เผยพบวิธีลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานจีนได้แล้ว

กองบรรณาธิการ TCIJ 5 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 104 ครั้ง

เผยพบวิธีลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานจีนได้แล้ว

อนุฯ กมธ.ศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้า ลงพื้นที่เชียงใหม่-ลำพูน เผยงานวิจัยพบเทคโนโลยีก๊าซโอโซนสามารถลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 50 PPM ตามมาตรฐานจีนได้แล้ว แต่ยังติดปัญหาสีผิวลำไยไม่เหลืองทองตามที่ผู้บริโภคจีนคุ้นเคย ซึ่งอาจกระทบความต้องการของตลาด - พบเกษตรกรปลูกลำไยลำพูนผ่านการรับรอง GAP เพียง 30.02% ขณะที่ผลผลิตช่วงพีคเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมจะทะลักถึง 191,979 ตัน หรือ 53.39% ของทั้งปี ผู้ประกอบการเรียกร้องเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ทั้งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ห้องเย็น และการรับรอง GAP ที่รวดเร็วขึ้น

5 สิงหาคม 2569 การณิก จันทดา รองประธานอนุกรรมาธิการศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าไม่นานมานี้ คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการฯ เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยประชุมร่วมกับคณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตัวแทนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง สวนลำไยแปลงใหญ่ โรงอบลำไย และผู้ประกอบการส่งออก

ประเด็นสำคัญที่พบคือ งานวิจัยการใช้ก๊าซโอโซนลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสด ซึ่งสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 50 PPM ตามมาตรฐานจีนได้แล้ว แต่ยังมีความท้าทายเรื่องสีผิวลำไยที่ไม่เหลืองทองเหมือนเดิม ซึ่งอาจกระทบความต้องการของผู้บริโภคจีนที่คุ้นเคยกับลำไยสีทอง

การณิก ยังระบุว่า พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 5-10 ไร่ เงินลงทุนจำกัด และขาดแคลนแรงงาน ทำให้ผลผลิตจำนวนมากต้องขายแบบ "รูดร่วง" เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง แม้ปีนี้ราคาลำไยอบแห้งเกรด AA จะอยู่ที่ประมาณ 22 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในอดีตเคยดิ่งลงเหลือเพียง 8 บาท จนเกษตรกรจำนวนมากขาดทุน

ก่อนหน้านั้น คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน ประชุมร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูนพบว่ามีเกษตรกรเพียงร้อยละ 30.02 ที่ผ่านการรับรอง GAP สะท้อนช่องว่างเชิงนโยบายที่รายย่อยเข้าไม่ถึงมาตรฐานเทียบเท่ารายใหญ่ ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระบุว่ามีโรงงานอบพืชผล 58 แห่งและห้องเย็น 13 แห่ง เงินลงทุนสะสมกว่า 3,515 ล้านบาท จ้างงาน 1,774 คน ส่วนสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเตือนว่าช่วงพีคเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะมีผลผลิตทะลักถึง 191,979 ตัน หรือร้อยละ 53.39 ของผลผลิตทั้งปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาหากกำลังผลิตของโรงงานแปรรูปไม่สอดคล้องกัน

การลงพื้นที่ยังพบข้อมูลจากภาคเอกชนว่า ล้งต้องแบกรับภาระเครดิตนานถึง 5-6 เดือน และยังพึ่งพาการอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปถึงทุเรียน มังคุด และผลไม้ไทยชนิดอื่นด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการระบุว่าสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การแทรกแซงตลาดด้วยเงินอุดหนุนเฉพาะหน้า แต่คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่แท้จริง ทั้งเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ ระบบห้องเย็น เทคโนโลยีแปรรูป และข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตที่แม่นยำ รวมถึงกระบวนการรับรอง GAP ที่รวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้น

การณิกระบุว่าคณะอนุกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากพื้นที่กลับไปผลักดันต่อในสภา โดยเน้นว่าการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรต้องมองครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ข้อมูล การผลิต มาตรฐาน เงินทุน ห้องเย็น การแปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง เพื่อเปลี่ยนผลผลิตตามฤดูกาลให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้ตลอดทั้งปี

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: