การเมืองนำการทหาร เห็นพ้องในหลักการ แต่ยังติดขัดในทางปฏิบัติ สู่ทางออกสันติภาพชายแดนใต้

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 12 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 48 ครั้ง


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ความตึงเครียดและเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดำเนินมายาวนานกว่าสองทศวรรษ (พ.ศ. 2547–2569) ยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ท้าทายรัฐไทย แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงจะลดลงในบางช่วง แต่เหตุการณ์ระลอกใหม่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ และสะท้อนว่ามาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ล่าสุด ในงานสัมมนาทางวิชาการ “22 ปี บทเรียนและก้าวต่อไป: การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสันติภาพที่เคารพความหลากหลาย” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนฝ่ายความมั่นคง พรรคการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันทบทวนบทเรียนตลอด 22 ปี

สิ่งที่เห็นร่วมกันคือหลักการ “การเมืองนำการทหาร” แต่เมื่อมาถึงการปฏิบัติจริงกลับยังมีทั้งอุปสรรค ความไม่ไว้วางใจ และปัญหาจากโครงสร้างอำนาจที่ยังต้องแก้ไข

22 ปีของความรุนแรง และจุดเปลี่ยนที่ยังไม่ชัดเจน

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง รัฐใช้ทั้งกฎหมายพิเศษและมาตรการด้านความมั่นคงในการควบคุมสถานการณ์ แม้ระดับความรุนแรงโดยรวมจะลดลงในบางช่วง แต่เหตุการณ์ใหม่ ๆ ยังคงเกิดขึ้น

เหตุการณ์วางระเบิดหลายจุดเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569 เป็นอีกครั้งที่สะท้อนความเปราะบางของสถานการณ์ และทำให้เกิดคำถามว่ามาตรการที่ใช้อยู่สามารถนำไปสู่สันติภาพได้จริงหรือไม่

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ มองว่า ปัญหาชายแดนใต้ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความมั่นคงอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับความคิด ความยุติธรรม และอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่

เขายังเห็นว่า เป้าหมายการยุติเหตุการณ์ภายในปี 2570 ไม่ควรถูกยกเลิก แม้กรอบเวลาอาจต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการเมืองนำการทหาร แต่การปฏิบัติยังมีช่องว่าง

เวทีเสวนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลายฝ่าย ทั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช. ตัวแทนพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชาติ รวมถึงคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการ และภาคประชาสังคม

การพูดคุยเน้นทั้งการถอดบทเรียนจากการบริหารจัดการด้านความมั่นคง และการหาทางออกร่วมกันระหว่างฝ่ายการเมือง กองทัพ และประชาชน

พล.อ.ชัยพฤกษ์ยืนยันว่า กองทัพและ กอ.รมน. สนับสนุนหลักการให้การเมืองเป็นผู้นำ และเห็นว่าปัญหาชายแดนใต้ควรจบลงด้วยการพูดคุย ขณะที่ทหารควรทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานพลเรือนเข้ามาทำงานและพัฒนาพื้นที่

แต่เขายอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อฝ่ายปกครองไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ภาพของทหารจึงกลายเป็นผู้ที่ต้องเข้ามารับบทบาทนำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้าน พ.ต.อ.ทวีเสนอว่า ผู้ที่ถือปืนทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “นักรบ” ไปสู่ “นักสร้างสันติภาพ”

ความหวาดระแวงยังเป็นกำแพงสำคัญ

หนึ่งในปัญหาที่ถูกพูดถึงมากคือความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่

พ.ต.อ.ทวี และ สส. ในพื้นที่อย่าง นายซาการียา สะอิ สะท้อนว่า หน่วยงานความมั่นคงมักมองเครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือนักการเมืองท้องถิ่นว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ทัศนคติที่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูทำให้การสร้างความไว้วางใจเป็นเรื่องยาก

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผู้นำฝ่ายทหารบ่อยครั้งโดยที่บางคนยังไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างเพียงพอ รวมถึงการใช้มาตรการปิดล้อมที่เข้มข้นเกินความจำเป็น ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความระแวงและเพิ่มระยะห่างระหว่างรัฐกับประชาชน

พรรคการเมืองและนักวิชาการชี้ ปัญหานี้ต้องแก้ด้วยการเมือง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง มองว่า แม้ปัญหาชายแดนใต้จะถูกประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองจำนวนมากยังไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดและความซับซ้อนของปัญหา

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เห็นว่า สถานการณ์ในทางปฏิบัติยังเป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อจัดการกับความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองช่วยลดความขัดแย้งและผลักดันการกระจายอำนาจ

ขณะที่นายฮานาฟี หมีนเส็น และนายรอมฎอน ปันจอร์ ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกันของระบบข่าวกรอง รวมถึงสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ยังขาดช่องทางสื่อสารกับรัฐโดยตรง

ส่วน ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ย้ำตรงกันว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาทางการเมือง จึงต้องใช้วิธีทางการเมืองในการแก้ไข

รัฐควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนมากกว่าการมองเรื่องความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก พร้อมทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษที่อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิของประชาชน

คำถามสำคัญ การเมืองนำการทหารในทางปฏิบัติหมายถึงอะไร

ช่วงถาม-ตอบของเวทีมีประเด็นสำคัญจาก ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เขียนหนังสือ *ในนามของความมั่นคงภายใน การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย*

เธอตั้งคำถามต่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช. ถึงความหมายของคำว่า “การเมืองนำการทหาร” ในทางปฏิบัติ

คำถามคือ หากหน่วยงานความมั่นคงยังมีการฟ้องร้องหรือจับกุมนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่มีความเห็นต่าง หรือมีการจำกัดพื้นที่ทางวัฒนธรรม เช่น การห้ามใช้คำว่า “ปาตานี” และกำหนดให้ใช้เฉพาะคำว่า “ปัตตานี” สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเมืองนำการทหารของรัฐหรือไม่

ผู้เขียนยังได้ร่วมตั้งคำถามถึงความพร้อมของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ในการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนใต้ที่ยังต้องการแนวทางแก้ไขในหลายด้าน

จากคำประกาศสู่การเปลี่ยนแปลงจริง

บทเรียนตลอด 22 ปีของชายแดนใต้ชี้ให้เห็นว่า การประกาศหลักการ “การเมืองนำการทหาร” อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ

การแก้ปัญหาในระยะยาวจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การลดเหตุความรุนแรง แต่ยังรวมถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การยอมรับอัตลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ให้ประชาชนและเยาวชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการกำหนดอนาคตของพื้นที่อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด ทางออกของชายแดนใต้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่าใครจะเป็นผู้ชนะ แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาอยู่บนโต๊ะเดียวกัน และเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติภาพบนพื้นฐานของความยุติธรรม การเคารพสิทธิ และการยอมรับความหลากหลาย

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: