ภาคประชาสังคมตั้งคำถาม Gastech 2026 กับ อนาคตพลังงานไทย

กองบรรณาธิการ TCIJ 13 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 46 ครั้ง

ภาคประชาสังคมตั้งคำถาม Gastech 2026 กับ อนาคตพลังงานไทย

กรีนพีซ ประเทศไทย, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), เครือข่าย Fossil Free Thailand และตัวแทนชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ยื่นข้อเสนอกระทรวงพลังงาน เรียกร้องให้ทบทวนบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพ Gastech 2026 และการลงทุนที่อาจทำให้ไทยพึ่งพาก๊าซฟอสซิลในระยะยาว พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และเป็นธรรม

กรุงเทพฯ, 13 สิงหาคม 2569 กรีนพีซ ประเทศไทย, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), เครือข่าย Fossil Free Thailand และตัวแทนชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรีเข้าพบเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พร้อมคณะผู้แทนจากกระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อทิศทางพลังงานไทย[1] เรียกร้องให้ทบทวนบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพ Gastech 2026 และการลงทุนที่อาจทำให้ไทยพึ่งพาก๊าซฟอสซิลในระยะยาว พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และเป็นธรรม

Gastech 2026 เป็นงานประชุมนิทรรศการระดับนานาชาติด้านก๊าซฟอสซิลและก๊าซฟอสซิลเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค (BITEC) กรุงเทพมหานคร[2] โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมพลังงานทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง LNG ในภูมิภาค[3] และแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

กรีนพีซ ประเทศไทย และเครือข่ายฯ ตั้งข้อห่วงกังวลว่า การที่กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพหลักของงาน ซึ่งมีบริษัทก๊าซฟอสซิลรายใหญ่เข้ามามีบทบาท อาจเป็นการเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายและการลงทุนด้านพลังงานของประเทศ และนำไปสู่การขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซ และ LNG ที่มีอายุการใช้งานหลายสิบปี สวนทางกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดงาน Gastech ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อปีที่ผ่านมาเป็นพื้นที่สำคัญของการเจรจาธุรกิจ และการทำข้อตกลงด้านการลงทุน LNG ระยะยาว เราจึงมีความกังวลว่าการจัดงานในประเทศไทยครั้งนี้อาจนำไปสู่การขยายตัวอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล และทำให้ไทยผูกติดกับระบบเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายสิบปี ขณะที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจที่อาจถูกผลักภาระผ่านบิลค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น และต้นทุนทางด้านความสูญเสียของระบบนิเวศจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพลังงานฟอสซิล ซึ่งทิศทางดังกล่าวเริ่มเห็นได้ชัดจากการที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานนำเสนอร่างแผน PDP 2026 ที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลเป็นหลักเพื่อรองรับการเข้ามาของ Data Center ซึ่งยิ่งทำให้สวนทางกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 อย่างชัดเจน”

ขณะที่การตัดสินใจด้านพลังงานเกิดขึ้นในระดับนโยบาย ผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลกำลังเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ ตัวแทนชุมชนจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี สะท้อนถึงผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ ทะเล การประมง คุณภาพสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต ซึ่งเป็นต้นทุนที่ชุมชนต้องแบกรับจากการพัฒนาโครงการพลังงานและอุตสาหกรรม

กัญจน์ ทัตติยกุล ตัวแทนเครือข่าย Fossil Free Thailand และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาฯ กล่าวว่า “ฉะเชิงเทราเคยเป็นเมืองที่โด่งดังเรื่องมะม่วง แต่วันนี้กลับกำลังกลายเป็นพื้นที่รองรับโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก ในขณะที่ชุมชนต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเปิดพื้นที่เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซผ่าน Gastech จึงไม่เพียงเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรในพื้นที่ แต่ยังพาประเทศไทยไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูงขึ้น และซ้ำเติมวิกฤตโลกเดือดให้หนักกว่าเดิม”

ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน LNG ของประเทศ การขยายท่าเรือและสถานีรับ–จ่ายก๊าซ LNG ในพื้นที่มาบตาพุดเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งและทะเล ขณะที่ชุมชนประมงพื้นบ้านต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในการดำรงชีวิต การเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG จึงเข้ามาซ้ำเติมผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและปัญหามลพิษสะสมที่ชุมชนในระยองเผชิญมาอย่างยาวนาน และเพิ่มความกังวลต่อผลกระทบในอนาคต ทั้งต่อระบบนิเวศชายฝั่ง แหล่งประมง สุขภาพ และวิถีชีวิตของชุมชน

เฉลา คงเจริญ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านหินขาว จังหวัดระยอง กล่าวว่า

“การประกาศว่าประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาคอาเซียน คือการกำหนดทิศทางการพัฒนาครั้งใหญ่ แต่ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดเจตจำนงเลย ขณะที่ระยองต้องเป็นพื้นที่เสียสละรองรับโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซฟอสซิลมายาวนาน ตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล (ตั้งแต่ปี 2524) จนปัจจุบัน เราผ่านวิกฤตมานับซ้ำไม่ถ้วน ทั้งน้ำมันรั่ว การขยายท่าเทียบเรือ LNG มาบตาพุดเฟส 3 คำถามคือ รัฐเคยมีการประเมินผลกระทบสะสมของการพัฒนาเหล่านี้หรือไม่ และเคยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของพื้นที่แท้จริงหรือไม่ วันนี้ศักยภาพของระยองถูกใช้เกินขีดจำกัด ถึงเวลาที่รัฐต้องหยุดขยายการเติบโตของ EEC ในระยองไปมากกว่านี้ หยุดการเปลี่ยนผังเมืองเพื่อยัดเยียดอุตสาหกรรมมลพิษใหม่ ๆ ลงในพื้นที่ หากจะมีการพัฒนาใด ๆ เกิดขึ้นหลังจากนี้ คนในพื้นที่ต้องมีสิทธิร่วมตัดสินใจอนาคตและชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง”

ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรีกำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมและความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ชุมชนกังวลว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมก๊าซเพิ่มเติมอาจนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ และเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรของพื้นที่

อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายปราจีนฯ เข้มแข็ง และผู้ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า“หากมีการลงทุนก๊าซฟอสซิลเพิ่มขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะตามมาด้วยแนวท่อส่งก๊าซและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำที่ดิน ทั้งที่ปัจจุบันคนปราจีนฯ ได้รับผลกระทบอุตสาหกรรมมากอยู่แล้ว เราไม่ต้องการให้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมในชื่อใดก็ตามเข้ามาสร้างภาระเพิ่มกับพื้นที่ นอกจากนี้ ต้องไม่นำโรงไฟฟ้าขยะ เข้าไปเพิ่มในแผน PDP โดยการแอบอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด มันคือการฟอกเขียวอุตสาหกรรมมลพิษที่สร้างทั้งฝุ่นพิษ กลิ่นเหม็น กากขี้เถ้า และสารก่อมะเร็งให้กับชุมชน ชุมชนปราจีนฯ ไม่ต้องการทั้งโรงไฟฟ้าฟอสซิลรูปแบบใหม่ และโรงไฟฟ้าขยะซ่อนรูป ที่จะมาบีบบังคับให้พวกเราต้องจมอยู่กับผลกระทบและมลพิษในระยะยาวแบบไม่จบไม่สิ้น”

เสียงจากทั้งสามพื้นที่สะท้อนคำถามเดียวกันต่อกระบวนการกำหนดนโยบายพลังงาน และการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ ตั้งแต่การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซและ LNG ไปจนถึงการผลักดันโครงการอุตสาหกรรมที่เพิ่มความต้องการพลังงาน โดยเห็นว่าประชาชนและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบยังมีพื้นที่จำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกลับมีบทบาทและพื้นที่ในการหารือถึงทิศทางพลังงานและการลงทุนมากกว่า ซึ่งการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ทิศทางพลังงานของประเทศกำลังถูกกำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของใคร และเสียงของประชาชนที่ต้องแบกรับผลกระทบถูกนำไปประกอบการตัดสินใจอย่างมีความหมายเพียงใด

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้แสดงข้อห่วงกังวลต่อแนวโน้มการใช้อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นเหตุผลในการสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิล โดยกล่าวว่า “เรากำลังเผชิญทิศทางเชิงนโยบายที่น่ากังวล เมื่อการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่าง Data Center และ AI กำลังถูกนำมาใช้เป็นความชอบธรรมใหม่ในการอนุมัติโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หากรัฐบาลยังคงเดินหน้า โดยปราศจากการประเมินผลในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) และมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด ผลกระทบจะตกอยู่กับชุมชน ทั้งการถูกแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ภาวะมลพิษสะสม ตลอดจนการละเมิดสิทธิของประชาชน รัฐบาลจึงต้องทบทวนแนวนโยบายการส่งเสริม Data Center อย่างรอบด้าน เพื่อให้ไม่ให้อุตสาหกรรมดิจิทัลกลายเป็นข้ออ้างในการยืดอายุการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และสร้างภาระมลพิษระยะยาวให้กับประชาชน”

เครือข่ายฯ เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานนำข้อกังวลและเสียงของชุมชนไปประกอบการทบทวนทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศ ตั้งแต่บทบาทของไทยใน Gastech 2026 การพึ่งพา LNG และแนวคิดการเป็นศูนย์กลาง LNG ในภูมิภาค (Regional LNG Hub) ไปจนถึงความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ AI พร้อมเปิดให้ประชาชนและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการกำหนดแผน PDP 2026 และการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศอย่างมีความหมาย

หมายเหตุ
[1] ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงพลังงาน เนื่องในโอกาสประเทศไทยเป็นเจ้าภาพหลักจัดงาน Gastech 2026 https://www.greenpeace.org/thailand/press/60974/policy-brief-gastech-2026/
[2] https://www.gastechevent.com/
[3] Energy Connects, “ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง LNG ระดับโลก ท่ามกลางความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น” บทสัมภาษณ์ ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในงาน Gastech 2025 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี, ตุลาคม 2568. https://www.energyconnects.com/videos/video-interviews/2025/october/thailand-eyes-status-as-global-lng-hub-as-energy-demand-surges/

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: