ภาครัฐ-เอกชนผนึกกำลังดัน "ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ" หนุนคนไทยลดหวาน มัน เค็ม รับมือวิกฤต NCDs

กองบรรณาธิการ TCIJ 5 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 51 ครั้ง

ภาครัฐ-เอกชนผนึกกำลังดัน

อย. สถาบันโภชนาการ มหิดล กรมควบคุมโรค และดัชมิลล์ ร่วมเสวนาผลักดันตราสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ ชี้คนไทยอ้วนถึง 46% เผยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์รับรองแล้วเกือบ 4,000 รายการ ตั้งเป้าขยายกว่า 5,000 รายการ

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) เป็นหนึ่งในโจทย์สุขภาพสำคัญของคนไทย โดยพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ประเด็นดังกล่าวได้รับการหยิบยกขึ้นแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนา "ส่งเสริมคนไทยให้เข้าใจ และใส่ใจดูแลสุขภาพ" โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กรมควบคุมโรค และกลุ่มบริษัทดัชมิลล์ ร่วมให้ข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์สุขภาพของคนไทย รวมถึงการส่งเสริมความเข้าใจและการใช้ "ตราสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)" โดยข้อมูลจากเวทีระบุว่า ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้มีภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนไทยมีภาวะอ้วนถึงร้อยละ 46

นายแพทย์พิเชษฐ พืดขุนทด รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า การรับมือ NCDs ต้องดำเนินควบคู่ทั้งการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลือกอาหารที่เหมาะสม โดย อย. เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อลดหวาน มัน เค็ม พร้อมสื่อสารข้อมูลผ่านฉลากโภชนาการและฉลาก GDA ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพแล้ว 3,922 รายการ จาก 593 บริษัท และตั้งเป้าเพิ่มเป็นมากกว่า 5,000 รายการ พร้อมอำนวยความสะดวกด้วยระบบ Priority Track เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านนายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ อดีตผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า การบริโภคเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ประชาชนสามารถเริ่มปรับเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการลดปัจจัยเสี่ยงจากน้ำตาลและโซเดียม ซึ่งควรจำกัดการบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้ผู้บริโภคมองเห็นและตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หัวใจสำคัญของตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ คือการมีเกณฑ์โภชนาการที่ชัดเจนและเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท โดยปัจจุบันแบ่งผลิตภัณฑ์อาหารออกเป็น 15 กลุ่มหลัก และกำหนดเกณฑ์พิจารณาปริมาณสารอาหารแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์ ทำให้ตราดังกล่าวเป็นกลไกที่ช่วยแปลงข้อมูลทางโภชนาการที่ซับซ้อนให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า การปรับพฤติกรรมการบริโภคต้องอาศัยเวลา โดยแนวคิด Sensory Adaptation อธิบายว่าหากค่อยๆ ปรับลดหวาน มัน เค็มลงทีละน้อย ประสาทสัมผัสของผู้บริโภคจะสามารถปรับตัวและคุ้นเคยกับรสชาติที่อ่อนลงได้ ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ขอขึ้นทะเบียนใหม่มีอายุการรับรอง 3 ปี และการต่ออายุมีอายุการรับรอง 2 ปี พร้อมมีการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองในทุกปีเพื่อรักษามาตรฐาน

ด้าน ดร.วรรัตน์ ฉายสว่างวงศ์ ผู้จัดการนวัตกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และวิจัย กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ กล่าวว่า ดัชมิลล์ให้ความสำคัญกับการส่งต่อความเข้าใจเรื่องตราทางเลือกสุขภาพไปยังผู้บริโภค โดยมองว่าภาคเอกชนเป็นอีกช่องทางสำคัญในการทำให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าใจสัญลักษณ์ดังกล่าวมากขึ้น พร้อมนำแนวทางด้านโภชนาการมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ ดัชชี่ สูตรไขมัน 0% และผลิตภัณฑ์กลุ่ม Triple 0 ทั้งนี้ ดัชมิลล์ยังได้รับรางวัล "Most Chosen Brand" ในหมวด Dairy จากเวที Brand Footprint Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14

ทั้งนี้ ผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน สะท้อนตรงกันว่า การทำให้ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพเกิดประโยชน์ในวงกว้าง ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งด้านองค์ความรู้ เกณฑ์ทางโภชนาการ การสนับสนุนจากภาครัฐ และการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงผู้บริโภค โดยดัชมิลล์ได้พัฒนา "Healthier Shelf" เป็นพื้นที่รวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในช่องทางค้าปลีก พร้อมเปิดตัวหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญ "ตรวจตราให้มั่นใจ ด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องหมายทางเลือกสุขภาพจากดัชมิลล์" เพื่อสื่อสารเรื่องตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: