ไฟใต้รอบใหม่ หลัง ครม.สัญจรที่สงขลา ปัญหาและทางออก

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 3 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 61 ครั้ง


บทนำ

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ที่จังหวัดสงขลา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังสะท้อนให้เห็นจุดตัดสำคัญระหว่างนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจจากส่วนกลางกับความเป็นจริงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ความพยายามเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านหลัก “ซูรอ” หรือการปรึกษาหารือสาธารณะ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในแง่ของการสร้างการมีส่วนร่วม แต่ในขณะเดียวกันโจทย์ด้านความมั่นคงรอบใหม่กลับกำลังเผชิญแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญ เมื่อผลสำรวจของนิด้าโพลสะท้อนให้เห็นถึงความเคลือบแคลงและคำถามจากประชาชนต่อประสิทธิภาพและขีดความสามารถของรัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

บริบทสถานการณ์และเสียงสะท้อนจากพื้นที่

การลงพื้นที่ของ ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งถูกมองจากบางส่วนว่าอาจมีลักษณะคล้ายพิธีกรรมหรือจัดขึ้นเพียงเพื่อให้มีการลงพื้นที่นั้น อย่างน้อยก็ได้นำมาซึ่งข้อเสนอจากจังหวัดชายแดนใต้ในหลายมิติ ทั้งโมเดลการบำบัดยาเสพติดแบบครบวงจรจากศูนย์บำบัดตำบลกระโด จังหวัดปัตตานี โครงการ “หนึ่งครอบครัว หนึ่งแผนการช่วยเหลือ” สำหรับกลุ่มเปราะบาง การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการศึกษาเอกชน ตลอดจนการยกระดับเศรษฐกิจการค้าชายแดนและโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดนราธิวาสและยะลา โดยมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน

แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบกลับสะท้อนมุมมองที่ลึกไปกว่ากรอบความมั่นคงแบบเดิม โดยร้อยละ 35.73 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเหตุการณ์อาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณในพื้นที่ รองลงมาคือกลุ่มทุนสีเทาและการเมืองท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 40.82 มองว่าสาเหตุที่รัฐไม่สามารถป้องกันปัญหาได้มาจากข้อบกพร่องด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ

อภิปรายปัญหาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

ความขัดแย้งและเหตุรุนแรงในชายแดนใต้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกรอบความมั่นคงที่เน้นทหารและตำรวจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือช่องว่างระหว่างมุมมองของรัฐกับความรู้สึกของประชาชน ซึ่งกำลังกลายเป็นวิกฤตความไว้วางใจ หรือ Trust Deficit

การที่ประชาชนเชื่อมโยงปัญหาเข้ากับงบประมาณ กลุ่มทุนสีเทา และการเมืองท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์นอกระบบอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งอยู่

ขณะเดียวกัน คำถามว่า “ทำไมรัฐจึงป้องกันไม่ได้” ก็ชี้ให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดกำลังพล หากแต่อยู่ที่ขีดความสามารถในการบริหารจัดการ การบูรณาการข้อมูลข่าวกรอง และความแม่นยำของยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย

นอกจากนี้ แต่ละพื้นที่ก็มีบริบทที่แตกต่างกัน ตัวเลขจากจังหวัดนราธิวาสที่สะท้อนความกังวลเรื่องนโยบายและการประสานงานในระดับที่สูงกว่าภาพรวม เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าสูตรสำเร็จเดียว หรือ One-size-fits-all อาจไม่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ การทำงานจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์และออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ในมือ “เสธ.ปูด้วง” การเปลี่ยนผ่าน สมช. สู่การนำของทหารและความท้าทายที่ตามมา

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในการประชุม ครม. ที่ผ่านมา โดยมีมติให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. คนใหม่ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะสะท้อนการดึง “สายทหารอาชีพ” กลับมากุมทิศทางงานด้านความมั่นคงในระดับนโยบายอย่างชัดเจน เพื่อประสานรอยต่อระหว่างรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานด้านข่าวกรอง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้มาพร้อมกับความคาดหวังในการจัดระเบียบโครงสร้างความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำมาซึ่งความกังวลของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อท่าทีของผู้นำด้านความมั่นคงสะท้อนผ่านคำประกาศหลังเกิดเหตุความไม่สงบต่อเนื่องในหลายจุดว่า “ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” ซึ่งมีคลิปประกอบ

ถ้อยคำดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดคำถามว่ากรอบคิดหลักในการจัดการปัญหายังคงพึ่งพายุทธการและการใช้กำลังทางทหารเป็นสำคัญหรือไม่

ในมุมมองรัฐศาสตร์ การเกิดเหตุรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจเปรียบได้กับอาการของ “โรคการกระจายอำนาจบกพร่องอย่างรุนแรง” ตามนิยามของ รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง ซึ่งมีรากฐานมาจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและการปกครองด้วยอำนาจกำปั้นเหล็ก

การพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มงบประมาณด้านข่าวกรอง การปรับโยกย้ายบุคลากร หรือการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมแบบลูบหน้าปะจมูก จึงไม่ต่างจากการพยายามรักษาแผลเบาหวานโดยไม่ยอมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะปัญหาจะไม่มีทางหายขาด หากรัฐไม่กล้าเข้าไปแก้ที่ต้นเหตุ นั่นคือการ “แก้ไขเรื่องอำนาจ” เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจและศักดิ์ศรี หรือ Dignity ตามสมควร

ภาพสะท้อนความห่างเหินระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่ยิ่งปรากฏชัดจากภาพของคณะผู้มีอำนาจที่ออกมารำวงรื่นเริงในงานเลี้ยงรับรองช่วง ครม.สัญจรจังหวัดสงขลา ซึ่งมีคลิปประกอบ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานยังต้องอยู่กับความหวาดผวาและความสูญเสีย ภาพเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาความรุนแรงยังถูกมองผ่านเลนส์ของอำนาจรัฐมากกว่าความทุกข์ของผู้คน

ประเด็นร้อน ครม.สัญจรสงขลา จากการทำ SEA สู่แผนแม่บทพัฒนาอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสการรื้อฟื้นโครงการขนาดใหญ่ ทั้งนิคมอุตสาหกรรมจะนะและท่าเรือน้ำลึก รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฮาลาลและการเป็นครัวโลก ภาคีเครือข่ายประชาชนภาคใต้และกลุ่ม SEC Watch ได้จัดเวทีคู่ขนานขึ้นที่ลานใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เวทีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยืนยันว่าการพัฒนาที่แท้จริงควรขับเคลื่อนผ่านกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment ซึ่งเรียกโดยย่อว่า SEA และต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

โครงการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ริเริ่มตามมติ ครม. ปี 2564 และผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นมากกว่า 70 เวที มีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี กระบวนการดังกล่าวได้วางเป้าหมายให้สงขลาและปัตตานีเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรม”

บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ซึ่งร่วมทำเวที SEA ตั้งแต่ต้นจนจบ อธิบายประเด็นสำคัญของ SEA ไว้ในรูปแบบที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้

เจ็ดคีย์เวิร์ดสำคัญเพื่ออธิบาย SEA แบบชาวบ้าน

หนึ่ง SEA คือ “เสียงของชุมชน” หรือ Community Voice

SEA ไม่ใช่เพียงการศึกษาทางวิชาการ แต่เป็นการนำเสียงของคนในพื้นที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการกำหนดอนาคตของพื้นที่

สอง คือการเปิดให้ “10 ภาคส่วนมีส่วนร่วม”

เสียงของพื้นที่ไม่ได้มีเพียงเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 10 ภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรายงาน และสะท้อนมุมมองที่มีต่ออนาคตของพื้นที่

สาม “สงขลา–ปัตตานีไม่ใช่พื้นที่ว่าง”

พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงที่ดินว่างเปล่า แต่มีทุนเดิมอยู่มากมาย ทั้งทุนธรรมชาติ ทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม ทุนประมง ทุนเกษตร ทุนการท่องเที่ยว ทุนมนุษย์ ทุนชุมชน และทุนทางประวัติศาสตร์

สี่ “ทุนใหม่ต้องต่อยอดทุนเดิม ไม่ใช่เกทับทุนเดิม”

การลงทุนไม่ควรนำทุนใหม่เข้ามาแล้วทำลายทุนที่มีอยู่เดิม แต่ควรตั้งคำถามว่า “เราจะเอาทุนใหม่มาต่อยอดทุนเดิม ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร”

นี่คือหลักคิดของการพัฒนาที่ไม่ใช่การสร้างใหม่แล้วทิ้งของเดิม แต่เป็นการนำของใหม่มาต่อยอดสิ่งที่มีอยู่

ห้า “SEA คือกติกากลางและสะพานกาวใจ”

เมื่อเข้าใจสี่ประเด็นแรกแล้ว จะเห็นว่า SEA สามารถทำหน้าที่เป็นกติกากลางที่ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุยกันบนพื้นฐานของข้อมูลและเป้าหมายร่วมกัน และยังเป็นสะพานกาวใจที่ช่วยเชื่อมจากความแตกแยกไปสู่ความเข้าใจและความสมานฉันท์

หก “SEA คือการออกแบบและดีไซน์อนาคตร่วมกัน”

SEA ไม่ควรจบลงเพียงการจัดทำรายงาน แต่ควรนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “เราต้องการเห็นสงขลา–ปัตตานีในอีก 20–30 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร”

เพราะการพัฒนาที่ดีไม่ใช่การที่รัฐคิดแทนประชาชน แต่คือการที่รัฐ ประชาชน ชุมชน และทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันออกแบบอนาคต

เจ็ด “SEA คือเข็มทิศการพัฒนา ไม่ใช่เบรกการพัฒนา”

SEA ไม่ได้มีไว้เพื่อหยุดการพัฒนา แต่มีไว้เพื่อบอกว่าเราควรพัฒนาไปทางไหน ควรพัฒนาอย่างไร และจะพัฒนาโดยไม่ทำลายสิ่งที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร

บทเรียนจากเวทีคู่ขนานสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ควร “ตั้งธง” จากตัวโครงการก่อน แต่ควรยึดรายงาน SEA เป็นเข็มทิศหลัก ซึ่งจะนำไปสู่การผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลที่สอดคล้องกับฐานทุนด้านอาหาร เกษตร และประมงของพื้นที่

ขณะเดียวกัน ควรยกระดับสถานะทางกฎหมายของรายงาน SEA ให้มีผลผูกพันต่อหน่วยงานรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ กลับไปสร้างความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม

ก้าวต่อไปของ SEA จากสงขลา–ปัตตานี สู่ยะลา–นราธิวาส

ความสำเร็จของกระบวนการ SEA ในสองจังหวัดแรกไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจัดทำแผนแม่บท แต่ควรขยายผลไปสู่การจัดทำ SEA ในพื้นที่ยะลาและนราธิวาส เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 4 จังหวัดเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

การสร้างกลไกติดตามตรวจสอบร่วมกัน รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม จะช่วยยืนยันหลักการสำคัญว่า “เสียงของประชาชนคือเสียงที่สำคัญที่สุด” ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ข้อเสนอแนะและทางออกสู่อนาคต ข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ด้านจาก กมธ.สันติภาพชายแดนใต้

การแก้ปัญหาไฟใต้รอบใหม่นี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ตอบโต้ข้อวิจารณ์” ไปสู่การ “เรียนรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง” โดยอาศัยข้อเสนอเชิงโครงสร้างและทางออกทางการเมือง 9 ด้านที่ผ่านการศึกษาอย่างรอบด้าน

หนึ่ง การแสดงเจตจำนงทางการเมืองและกลไกสร้างสันติภาพ

นายกรัฐมนตรีควรออกคำสั่งทางบริหารเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพ จัดตั้งศูนย์บูรณาการการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทาง หรือ Steering Committee เพื่อบูรณาการงบประมาณและการสั่งการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สอง การสร้างหลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชน

ควรพัฒนาขีดความสามารถของตำรวจและฝ่ายพลเรือน พร้อมทยอยยกเลิกกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ที่หมดความจำเป็นภายในปี 2570 โดยควรกำหนดกรอบเวลาใหม่ผ่าน Roadmap ที่ชัดเจน รวมถึงยุติการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วม หรือ SLAPP และนำด่านความมั่นคงอัจฉริยะ หรือ Smart Checkpoint มาใช้ในการคัดกรองยานพาหนะและบุคคลต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับชุมชน

สาม การฟื้นคืนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยา

ควรจัดตั้งคณะทำงานติดตามการบังคับใช้กฎหมาย และคณะกรรมการอิสระค้นหาข้อเท็จจริง หรือ Fact-finding Commission พร้อมพัฒนาระบบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้มีความโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ล่าสุด มีข้อเสนอว่าไม่ควรให้นายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบโดยอ้างว่าไม่มีอำนาจ พร้อมตั้งคำถามว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนต่างหากที่มีอำนาจหรือไม่

สี่ การเคารพและยอมรับอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์

ควรเปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์ที่มีความแตกต่างกัน รวมถึงสนับสนุนการออกแบบหลักสูตรท้องถิ่น และสนับสนุนการจัดตั้ง “สถาบันอนุรักษ์มรดกทางภาษาและวัฒนธรรม” สำหรับทุกกลุ่มชาติพันธุ์

ห้า การส่งเสริมความสัมพันธ์ในพหุสังคม

ควรส่งเสริมการจัดการศึกษาเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม หรือ Inter-cultural Education หรือ ICE รวมถึงสร้างพื้นที่กลางสำหรับการสานเสวนาที่ปลอดภัยระหว่างผู้คนที่มีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม

หก การแก้ไขปัญหาการรวมศูนย์และการกระจายอำนาจ

ควรตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการกระจายอำนาจและรูปแบบการปกครองที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ตามหลักการปกครองตนเอง หรือ Self-government ภายใต้รัฐธรรมนูญ

เจ็ด การพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำ

ควรผลักดันเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ หรือ Sandbox ผ่าน ศอ.บต. ส่งเสริมเศรษฐกิจฮาลาล แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อน และยกระดับการศึกษาทวิภาษาโดยใช้ภาษาแม่ คือมลายูปาตานี รวมถึงนำ AI และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในพื้นที่เปราะบาง

แปด การแสวงหาทางออกทางการเมืองผ่านกระบวนการพูดคุย

ควรแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่เป็นพลเรือน ปรับโครงสร้าง สมช. เพื่อเปิดให้ขบวนการปลดปล่อยปาตานีหรือชายแดนใต้ รวมถึงผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม มีส่วนร่วม พร้อมจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือสาธารณะและจัดทำ Roadmap ที่มีความชัดเจน

เก้า การติดตามตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร

ควรผลักดันให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการสามัญการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อทำหน้าที่กำกับติดตามงบประมาณ การปฏิรูปความมั่นคง และเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากสังคมอย่างต่อเนื่อง

สรุป

ไฟใต้รอบใหม่ภายใต้การนำของเลขาธิการ สมช. สายทหาร และภายใต้เงาของ ครม.สัญจร จะไม่สามารถดับลงได้ด้วยเม็ดเงินงบประมาณ แถลงการณ์ระยะสั้น หรือกรอบคิดเรื่องการเป็น “ผู้ล่า”

การยกระดับกระบวนการ SEA การแก้ไข “โรคการกระจายอำนาจบกพร่อง” และการนำข้อเสนอทั้ง 9 ด้านของกรรมาธิการฯ ไปปฏิบัติจริง จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนและกินได้บนผืนแผ่นดินชายแดนใต้จริงหรือไม่


หมายเหตุ:
บทความนี้ประมวลผลจากการที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมเวทีจัดทำ SEA ซึ่งใช้ระยะเวลาดำเนินงานกว่า 2 ปี 8 เดือน ผ่านเวทีกว่า 40 เวที และล่าสุดผู้เขียนได้เข้าร่วม รวมทั้งทำหน้าที่เป็นวิทยากรในเวทีวิชาการชาวบ้าน “รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน การพัฒนาที่ดีต้องมีส่วนร่วมของประชาชน” ซึ่งจัดโดยภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ก่อนการประชุม ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: