ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง ชี้ยังไม่มีความจำเป็น เสนอ 7 ข้อปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนแทน

กองบรรณาธิการ TCIJ 2 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 110 ครั้ง

ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง ชี้ยังไม่มีความจำเป็น เสนอ 7 ข้อปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนแทน

'อนุสรณ์ ธรรมใจ' สส.พรรคประชาชน และรองประธาน กมธ.การเงินการคลัง คัดค้านความพยายามแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านกลไกวุฒิสภา เตือนอาจ "ยัดไส้" เปลี่ยนหลักการจากสวัสดิการฐานสิทธิเป็นสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพิสูจน์ความจน ชี้ สปสช. ได้งบเหมาจ่ายรายหัวปี 2570 เพียง 4,600 บาทต่ำกว่าที่ขอ 5,200 บาทถึง 600 บาทต่อคน พร้อมเสนอ 7 ข้อปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนของระบบโดยไม่ต้องแก้กฎหมายในขณะนี้

2 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฏร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศสู่ประเทศพัฒนาแล้วเพื่อประชาชน แต่ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน และต้องไม่มีการแก้กฎหมายที่นำไปสู่การเปลี่ยนหลักการสำคัญจากสวัสดิการฐานสิทธิไปสู่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพิสูจน์ความจน

รศ.ดร.อนุสรณ์ชี้ว่าความพยายามผลักดันแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545 ผ่านกลไกวุฒิสภา โดยอ้างปัญหาทางการเงินและการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐนั้น เป็นการมองปัญหาซับซ้อนที่มีหลายมิติแบบลดทอน การวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัญหาเกิดจากประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงเป็นการละเลยมิติอื่นของปัญหา พร้อมเตือนว่าหากไม่ริเริ่มปฏิรูปเลย ก็เท่ากับรอการล่มสลายของระบบสวัสดิการพื้นฐานสำคัญของสังคมไทย ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความตึงเครียดทางสังคมในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่แล้วอย่างไทย

รศ.ดร.อนุสรณ์เสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 ข้อเพื่อความยั่งยืนของระบบโดยไม่ต้องแก้กฎหมายในขณะนี้ ได้แก่ ข้อแรก พัฒนาระบบการเงินการคลังให้รองรับภาระด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุ ข้อสอง จัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวให้เพียงพอ โดยชี้ว่างบประมาณปี 2570 ที่ สปสช. ขอไว้ 5,200 บาทต่อหัวต่อปี ได้รับจัดสรรจริงเพียง 4,600 บาท พร้อมจัดสรรค่าบริการผู้ป่วยนอกตามโครงสร้างประชากรแต่ละจังหวัด ข้อสาม ต้องไม่ทำให้องค์กรอิสระด้านสาธารณสุขอ่อนแอลงหรือรวมศูนย์อำนาจจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าสุขภาพประชาชน

ข้อสี่ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ ส่งเสริมนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ในประเทศ ข้อห้า ออกแบบระบบการจ่ายที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการและกองทุน มีกลไกตรวจสอบทุจริตที่รวดเร็วแม่นยำ พร้อมฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ข้อหก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เช่น การต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ เพิ่มรายการจัดซื้อรวม และข้อเจ็ด เพิ่มงบประมาณให้เพียงพอเพื่อชดเชยต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นและลดภาระของโรงพยาบาล

ในช่วงท้าย รศ.ดร.อนุสรณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ สาธารณสุข และยาควบคู่กันไป โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมยาไทยยังไม่มีขีดความสามารถพัฒนาแบบครบวงจร ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง และส่วนใหญ่พัฒนายาจากกลุ่ม Generic Drugs ที่หมดสิทธิบัตรแล้ว อย่างไรก็ตาม มองว่าอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตได้หากมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัยยาที่ชัดเจน เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอยู่แล้ว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: