ถ้าฉันยังรักประเทศไทยอยู่บ้าง ฉันคงเศร้าเสียใจกับการฮั้ว สว. อยู่บ้าง

เต่าญี่ปุ่น 4 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 136 ครั้ง


สวัสดีครับ ผมเต่าญี่ปุ่นครับ ผมได้เขียนบทความในนามเต่าญี่ปุ่นไป 2 บทความแล้ว ต้องบอกตรงๆ ว่าผมไม่กล้าเปิดเผยตัวตนจริงๆ ของผมให้สังคมรับทราบหรอกครับ ผมมักจะใช้นามปากกาเต่าญี่ปุ่นเมื่อต้องเขียนบทความที่จะกลายเป็นข้อถกเถียงในสังคม

บทความนี้ผมเขียนขึ้นในช่วงที่ระบอบสีน้ำเงินปกครองแผ่นดินไทย หลายคนคงอินกับวรรณกรรมสี่แผ่นดินและคิดไปเองว่า หากประเทศนี้ปกครองด้วยพวกอนุรักษ์นิยม แผ่นดินจะกลับมาร่มเย็นอุดมสมบูรณ์อย่างที่ฝันไว้ แต่นี่คือชีวิตจริง ไม่ว่าจะฝั่งไหนมันก็มีคนหลากหลาย และมีพวกจ้องจะเอาแต่ได้ปะปนอยู่ทั้งนั้น สิ่งสำคัญของการปกครองประเทศ การบริหารประเทศจึงไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์เลื่อนลอย แต่คือการตรวจสอบ ถ่วงดุล และระบบที่พร้อมจะเขี่ยคนที่ทำผิดพลาดออกไป ไม่ใช่ระบบแบบไทยๆ ที่คอยอุ้มชูคนไร้ประสิทธิภาพแต่ประจบนายประจบเจ้าของหมาเก่ง โดยไม่เคยแยแสเลยว่าประชาชนข้างล่างจะรู้สึกยังไง

ขอยกอีกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ ว่าการที่ระบอบสีน้ำเงินและอนุรักษ์นิยม ที่บริหารประเทศแล้วมันไม่ได้ดีเด่นหรือสงบสุขขนาดที่ใครต่อใครพยายามวาดฝันโฆษณาชวนเชื่อเอาไว้หรอกครับ ในวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ มีข่าวที่อ่านแล้วมันอึดอัดสะเทือนใจจนพูดไม่ออก

ลูกวัย 55 ปีที่ต้องคอยดูแลพ่อวัย 80 ปีซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงอย่างลำพัง ได้ตัดสินใจทำอัตวิบากกรรมจบชีวิตลง โดยก่อนจะตัดสินใจทำแบบนั้น ลูกชายได้ใช้เงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ก้อนสุดท้าย ไปซื้อของมาทำกับข้าวที่พ่อวัย 80 ปีชอบที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย (https://news.ch7.com/detail/894936)

ลองคิดดูนะครับ จังหวัดบุรีรัมย์ที่ทุกวันนี้ทำท่าจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ของประเทศไทยไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, นายกรัฐมนตรี และตำแหน่งใหญ่โตอื่นๆ อีกหลายตำแหน่ง ต่างก็มีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ อบจ. ก็เป็นของคนกลุ่มนี้ ไม่นับรวมพวก สส. สว. ที่มีจำนวนเยอะที่สุดในประเทศก็มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ไล่ลงไปถึง อบต. เทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็ล้วนแต่เป็นคนของพวกเขาทั้งหมด

มันน่าสมเพชตรงที่ ขนาดประชาชนในจังหวัดที่ผู้มีอำนาจล้นฟ้ากลุ่มนี้อาศัยอยู่แท้ๆ มีทรัพยากรในมือตั้งเท่าไหร่ เคยได้ยินเสียงการดิ้นรนของคนในพื้นที่ตัวเองบ้างไหม ยังไม่ดูแลเขาให้มีชีวิตที่ดีได้เลย แล้วแบบนี้จะมีน้ำยาอะไร หน้าไหนจะมาอ้างว่าดูแลคนทั้งประเทศได้

มันน่าอึดอัดตรงที่เราเห็นงบประมาณมหาศาล โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง หรือการพัฒนาต่างๆ ถูกประเคนลงไปในพื้นที่ของผู้มีอำนาจอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของคนธรรมดาในพื้นที่กลับยังคงสิ้นหวังจนต้องจบชีวิตลงด้วยบัตรคนจน มันคือความเหลื่อมล้ำที่ตบหน้าประชาชนอย่างแรง ว่าโครงสร้างที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ไม่ได้สร้างมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของใคร นอกจากเพื่อเป็นฐานอำนาจให้พวกเขาสูบกินไปเรื่อยๆ เท่านั้น

กลับมาที่ประเด็นของผู้เขียน บอกเลยครับว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนหมดสิ้นความรักต่อประเทศไทยไปแล้วจริงๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ในสถานการณ์แบบนี้ที่เห็นระบอบสีน้ำเงินกำลังแผ่อิทธิพลกัดกินประเทศไปเรื่อยๆ อย่างไร้ความอาย ผู้เขียนคงกังวล ร้อนใจ และอยู่ไม่สุข ว่าทำไมประเทศไทยถึงตกต่ำได้ขนาดนี้ คงพยายามเค้นสมองออกความคิด ออกแรง ดิ้นรนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และพยายามช่วยเหลือเท่าที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้

แต่ในปัจจุบัน นับตั้งแต่การตัดสิทธิ์ธนาธร 10 ปี, การตัดสิทธิ์ช่อ พรรณิการ์ ตลอดชีวิต, การขังทนายอานนท์เอาไว้ในคุก, การใจดำไม่ยอมนิรโทษกรรมเยาวชน (แต่กลับยิ้มระรื่นนิรโทษกรรมให้คนเสื้อเหลืองที่เคยปิดสนามบิน), และการฝืนมติประชาชนที่คนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ยอมให้พิธาได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

สิ่งบัดซบเหล่านี้มันคอยบดขยี้และทำลายกำลังใจของผู้เขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนพูดได้เต็มปากว่า ผู้เขียนได้หมดรักประเทศไทย และหมดศรัทธาต่อแผ่นดินไทยไปหมดแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้มันเต็มไปด้วยความอึดอัด ไร้หนทาง และกลายเป็นเหมือนคำพูดของ อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา ที่เคยแสดงความเห็นไว้หลังรัฐประหาร 2557 ไม่นาน

มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนเข้าใจคำพูดนี้อย่างถ่องแท้จนน่าใจหาย และผู้เขียนก็จำใจต้องใช้ชีวิตก้มหน้าก้มตาอยู่ไปวันๆ ตามคำพูดนั้นจริงๆ ความเจ็บปวดของการเป็นคนทำงานในประเทศนี้ คือการที่เราต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวเวลาเกิดวิกฤต ไร้สวัสดิการ ไร้ความมั่นคง คนรุ่นใหม่หรือคนที่มีศักยภาพหลายคนจึงพยายามหาทางย้ายประเทศ เพราะพวกเขาอึดอัดจนทนสูดอากาศในสังคมนี้ต่อไปไม่ไหว ส่วนคนที่ยังไปไหนไม่ได้อย่างผู้เขียน ก็ทำได้แค่นั่งมองประเทศนี้ถูกบริหารแบบตามบุญตามกรรม และก้มหน้ารับสภาพไปวันๆ

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งคิดว่าผู้เขียนยอมจำนนจนเปลี่ยนตัวเองไปเป็นพวก Ignorant หรือจะไม่ยอมไปเลือกตั้งนะครับ ผู้เขียนยังคงติดตามข่าวสารอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ใช่การกดดันตัวเองให้ต้องนั่งฟังข่าวเค้นความเจ็บปวดอยู่ทุกวันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว และไม่ว่าหลังจากนี้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระดับไหน ผู้เขียนก็ยังคงจะไปลากสังขารออกไปลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนเดิมแน่นอน บอกตรงๆ ว่าการออกไปเลือกตั้งในยุคนี้ มันไม่ได้เต็มไปด้วยความหวังหรือพลังสดใสเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เราต่างรู้ดีว่าโครงสร้างอำนาจมืดและกติกาพิการๆ มันถูกวางรากฐานไว้หนาแน่นแค่ไหน การออกไปลงคะแนนในวันนี้ จึงไม่ใช่การไปเพื่อฝันถึงอนาคตที่สวยงามแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการออกไปอย่างขมขื่น เป็นการลากสังขารไปเข้าคูหาเพียงเพื่อจะบอกพวกมันว่า ถึงกติกาจะบัดซบ และถึงพวกมึงจะต้อนให้พวกเราหมดแรงแค่ไหน พวกเราก็จะไม่ยอมยกพื้นที่ตรงนี้ให้พวกมึงเสพสุขกันง่ายๆ"

อย่างใกล้ๆ ที่จะถึงนี้ ก็กำลังจะมีการเลือกตั้ง นายก อบจ. นนทบุรี ในวันที่ 20 กันยายน 2569 นี้ และตามด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ในวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งปีนี้เขาเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีสิทธิ์ได้ไปลงคะแนน โดยไม่ถูกจำกัดสิทธิ์ให้ต้องลำบากลงทะเบียนซับซ้อนเหมือนครั้งก่อนๆ แล้ว ยังไงก็ลองเข้าไปเช็คสถานที่เลือกตั้งกันได้ในเว็บไซต์ประกันสังคม หรือแอปพลิเคชัน SSO+ นะครับ ออกไปใช้สิทธิ์กันให้เต็มที่ อย่างน้อยก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ตาย

หากนี่คือผลลัพธ์และเป้าหมายของคนในกลุ่มระบอบสีน้ำเงิน... ที่ตั้งใจต้อนให้พวกเราจนมุม ทำให้เราอึดอัด หมดกำลังใจ หมดศรัทธาในการสร้างสังคมที่ดี จนต้องหันกลับมารักษาแผลใจและเอาตัวรอดไปวันๆ... ก็ขอบอกตรงนี้เลยครับว่า พวกมึงทำสำเร็จแล้ว

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: