
เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 กมธ.การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนและปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของกองทัพเรือ โดยได้เชิญผู้แทนกองทัพเรือเข้าชี้แจง - กมธ. หวั่นปัญหาปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศกระทบการส่งมอบ
ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้แทนกองทัพเรือเข้าชี้แจงความคืบหน้าสองโครงการจัดหายุทโธปกรณ์สำคัญที่ประชาชนจับตามานาน นั่นคือโครงการจัดหาเรือดำน้ำเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Hermes 900 สำหรับภารกิจลาดตระเวนชายฝั่ง ทั้งสองโครงการล้วนเผชิญอุปสรรคจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของไทย จนทำให้กรรมาธิการต้องซักถามอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ซ้ำรอยความล่าช้าเดิม
เรือดำน้ำคืบหน้า 62% หลังเยอรมนีปิดประตูส่งออกเครื่องยนต์ ต้องหันพึ่งจีน
ผู้แทนกองทัพเรือรายงานว่าการสร้างเรือดำน้ำมีความก้าวหน้ารวมแล้วราวร้อยละ 62 แต่ล่าช้ากว่าแผนเดิม ต้นตอสำคัญมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของเยอรมนีและสหภาพยุโรปที่ทำให้ไม่สามารถส่งออกเครื่องยนต์ทางทะเลรุ่น MTU ไปให้จีนติดตั้งในเรือดำน้ำไทยได้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาแรกเริ่ม กองทัพเรือจึงจำเป็นต้องเจรจาปรับข้อกำหนดใหม่มาใช้เครื่องยนต์รุ่น CHD620 ของจีนแทน โดยเพิ่งลงนามแก้ไขข้อตกลงกันได้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งกินเวลาพิจารณาแก้ไขสัญญานานถึง 2 ปี
สำหรับตัวเรือซึ่งแบ่งการสร้างเป็นสามส่วนคือภาคหัว ภาคกลาง และภาคท้าย รวมอุปกรณ์หลัก 31 รายการนั้น ขณะนี้ผลิตและทดสอบเสร็จแล้ว 15 รายการ ส่วนที่เหลืออีก 16 รายการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนประกอบโครงสร้างตัวเรือ โดยกองทัพเรือประเมินว่าจะสามารถนำเรือลงน้ำได้ในเดือนกรกฎาคม 2570 และส่งมอบให้ไทยได้จริงภายในวันที่ 16 มกราคม 2572 ด้านความปลอดภัย เครื่องยนต์ CHD620 ผ่านการรับรองประเภท (Type Approval) จากสถาบัน Lloyd's Register สาขาจีน และมีมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพจีน (GJB) รองรับ พร้อมออกแบบตัวเรือให้ทนแรงดันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ขณะที่ฝ่ายจีนเสนอมาตรการเยียวยาความล่าช้าให้ไทยด้วยการขยายประกันอะไหล่จาก 2 ปีเป็น 8 ปี เพิ่มการฝึกอบรมกำลังพล และสนับสนุนตอร์ปิโดเพิ่มเติม
ประเด็นนี้ทำให้กรรมาธิการตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า ระหว่างไทยกับจีนฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญากันแน่ในเมื่อต้นตอปัญหามาจากคู่สัญญาไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ตามที่ลงนามไว้ตั้งแต่แรก พร้อมเสนอให้กองทัพเรือนำกรณีนี้ไปเป็นบทเรียนสำหรับการทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) ในอนาคตให้รัดกุมกว่าเดิม ผู้แทนกองทัพเรือชี้แจงว่ามาตรการกีดกันทางการค้าของสหภาพยุโรปมีที่มาและข้อจำกัดที่ประกาศเป็นทางการอยู่แล้ว ส่วนเครื่องยนต์ CHD620 นั้นมีประวัติการใช้งานจริงในกองทัพเรือจีนเองและกองทัพเรือปากีสถานมาแล้วโดยไม่มีปัญหา
งบผูกพันเรือดำน้ำอีก 5,500 ล้าน ท่าจอดเรือสะดุดปมผู้รับเหมาทิ้งงาน
ด้านงบประมาณ โครงการเรือดำน้ำเบิกจ่ายไปแล้วร้อยละ 63 คิดเป็นเงินราว 7,700 ล้านบาท เหลืออีกร้อยละ 37 หรือประมาณ 5,500 ล้านบาทเศษที่ต้องทยอยเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2570 ถึง 2572 โดยปีงบประมาณ 2569 นี้จะยังไม่มีการตั้งงบผูกพันใหม่ แต่ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงมียอดที่ต้องชำระ 600 ล้านบาท ซึ่งกองทัพเรือจะบริหารจัดการด้วยการโอนงบจากโครงการอื่นที่เบิกจ่ายล่าช้ามาชดเชยแทนเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวม
ขณะเดียวกันโครงการก่อสร้างระบบสนับสนุนเรือดำน้ำ 7 โครงการ แม้จะแล้วเสร็จไปแล้ว 5 โครงการในช่วงปี 2564 ถึง 2566 แต่ที่ยังค้างคาและน่ากังวลที่สุดคือโครงการท่าจอดเรือดำน้ำระยะที่ 2 มูลค่าสัญญา 810 ล้านบาท ที่ต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมาเดิมเนื่องจากบริษัทประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงจากการถูกบอกเลิกสัญญาโครงการอื่นของภาครัฐ ไม่ใช่ปัญหาทางกายภาพหรือภูมิประเทศตามที่มีกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งกองทัพเรือยืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดจ้างผู้รับเหมารายใหม่ คาดแล้วเสร็จเมษายน 2570 ส่วนโรงซ่อมบำรุงเรือดำน้ำมูลค่า 919.7 ล้านบาท ก็ติดปัญหาระบบไฟฟ้าชนกับโครงการปรับแนวเสาไฟฟ้าลงใต้ดินของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จนต้องตัดงานส่วนนี้ออกไปทำแยกต่างหากในปีงบประมาณ 2570
กรรมาธิการยังตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมาที่ผ่านการกลั่นกรองจากส่วนกลางแล้ว เหตุใดจึงยังเกิดปัญหาทิ้งงานจนโครงการเสียหาย ซึ่งกองทัพเรือชี้แจงว่าใช้วิธีคัดเลือกเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนความเชี่ยวชาญกับกรมบัญชีกลางอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในของบริษัทคู่สัญญาเองที่ไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าได้
โดรน Hermes 900 ทยอยเข้าไทยแล้ว 2 ลำ จับตาสงครามอิสราเอลกระทบส่งมอบชุดสุดท้าย
อีกหนึ่งโครงการที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Hermes 900 จำนวน 7 ลำ มูลค่าสัญญารวม 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เบิกจ่ายไปแล้ว 3,300 ล้านบาท คงเหลืองวดสุดท้าย 860 ล้านบาทที่ตั้งงบรองรับไว้ในปี 2569 แล้ว ความคืบหน้าล่าสุดคืออากาศยานลำที่ 1 และ 2 เดินทางมาถึงสนามบินอู่ตะเภาแล้วเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาด้วยเครื่องบินพาณิชย์โบอิ้ง 747 ลำที่ 3 ถึง 5 มีกำหนดถึงไทยในวันที่ 29 มิถุนายน ส่วนชุดสุดท้ายลำที่ 6 และ 7 นั้นต้องเร่งขนส่งทางอากาศออกจากอิสราเอลให้เร็วขึ้น เนื่องจากสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ผลิต โดยคาดว่าจะถึงไทยราวปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้
ระบบควบคุมภาคพื้นดินได้ติดตั้งไว้แล้วที่สถานีกองการบินทหารเรือสัตหีบ สถานีหน่วยบินทหารเรือทุ่งสงจังหวัดสงขลา และศูนย์บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 โดยสามารถควบคุมการบินพร้อมกันได้สูงสุด 2 บวก 1 ลำ ผ่านสัญญาช่วงเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมกับบริษัทไทยคมเป็นเวลา 2 ปี ส่วนหลักสูตรฝึกนักบินควบคุมโดรนจะจัดขึ้นที่อิสราเอลนาน 45 วัน โดยมีอดีตนักบินและนักบินประจำการของกองทัพอิสราเอลร่วมเป็นครูฝึก ทั้งนี้สัญญากำหนดส่งมอบงวดสุดท้ายไว้ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 แต่หากล่าช้าเพราะภาวะสงคราม บริษัทคู่สัญญาสามารถอ้างเหตุสุดวิสัยขอลดค่าปรับได้ตามกฎหมาย
กรรมาธิการซักไซ้ในประเด็นนี้ว่าเหตุใดกำหนดส่งมอบเดิมที่เคยระบุไว้ตั้งแต่เดือนกันยายนจึงเลื่อนมาเรื่อยๆ พร้อมขอให้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคของช่องสัญญาณดาวเทียมทั้งขนาดความกว้างและความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ระบุไว้ในสัญญาว่าชัดเจนเพียงใด รวมถึงขอให้อธิบายความแตกต่างระหว่างโดรนที่ใช้ปฏิบัติการทางบกกับทางทะเล เนื่องจากการชี้แจงก่อนหน้านี้ยังสร้างความสับสน ผู้แทนกองทัพเรือยืนยันว่ากระบวนการตรวจรับหลังเครื่องถึงไทยจะดำเนินไปอย่างเข้มงวดและมั่นใจว่าจะทันกำหนดเดือนตุลาคม พร้อมอธิบายว่าโดรนทะเลอย่าง Hermes 900 มีโครงสร้างทนไอเกลือ ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางทะเลและกล้องความละเอียดสูงสำหรับค้นหาผู้ประสบภัยในทะเล และต้องพึ่งพาการสื่อสารผ่านดาวเทียมเพื่อบินไกลเกินแนวสายตา ต่างจากโดรนทางบกที่เน้นสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุภาคพื้นดินเป็นหลัก
ท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการการทหารมีมติตั้งข้อสังเกตส่งกลับไปยังกองทัพเรือว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศในอนาคตควรนำปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเมืองและภาวะสงครามของประเทศผู้ผลิตมาเป็นเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกคู่สัญญาด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยทั้งกรณีเครื่องยนต์เยอรมันและโดรนอิสราเอล พร้อมสั่งให้กองทัพเรือจัดส่งเอกสารสรุปความก้าวหน้าโครงการเรือดำน้ำและรายละเอียดเชิงเทคนิคของสัญญาดาวเทียมโครงการโดรน Hermes 900 มาให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

