ภูเก็ตครองแชมป์ตลาดที่อยู่อาศัยมูลค่าสูงสุดในไทย มูลค่ารวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท วิลล่า-คอนโดตากอากาศครองสัดส่วนกว่าครึ่ง

กองบรรณาธิการ TCIJ 12 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 65 ครั้ง

ภูเก็ตครองแชมป์ตลาดที่อยู่อาศัยมูลค่าสูงสุดในไทย มูลค่ารวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท วิลล่า-คอนโดตากอากาศครองสัดส่วนกว่าครึ่ง

ดร.โสภณ พรโชคชัย แถลงผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตล่าสุด ชี้จังหวัดภูเก็ตมีมูลค่าสินค้าที่อยู่อาศัยรอขายสูงสุดในประเทศ แซงชลบุรีและระยอง เผยกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซียและจีนยังคงเป็นกำลังซื้อหลัก อำเภอถลางกลายเป็นทำเลยอดนิยมสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส และนายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล จัดสัมมนาเรื่อง Leasehold vs Sap Ing Sit & 3 MB LongStay Visa ณ Pearl Phuket Hotel พร้อมแถลงข่าวผลการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตล่าสุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้สนใจซื้อขายบ้าน

จากผลการสำรวจในปี 2569 พบว่า จังหวัดภูเก็ตมีหน่วยขายที่เข้ามาขายในตลาดทั้งหมดมูลค่ารวม 176,538 ล้านบาท นับเป็นจังหวัดที่มีสินค้าที่อยู่อาศัยขายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาจังหวัดภูมิภาคทั้งหมด 76 จังหวัด แซงหน้าจังหวัดชลบุรีที่มีมูลค่า 151,822 ล้านบาท จังหวัดระยองซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีมูลค่า 51,453 ล้านบาท และจังหวัดเชียงใหม่ที่มีมูลค่า 49,303 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากนับเป็นจำนวนหน่วยขาย ภูเก็ตมีหน่วยขายรอผู้ซื้อรวม 13,779 หน่วย เป็นอันดับสองรองจากชลบุรีและระยอง โดยที่ภูเก็ตมีมูลค่าสูงสุดเพราะราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 12.812 ล้านบาท เทียบกับกรุงเทพมหานครที่ 5.808 ล้านบาท และชลบุรีที่ 4.035 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าในจังหวัดภูเก็ตมีโครงการที่ยังมีหน่วยขายรอผู้ซื้ออยู่ทั้งหมด 806 โครงการ ในเขตอำเภอเมือง อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง โดยอำเภอถลางมีจำนวนโครงการมากที่สุดถึง 411 โครงการ รองลงมาคืออำเภอเมือง 281 โครงการ และอำเภอกะทู้ 84 โครงการ ในจำนวน 806 โครงการนี้ มีหน่วยขายรวมกัน 90,597 หน่วย มูลค่ารวมถึง 705,055 ล้านบาท ขายได้แล้ว 76,582 หน่วย มูลค่า 527,777 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 85 โดย ดร.โสภณ คาดการณ์ว่าสินค้าเหล่านี้จะขายหมดภายในเวลา 19.2 เดือน หากไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่

สำหรับสินค้าที่มีมากที่สุดในจังหวัดภูเก็ตคือวิลล่าตากอากาศ จำนวน 40,263 หน่วย หรือร้อยละ 44 ของหน่วยขายทั้งหมด เมื่อรวมกับอาคารชุดตากอากาศอีก 6,830 หน่วย หรือร้อยละ 8 เท่ากับสินค้าตากอากาศมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52 ของตลาดทั้งหมด สะท้อนว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยมีสัดส่วนน้อยกว่าสินค้าที่ขายให้ชาวต่างชาติ โดยจากมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด 705,055 ล้านบาท เป็นมูลค่าของอาคารชุดตากอากาศถึง 339,227 ล้านบาท และวิลล่าตากอากาศ 221,672 ล้านบาท รวมกันคิดเป็นร้อยละ 80 ของมูลค่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมด แสดงว่าตลาดสำหรับคนไทยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น

ในด้านอัตราการขาย สินค้าที่ขายดีที่สุดคือห้องชุดพักอาศัย โดยขายได้ประมาณร้อยละ 8.1 ต่อเดือน ส่วนห้องชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศขายได้เฉลี่ยร้อยละ 4.9 ต่อเดือน ขณะที่บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และที่ดินจัดสรร ขายได้เพียงร้อยละ 3 ต่อเดือน สะท้อนว่าตลาดท้องถิ่นมีความเปราะบางและมีโอกาสหดตัวค่อนข้างสูง

เมื่อพิจารณารายอำเภอ พบว่าในอำเภอถลาง อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดถึง 24,994 หน่วย หรือร้อยละ 54 และมีมูลค่ารวมสูงสุดถึง 236,807 ล้านบาท หรือร้อยละ 53 ของทั้งหมด โดยพื้นที่เชิงทะเล บางเทา ลายัน ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี กลายเป็นศูนย์กลางยอดนิยมที่สุดในภูเก็ต เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งความใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 15-25 นาที มีพื้นที่ราบขนาดใหญ่เหมาะกับการพัฒนาโครงการแนวราบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมอย่าง Laguna Phuket ที่พัฒนามานานกว่า 30 ปี รวมถึงโรงเรียนนานาชาติชั้นนำและโรงพยาบาลมาตรฐานสากล ตอบโจทย์กลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัยระยะยาว

สำหรับกลุ่มผู้ซื้อหลักในช่วงปี 2568-2569 แบ่งตามสัญชาติ พบว่ากลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซียและยุโรปตะวันออกยังคงเป็นกำลังซื้อต่างชาติอันดับหนึ่งในภูเก็ต โดยมีเหตุผลหลักคือการหนีภัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และย้ายเงินทุนออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย รองลงมาคือกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนและเอเชียที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง กลุ่มผู้ซื้อจากยุโรปตะวันตกและตะวันออกกลางที่มองหาบ้านพักหลังเกษียณ และกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 15-25 ของตลาดระดับพรีเมียม

ทั้งนี้ แนวโน้มความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในภูเก็ตกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตามฤดูกาล ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวระดับนานาชาติ โดยกลุ่มตะวันออกกลางและอินเดียเริ่มมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น ขณะที่รูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมคือ Branded Residences และโครงการที่เน้นสุขภาพ โดยวิลล่าตากอากาศระดับ 30-50 ล้านบาทเป็นระดับราคาหลักที่ได้รับการตอบรับดีที่สุดจากต่างชาติ พร้อมมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนการปล่อยเช่าในระดับสูงถึงร้อยละ 6-8 ต่อปี

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: