู้ควบคุมระบบโครงข่าย (System Operator: SO) 

อิศเรศหวัง จะทุ่มงบไปที่โครงสร้างขั้นพื้นฐาน

 

อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินกู้สองแสนล้านอาจจะถูกใช้ได้อย่างไม่คุ้มค่า เนื่องจากยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างปัญหาไม่รู้จบ

“ผมไม่อยากเห็นโครงการสองแสนล้านบาท สร้างหนี้สร้างสินจากการแก้ปัญหาแล้วไม่รู้จบ เป็นลิงพันแห… ผมไม่อยากเห็นโครงการที่ตั้งความสงสัย เคลือบแคลงในการที่จะต้องมามองว่าต้นทุนมันคุ้มค่า แข่งขันได้กับต่างประเทศหรือเปล่า”

นอกจากนี้อิศเรศเสนอว่าในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อให้หลุดพ้นจากกลุ่มทุนใหญ่ทางพลังงาน ต้องเริ่มต้นด้วยการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องและต้องโปร่งใสในโครงการเงินกู้สองแสนล้าน รวมถึงยกตัวอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของหน่วยงานภาครัฐ รัฐควรกำหนดราคากลางเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ทุกหน่วยงานใช้เป็นราคาอ้างอิงในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการจัดทำระบบ “Appoved Vendor List” ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ติดตั้งและให้บริการโซลาร์เซลล์ที่ผ่านมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานรัฐเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการติดตั้งและการใช้งาน

 

เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ JustPow

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: