ชาวบ้านกลุ่มพิทักษ์นาทับ อ.จะนะ จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรมละหมาดหนุนศาลากลางจังหวัด เพื่อติดตามกรณีที่ดินสุสานสาธารณะ "กุโบร์ท่ายาง" ที่ชุมชนใช้ฝังศพทั้งชาวพุทธและมุสลิมมากว่า 70 ปี ถูกโฉนดที่ดินเอกชน 3 แปลงออกทับซ้อน ล่าสุดคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินของรัฐ จ.สงขลา รับข้อเสนอให้ชะลอออกเอกสารที่หลวงและส่งภาพถ่ายทางอากาศไปตรวจสอบใหม่ทั้งหมด
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กลุ่มพิทักษ์นาทับ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและ “นักรบผ้าถุง” เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการละหมาดและขอดุอาร์ (ขอพรจากพระเจ้า) บริเวณด้านหน้าศาลากลาง ท่ามกลางการติดตามผลการประชุมคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินของรัฐจังหวัดสงขลา (คพร.)
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินกุโบร์สาธารณะท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสุสานเก่าแก่และศาสนสมบัติสาธารณะที่ชุมชนใช้ฝังศพทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมมาเป็นเวลานานกว่า 70 ปี โดยมีข้อพิพาทกรณีโฉนดที่ดินของเอกชน 3 แปลงที่ถูกระบุว่าซ้อนทับกับพื้นที่กุโบร์
ตรวจสอบพื้นที่กุโบร์ หลังพบการซ้อนทับกับที่ดินเอกชน
การประชุม คพร. จังหวัดสงขลา จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ ณ ห้องประชุม CEO ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธาน และอนุญาตให้ผู้แทนกลุ่มพิทักษ์นาทับ 5 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์
ที่ประชุมพิจารณาข้อมูลการตรวจสอบกุโบร์ท่ายาง ซึ่งมีการรังวัดไว้ตั้งแต่ปี 2523 รวมถึงการนำชี้รังวัดใหม่โดยกลุ่มพิทักษ์นาทับและชุมชนบ้านท่ายางเมื่อเดือนมกราคม 2569 โดยผลการรังวัดพบว่าพื้นที่กุโบร์มีส่วนซ้อนทับกับโฉนดที่ดินของเอกชน 3 แปลง
ก่อนหน้านี้ อนุกรรมการ คพร. ระดับอำเภอจะนะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งการสอบถามพยานบุคคลและตรวจสอบภาพถ่าย 5 ชั้นปี ก่อนส่งเรื่องมายัง คพร. จังหวัด โดยมีแนวทางเดิมที่จะพิจารณาออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในส่วนพื้นที่ที่ไม่ซ้อนทับก่อน จำนวนประมาณ 18 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดกว่า 21 ไร่
กลุ่มพิทักษ์นาทับตั้งข้อสังเกตเรื่องเอกสารและหลักฐาน
ผู้แทนกลุ่มพิทักษ์นาทับที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ยืนยันต่อที่ประชุมว่า กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ของเอกชนควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยนำเสนอข้อมูลหลายประเด็น
ประเด็นแรกคือความผิดปกติของเอกสารสิทธิ์ โดยกลุ่มระบุว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ฉบับจริงสูญหายและมีการออกใบแทนขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกัน การขอออกโฉนดมีการแจ้งสภาพการทำประโยชน์ว่าเป็น “ที่นา” ทั้งที่กลุ่มระบุว่าสภาพพื้นที่จริงเป็นชายทะเลและป่าชายหาด
ประเด็นต่อมาคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์และคำให้การของคนในพื้นที่ โดยมีพยาน 1 ใน 7 ปากให้ข้อมูลยืนยันว่า ในพื้นที่ดังกล่าวมีการฝังร่างบรรพบุรุษของตนอยู่ถึง 2 กุโบร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวปรากฏอยู่ในบันทึกถ้อยคำการตรวจสอบของอนุกรรมการ คพร. อำเภอจะนะ
นอกจากนี้ กลุ่มยังอ้างถึงการรังวัดเพื่อขอออก น.ส.ล. เมื่อปี 2523 ซึ่งไม่พบว่ามีที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขตจนกระบวนการรังวัดแล้วเสร็จ และนำไปสู่การขึ้นทะเบียนพื้นที่เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทกุโบร์
อีกประเด็นที่กลุ่มนำเสนอคือข้อกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางการเมือง โดยระบุว่าการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในช่วงเวลาที่เคยมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีนักการเมือง “น.” ซึ่งกลุ่มระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับเจ้าของที่ดิน 2 แปลงในข้อพิพาทครั้งนี้
3 ข้อเรียกร้องเพื่อให้ตรวจสอบจนสิ้นข้อสงสัย
เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้าน กลุ่มพิทักษ์นาทับเสนอข้อเรียกร้องต่อ คพร. จังหวัดสงขลา 3 ประการ
หนึ่ง ขอให้ชะลอการออก น.ส.ล. ในพื้นที่บางส่วนไว้ก่อน จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายจนแล้วเสร็จ ก่อนพิจารณาออกเอกสารตามผลการตรวจสอบ
สอง ขอให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อให้เห็นการใช้ประโยชน์และสภาพพื้นที่ที่ซ้อนทับกับที่ดินทั้ง 3 แปลงอย่างครบถ้วน ก่อนนำข้อมูลกลับมาประกอบการพิจารณาของ คพร.
สาม ขอคัดถ่ายเอกสารและผลการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ผู้แทนกลุ่มพิทักษ์นาทับสามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมทุกครั้งที่มีการพิจารณากรณีนี้
คพร. จังหวัดสงขลารับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ
ภายหลังการพูดคุยและรับฟังข้อเสนอ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในฐานะประธาน คพร. จังหวัดสงขลา สรุปมติที่ประชุมโดยรับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของกลุ่มพิทักษ์นาทับ
ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาย้ำว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
หลังการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ลงมาแจ้งผลมติของ คพร. จังหวัดสงขลา กรณี “กุโบร์ท่ายาง” ให้กับประชาชนที่ปักหลักอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลาด้วยตนเอง
สำหรับชาวบ้านและเครือข่ายที่ร่วมเคลื่อนไหว การใช้การละหมาด การขอดุอาร์ และการติดตามกระบวนการตรวจสอบผ่านช่องทางของรัฐ สะท้อนแนวทางการเคลื่อนไหวโดยสันติ เพื่อปกป้องพื้นที่ที่ชุมชนยืนยันว่าเป็นทั้งสุสานเก่าแก่และศาสนสมบัติที่มีความสำคัญต่อคนในพื้นที่
อุตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้/รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ รายงาน
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

