คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ถกปัญหา 'นอมินี' เชิญกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้แจงมาตรการตรวจสอบนอมินี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 กำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยแสดงหลักฐานการเงินย้อนหลัง 3 เดือน และยกระดับเพิ่มเติมเมื่อ 1 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงช่วง 1-20 สิงหาคม ลดเหลือ 141 ราย จากเดิม 561 ราย หรือลดลง 75% พร้อมเผยผลคดีสำนักงานบัญชีและคดีภูเก็ตที่ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ชี้ช่องโหว่กฎหมายเดิม และกำลังผลักดันแก้กฎหมายให้นอมินีเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินเพื่อเพิ่มอำนาจอายัดทรัพย์
19 กันยายน 2569 นางสาวการณิก จันทดา โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2569 คณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง "การติดตามความคืบหน้าการดำเนินมาตรการส่งเสริมการค้าภายในประเทศ การกำกับดูแลนอมินี และการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร" โดยได้เชิญผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้าชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อรายงานความคืบหน้าผลการสุ่มตรวจบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี แนวทางการคัดกรอง และมาตรการบังคับใช้กฎหมายในเชิงป้องกันการเปลี่ยนรูปแบบวิธีการอำพราง
คุมเข้มจดทะเบียนนิติบุคคล ยอดกลุ่มเสี่ยงลดฮวบร้อยละ 75
ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้แจงว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินมาตรการเชิงป้องกันในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน และบริษัท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยได้ออกคำสั่งตรวจสอบคำขอจดทะเบียนกรณีคนต่างชาติร่วมถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 และบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นในส่วนที่เหลือ ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นนิติบุคคล โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน ได้แก่ รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อแสดงยอดเงินชำระค่าหุ้นได้ตรงกับวันที่ถอนหรือโอนเงินชำระค่าหุ้น จากมาตรการดังกล่าว ส่งผลทำให้สถิติคำขอจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ลดลงเมื่อนำมาเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังคงคำนึงถึงความสะดวกของผู้ประกอบการที่สุจริตและที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ จึงได้ออกคำสั่งใหม่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยยกเลิกคำสั่งเดิมและยกระดับมาตรการให้ครอบคลุมทั้งการจดทะเบียนจัดตั้งและการแก้ไขคำขอจดทะเบียนในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการต่างชาติ จากเดิมที่บริษัทถือหุ้นโดยคนไทยร้อยละ 100 ไม่ต้องเรียกเอกสารใด ๆ ปัจจุบันได้กำหนดให้เรียกหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทย ควบคู่กับหลักฐานทางการเงินที่แสดงแหล่งที่มาของเงินทุนของกรรมการต่างชาติหรือผู้รับเงินแทนบริษัท ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้กระบวนการจดทะเบียนของกลุ่มเสี่ยงนอมินีนั้นมีความยากลำบากยิ่งขึ้น เป็นผลสืบเนื่องทำให้สถิติจำนวนกลุ่มเสี่ยงในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่คนไทยร่วมถือหุ้นกับต่างชาติในสัดส่วนต่างชาติไม่ถึงร้อยละ 50 ลดลงเหลือเพียง 141 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนถึง 561 ราย หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 75
นอกจากนี้ ยังได้มีมาตรการเชิงป้องกันเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อสกัดกั้นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 1) มาตรการในการตรวจสอบบัญชีดำ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 และนำฐานข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลกลุ่มเสี่ยงเป็นผู้มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับบัญชีม้ามาตรวจสอบคัดกรองผู้ถือหุ้นและกรรมการที่ยื่นขอจดทะเบียน หากพบรายชื่อที่ตรงกับฐานข้อมูลดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตรวจสอบและส่งข้อมูลกลับให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป และ 2) มาตรการตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้นำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากกระทรวงการคลัง มาตรวจสอบเทียบเคียงกับฐานข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล หากปรากฏผลการตรวจสอบว่าผู้ขอจดทะเบียนจัดตั้งใหม่รายใดได้มีชื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยงบัญชีม้าหรือเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะกำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนต้องส่งเอกสารหลักฐานทางการเงินย้อนหลัง 3 เดือน โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการตรวจสอบนอมินี พร้อมทั้งต้องแสดงหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งประกอบคำขอจดทะเบียนด้วย ทั้งนี้ จากมาตรการเข้มงวดดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ขอจดทะเบียนในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวส่วนใหญ่ตัดสินใจเลิกคำขอจดทะเบียนไปเอง เนื่องจากติดเงื่อนไขด้านเอกสารหลักฐาน และภายหลังได้เปลี่ยนนำบุคคลอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวมาดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนใหม่แทน
นอกจากนี้ ระบบเทคโนโลยี (Intelligence Business Analytics System: IBAS) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดใช้งานและพัฒนาต่อเนื่องเต็มรูปแบบแล้วในปี 2569 โดยทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานจะพัฒนาระบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินีหรือละเมิดกฎหมายให้ครอบคลุมรอบด้าน และมีความละเอียดมากยิ่งขึ้นต่อไป
เผยคดีสำนักงานบัญชี-คดีภูเก็ต ศาลพิพากษาแล้ว ชี้ช่องโหว่กฎหมายเดิม
ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังชี้แจงถึงประเด็นผลคดีและคำพิพากษาถึงที่สุดในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าภารกิจหลักของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคือการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล พร้อมทั้งชี้เป้าหมายไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเป็นสำคัญ เนื่องจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจการค้านั้นมีจำกัด จึงไม่สามารถใช้อำนาจในเชิงลึกได้ ยกตัวอย่างเช่น การลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจยึดเอกสารได้โดยตรง เป็นต้น เมื่อตรวจสอบพบข้อมูลและพยานหลักฐานในระดับหนึ่งแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงส่งต่อข้อมูลให้แก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ตัวอย่างผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดส่งข้อมูลนิติบุคคลและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยงให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการตรวจสอบ โดยมีสำนักงานบัญชีที่ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายและศาลได้มีคำพิพากษาแล้วในปี พ.ศ. 2567 โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดี มีจำเลยรวมประมาณ 22 ราย ประกอบด้วยนิติบุคคลสำนักงานบัญชี 1 ราย กรรมการหรือผู้จัดการสำนักงานบัญชี 1 ราย บุคคลต่างชาติและบริษัทในกลุ่มเสี่ยงนอมินีจำนวน 10 บริษัท ซึ่งได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีการเฝ้าติดตามไว้แล้ว
ผลคำพิพากษาคดีสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่ง พบว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3) ประกอบมาตรา 36 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลพิพากษาปรับเป็นรายกระทงรวม 10 กระทง เป็นเงิน 2,000,000 บาท จำเลยให้การสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยเป็นเงินรวม 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการหรือเจ้าของสำนักงานบัญชี มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมและมีความผิดในฐานะผู้จัดการตามมาตรา 41 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับเป็นรายกระทง รวม 10 กระทง กระทงละ 1 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 100,000 บาท รวมจำคุก 60 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงให้รอการลงโทษอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี พร้อมทั้งสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกเลิกการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หากฝ่าฝืนให้ปรับวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องและบริษัทนอมินี 10 ราย ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต สั่งปรับคนละ 800,000 บาท จำเลยได้ให้การสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 100,000 บาท พร้อมทั้งสั่งให้เลิกประกอบกิจการ หากฝ่าฝืนให้ปรับวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน ส่งผลทำให้นิติบุคคลที่เป็นบริษัทนอมินีทั้ง 10 ราย ได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกกิจการตามคำพิพากษาของศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รวบรวมและจัดส่งข้อมูลสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายกลุ่มเสี่ยงในจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีนิติบุคคลในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจเกี่ยวข้องแก่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับกรณีการลงโทษบุคคลต่างชาติจากผลคำพิพากษาในคดีที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีจำเลยรวมทั้งสิ้น 23 ราย โดยในจำนวนบุคคลดังกล่าวมีกลุ่มบุคคลสัญชาติต่างด้าวประมาณ 9 ราย ถึง 10 ราย ได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน
ในประเด็นอัตรากำลังพล ขอบเขตการปฏิบัติงาน และข้อจำกัดทางกฎหมาย พบว่า 1) ประเด็นอัตรากำลังพล พบว่าปัจจุบันกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายมีอัตรากำลังรวมทั้งสิ้น 17 อัตรา ประกอบด้วย ข้าราชการ จำนวน 10 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 2 อัตรา และลูกจ้าง จำนวน 2 อัตรา และอยู่ระหว่างดำเนินการบรรจุเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นและได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติยังคงประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สำหรับการสืบสวนทั่วไปและการสอบสวนเชิงลึก ประกอบกับมีปริมาณหนังสือร้องเรียนและคำขอตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และ 2) ประเด็นข้อจำกัดทางกฎหมายและอัตราโทษ พบว่า อัตราโทษตามกฎหมายมีบทกำหนดโทษความผิดที่เกี่ยวข้องกับนอมินีตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเมื่อศาลมีคำพิพากษาและจำเลยได้รับสารภาพ ประกอบกับจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ศาลมักพิจารณาให้รอการลงโทษและกำหนดโทษปรับในอัตราที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ผู้กระทำความผิดเช่น สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมาย มักไม่มีความเกรงกลัวต่อบทลงโทษตามกฎหมายดังกล่าวมากนัก อีกทั้ง บทนิยามทางกฎหมายพบว่า ในนิยามคำว่า "หุ้น" อันเป็นทุนตามกฎหมายปัจจุบัน ยังคงส่งผลทำให้ขอบเขตการตรวจสอบเชิงลึกทำได้เพียงชั้นเดียว แตกต่างจากเดิมที่ใช้คำว่า "ทุน" ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ถึงชั้นที่สองถึงชั้นที่สาม ดังนั้น หากมีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จะส่งผลทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น
เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้น ดันร่างกฎหมายให้นอมินีเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน
ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ชี้แจงถึงประเด็นการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นผ่านระบบสารสนเทศเพื่อตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน โดยในระบบดังกล่าวปัจจุบันแสดงผลเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างบุคคลสัญชาติไทยและสัญชาติต่างด้าว ซึ่งอาจยังไม่ปรากฏรายชื่อผู้ถือหุ้น เนื่องจากอาจมีข้อจำกัดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม หน่วยงานจะนำเสนอต่อผู้บริหารในระดับนโยบายเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและขอบเขตในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมทั้งชี้แจงเพิ่มเติมว่าการเปิดเผยข้อมูลผ่านช่องทางดังกล่าวเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1020 ซึ่งกำหนดให้บุคคลทุกคนเมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ชอบที่จะตรวจเอกสารซึ่งนายทะเบียนเก็บรักษาไว้ได้ หรือจะขอให้คัดสำเนาหรือเนื้อความในเอกสารฉบับใด ๆ พร้อมด้วยคำรับรองถูกต้องให้ก็ได้ ดังนั้น จึงกำหนดให้บุคคลสามารถคัดสำเนาข้อมูลได้เมื่อชำระค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานจะนำเสนอและจะหารือร่วมกับผู้บริหาร เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการเปิดเผยให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและป้องกันปัญหานอมินีในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ประเด็นมาตรการทางกฎหมาย ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยกำหนดให้ความผิดในคดีนอมินีเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีนอมินีก่อนที่คดีจะเข้าสู่ชั้นศาล โดยขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

