JustPow ชวนลองคำนวณว่าโครงการต่างๆ ที่มีการใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ใน 'พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท' ที่จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณนั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ แค่ไหน อย่างไรบ้าง
จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ
ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับงบประมาณจากเงินกู้ 2 แสนล้านนั้นเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ในขณะเดียวกลับพบว่าประเทศไทยพึ่งกาการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ในขณะที่ส่วนที่ผลิตในประเทศไทยก็เป็นการตั้งโรงงาน/บริษัทของต่างประเทศเพื่อผลิตส่งออกไปขายอีกทีหนึ่ง
JustPow ชวนลองคำนวณว่าโครงการต่างๆ ที่มีการใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ในเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ แค่ไหน อย่างไรบ้าง

โครงการสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 ล้านบาท ต้องใช้งบเท่าไรจากการนำเข้าอุปกรณ์จากจีน
จากการคำนวณต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) โดย RE Generation พบว่าต้นทุนในการติดตั้งแบ่งเป็น 7 รายการหลัก ได้แก่
- ค่าแรงและการดำเนินการ* คิดเป็น 28.36% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าแผงโซลาร์ คิดเป็น 27.28% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าอินเวอร์เตอร์ คิดเป็น 20.84% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าสายไฟและอุปกรณ์เสริม คิดเป็น 6.54% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าโครงสร้างรองรับแผง คิดเป็น 6.50% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่า MDB ระบบควบคุม AC, DC คิดเป็น 6.41% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าท่อและรางสายไฟ คิดเป็น 4.07% ของต้นทุนทั้งหมด
*ค่าแรงและการดำเนินการ รวมค่าแรงติดตั้ง ค่าแรงขออนุญาต ค่าเดินทาง และค่าล้างแผง-ตรวจเช็คอุปกรณ์เมื่อครบ 1 ปี
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ส่วนที่ผลิตในประเทศไทยก็เป็นการตั้งโรงงาน/บริษัทของต่างประเทศเพื่อผลิตส่งออกไปขายอีกทีหนึ่ง หากตั้งสมมุติฐานการพึ่งพาการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเป็น 100% ข้อมูลจากกรมศุลกากร ระบุว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ไทยนำเข้านั้นกว่า 93% มาจากจีน ในขณะที่อินเวอร์เตอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในไทยมาจากการนำเข้าเช่นเดียวกัน หากตั้งสมมุติฐานการพึ่งพาการนำเข้าอินเวอร์เตอร์จากต่างประเทศเป็น 100% ข้อมูลจากกรมศุลกากร พบว่า ประเทศไทยนำเข้าอินเวอร์เตอร์จากจีนและเวียดนามสูงถึง 71% อย่างไรก็ตามพบว่าฐานการผลิตอินเวอร์เตอร์ในเวียดนามเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทจีน
ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณความเสี่ยงการขาดดุลการค้ากับจีนจากการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอ์เตอร์จากโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาท/หลังคาเรือนจำนวน 1 ล้านหลังคาเรือน คิดเป็นงบประมาณรวม 50,000 ล้านบาท โดยสันนิษฐานว่างบประมาณทั้งหมดใช้ไปกับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
ขั้นที่ 1: คำนวณงบประมาณส่วนที่ใช้กับแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์
นำวงเงินโครงการทั้งหมด 50,000 ล้านบาท มาแจกแจงตามสัดส่วนต้นทุนของระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 kW
- ค่าแผงโซลาร์ (27.28%): 50,000 ล้านบาท × 0.2728 = 13,639.17 ล้านบาท
- ค่าอินเวอร์เตอร์ (20.84%): 50,000 ล้านบาท × 0.2084 = 10,420.52 ล้านบาท
กล่าวคือ จากงบ 50,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีประมาณ 13,639 ล้านบาท ที่ใช้จ่ายกับแผงโซลาร์ และประมาณ 10,421 ล้านบาทที่ใช้จ่ายกับอินเวอร์เตอร์ รวมแล้ว 24,060 ล้านบาท จะนำไปคำนวณตามสัดส่วนการนำเข้าในขั้นถัดไป ส่วนที่เหลือ เช่น ค่าแรง ค่าโครงสร้าง ค่าสายไฟ ฯลฯ ยังไม่ถูกนำมาคิดต่อ เพราะไม่ใช่อุปกรณ์ที่นำเข้าเป็นหลัก
ขั้นที่ 2: คำนวณสัดส่วนเงินจากการนำเข้าที่อาจทำให้ไทยขาดดุลจีน
จากมูลค่าของอุปกรณ์นำเข้าที่คำนวณได้ในขั้นก่อนหน้า นำสัดส่วนแหล่งนำเข้ามาคำนวณต่อ
- แผงโซลาร์ที่นำเข้าจากจีน 93%: 13,639.17 ล้านบาท × 0.93 = 12,684.43 ล้านบาท
- อินเวอร์เตอร์ที่นำเข้าจากจีน 71%:10,420.52 ล้านบาท × 0.71 = 7,398.57 ล้านบาท
จากการคำนวณ สรุปได้ว่างบประมาณสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งหมด 50,000 ล้านบาท อาจมีความเสี่ยงที่งบประมาณ 20,083 ล้านบาท หรือราว 40.17% ของงบอุดหนุนทั้งหมด อาจทำให้ไทยขาดดุลจีน
จากการนำเข้าอุปกรณ์ที่เป็นต้นทุนหลักในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

โครงการติดตั้งประปาโซลาร์ 60,000 ล้านบาท ต้องใช้งบเท่าไรจากการนำเข้าอุปกรณ์จากจีน
จากการคำนวณต้นทุนการติดตั้งระบบประปาโซลาร์ขนาด 1,200 วัตต์ โดยแสงสุรีย์พาวเวอร์ พบว่า ต้นทุนการติดตั้งสามารถแบ่งออกเป็น 4 รายการหลัก ได้แก่
- ชุดปั๊มน้ำ คิดเป็น 28.35% ของต้นทุนทั้งหมด
- แผงโซลาร์เซลล์ คิดเป็น 27.80% ของต้นทุนทั้งหมด
- สายไฟและอุปกรณ์อื่นๆ คิดเป็น 24.95% ของต้นทุนทั้งหมด
- ค่าแรง คิดเป็น 18.90% ของต้นทุนทั้งหมด
*ไม่รวมค่าโครงสร้างอื่นๆ และค่าล้างแผง
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปั๊มน้ำและแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ หากตั้งสมมุติฐานการพึ่งพาการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และชุกปั๊มน้ำจากต่างประเทศเป็น 100% ข้อมูลจากกรมศุลกากร ระบุว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ไทยนำเข้านั้นกว่า 93% มาจากจีน ในขณะที่ชุดปั๊มน้ำกว่า 38.79% ก็นำเข้ามาจากจีนเช่นเดียวกัน
ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณความเสี่ยงการขาดดุลการค้ากับจีนจากการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และชุดปั๊มน้ำจากโครงการประปาโซลาร์ งบประมาณ 60,000 ล้านบาท โดยสันนิษฐานว่างบประมาณทั้งหมดใช้ไปกับการติดตั้งประปาโซลาร์ จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
ขั้นที่ 1: ประมาณงบประมาณส่วนที่ใช้กับชุดปั๊มน้ำและแผงโซลาร์เซลล์
นำวงเงินโครงการทั้งหมด 60,000 ล้านบาท คำนวณเทียบตามสัดส่วนต้นทุนของระบบประปาโซลาร์ขนาด 1,200 วัตต์
- ค่าชุดปั๊มน้ำ (28.35%): 60,000 ล้านบาท × 0.2835 = 17,010 ล้านบาท
- ค่าแผงโซลาร์เซลล์ (27.80%): 60,000 ล้านบาท × 0.2780 = 16,680 ล้านบาท
กล่าวคือ จากงบประมาณทั้งหมด 60,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีประมาณ 33,690 ล้านบาท ที่ใช้จ่ายกับชุดปั๊มน้ำและแผงโซลาร์เซลล์ หรือคิดเป็น 56.15% ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนที่เหลือ เช่น ค่าสายไฟและอุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงค่าแรง ยังไม่นำมาคำนวณในส่วนนี้ เนื่องจากไม่ได้เป็นรายการที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า
ขั้นที่ 2: คำนวณสัดส่วนเงินจากการนำเข้าที่อาจทำให้ไทยขาดดุลจีน
จากมูลค่าของอุปกรณ์นำเข้าในขั้นที่ 2 นำสัดส่วนการนำเข้าจากจีนมาคำนวณต่อ
- ชุดปั๊มน้ำเข้าจากจีน 38.79%: 17,010 ล้านบาท × 0.3879 = 6,598.18 ล้านบาท
- แผงโซลาร์เซลล์ นำเข้าจากจีน 93%: 16,680 ล้านบาท × 0.93 = 15,512.40 ล้านบาท
ดังนั้น จากงบประมาณสนับสนุนการติดตั้งระบบประปาโซลาร์ทั้งหมด 60,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีเงินประมาณ 22,110.58 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 36.85% ของงบรวมของโครงการ ที่อาจทำให้ไทยขาดดุลจีนจากการนำเข้าอุปกรณ์ที่เป็นต้นทุนหลักในการติดตั้งประปาโซลาร์

แบรนด์จำหน่ายอุปกรณ์โซลาร์ในไทย ที่กฟผ. ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการจำหน่ายส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์จากจีน
นอกจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาอุปกรณ์ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนมากนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ต้องนำเข้าจากประเทศจีน กฟผ. ยังได้กำหนดมาตรฐานแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ที่ใช้ในประเทศไทย โดยแบรนด์แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ที่ กฟผ. มีการขึ้นทะเบียนจัดจำหน่าย ที่อาจมีการจัดซื้อจัดจ้างผ่านเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569) มีดังนี้
แผงโซลาร์เซลล์ที่ขึ้นทะเบียน 17 แบรนด์ แบ่งเป็น
- จีน 13 แบรนด์
- ไทย 1
- ญี่ปุ่น 1
- แคนาดา 1
- นอร์เวย์ 1
อินเวอร์เตอร์ที่ขึ้นทะเบียน 16 แบรนด์ แบ่งเป็น
- จีน 13 แบรนด์
- สหรัฐ ฯ 1
- แคนาดา 1
- อิสราเอล 1
ลิเทียมแบตเตอรี่ทุติยภูมิที่ขึ้นทะเบียน 20 แบรนด์
- จีน 16
- สิงคโปร์ 1
- ไต้หวัน 1
- เยอรมนี 1
- อิสราเอล 1
จะเห็นได้ว่าแบรนด์แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ที่ กฟผ. มีการขึ้นทะเบียนจัดจำหน่าย ที่อาจมีการจัดซื้อจัดจ้างผ่านเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์จากประเทศจีน ซึ่งการใช้งบประมาณ 2 แสนล้านในโครงการที่มีการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์นั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไทยขาดดุลการค้าจีนมากยิ่งขึ้น จากการที่ต้องนำเข้าอุปกรณ์ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการติดตั้งจากประเทศจีน
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าในปี 2569 นี้ ประเทศไทยจะมีการส่งออกเติบโต 14% ขณะที่การนำเข้าอาจพุ่งถึง 27% ซึ่งจะส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าราว 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท โดยมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐอาจเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มมากขึ้น เช่น โซลาร์รูฟท็อปและรถยนต์ไฟฟ้า
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ JustPow
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

