เมื่อ สส. ชายแดนใต้ “ไร้สีเสื้อ” ผนึกกำลังรุกแก้ไฟใต้ผ่านรัฐสภา

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 27 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 67 ครั้ง


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่รัฐสภาไทย

ท่ามกลางเสียงระเบิด เสียงเพลิงโหมกระหน่ำเผาทำลายทรัพย์สิน และความหวาดผวาที่โรยตัวปกคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และสงขลา ระหว่างวันที่ 22 - 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนที่ทรงพลังที่สุดไม่ได้มาจากสนามรบ หากแต่อยู่ที่ "อาคารรัฐสภา" กรุงเทพมหานคร

เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากปลายด้ามขวาน ทั้ง 13 เขต และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง ปลดปล่อยตัวเองจากกรอบพรรค สวมหัวใจดวงเดียวกันในนาม "ตัวแทนประชาชน" เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการถึง 2 คณะพร้อมกัน นี่คือหมุดหมายสำคัญที่ประกาศให้สังคมไทยได้ประจักษ์ว่า "การเปิดพื้นที่ทางการเมืองผ่านรัฐสภา คือทางออกที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุดของไฟใต้"

เกิดอะไรขึ้นและทำไม สส. ถึงต้องลุกขึ้นสู้?

วิกฤตการณ์ความไม่สงบระลอกล่าสุดสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วง จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันถึง 51 จุด เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 (ไม่นับรวมวันต่อๆมาอีกสองวัน)ไม่ว่าการวางเพลิง และการโจมตีในพื้นที่ยะลา นราธิวาส และปัตตานี มีการระเบิดเสาไฟฟ้า การเผาทำลายสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล รถขยะ รถดับเพลิง รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)" และระบบสาธารณูปโภคที่ใกล้ชิดกับปากท้องประชาชนมากที่สุด

ความรุนแรงระลอกนี้สั่นคลอนความปลอดภัยอย่างรุนแรง จนกระทั่ง พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาเปิดใจยอมรับความจริงผ่านรายการว่า รัฐและฝ่ายความมั่นคง "เพลี่ยงพล้ำและแพ้ทางการเมือง" จากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยชี้เบื้องหลังว่ากลุ่ม BRN รุ่นใหม่ต้องการแสดงศักยภาพ ประกอบกับการตอบโต้จากกลุ่มอิทธิพลธุรกิจสีเทาหลังถูกกวาดล้างอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ประเด็นข่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า "รู้ล่วงหน้ามา 2 เดือนแล้วว่าจะมีการโจมตีใหญ่" จนเกิดคำถามจากสังคมถึงประสิทธิภาพในการป้องกัน ประกอบกับข้อร้องเรียนร้อนในพื้นที่ กรณีข้อกล่าวหาเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้านในตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดที่ 10 ของอำเภอจะแนะในคืนดังกล่าว ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิด "สงครามข่าวสาร (Information War)" อย่างรุนแรง

ในประเด็นนี้ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน ได้สะท้อนจากการลงพื้นที่ว่า จากคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุและพยานระบุว่าได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินต่ำและมีกระสุนยิงลงมาจนมีผู้บาดเจ็บ 1 คน แม้ทาง สภ.จะแนะ และ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า จะออกมายืนยันว่าไม่มีการกราดยิงจากเฮลิคอปเตอร์ แต่การพบหัวกระสุนปืนเล็กยาว M16 ขนาด 5.56 มม. และปลอกกระสุนในจุดเกิดเหตุ ทำให้เกิดข้อกังขาและ "ความจริงหลายชุด"

สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักวิชาการจาก ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ชี้ว่า ความรุนแรงไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนสงบลง แต่จะมีการต่อสู้กันต่อว่าคำอธิบายของใครจะได้รับการยอมรับเป็น "ความจริง" เช่นเดียวกับที่ ภาคประชาสังคมและวิชาการ ได้สะท้อนว่า การรีบปฏิเสธแบบแข็งกร้าวของฝ่ายความมั่นคงโดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส ยิ่งทำลายความไว้วางใจที่เปราะบาง นายรอมฎอนจึงได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจ "ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง" ทำงานคู่ขนานไปกับพนักงานสอบสวน เพื่อคุ้มครองพยานและป้องกันไม่ให้เกิดความหวาดระแวงในระยะยาว

ความชอบธรรมทางการเมืองและทางออกที่ปลายทาง

1. ความชอบธรรมจากเสียงสะท้อนที่ไร้รอยต่อ - ปรากฏการณ์ที่ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจากพื้นที่ชายแดนใต้จับมือกันเหนียวแน่น ถือเป็น "ความชอบธรรมทางการเมืองขั้นสูงสุด" เพราะพวกเขาคือผู้ที่ใกล้ชิดและรับฟังเสียงสะท้อนจากหัวใจของคนในพื้นที่มากที่สุด การที่ สส. ยืนหยัดร่วมกันในวันแรกของการเปิดประชุมสภา สะท้อนว่าความเดือดร้อนของประชาชนไม่มีสีเสื้อ และปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้อมากว่า 20 ปีนี้ ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกระบอกปืนหรืออำนาจรัฐฝ่ายเดียว โดยเฉพาะในวันที่ฝ่ายความมั่นคงเองก็ยอมรับว่า "เพลี่ยงพล้ำในเกมการเมือง"

2. ปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อความมั่นคงต้องฟังเสียงนิติบัญญัติ - ดังที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ได้สะท้อนอย่างลึกซึ้งว่า ปัญหาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องงบประมาณขาดแคลน แต่คือ "การที่หน่วยงานความมั่นคงต้องเปิดใจรับฟังเสียงของฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชน" และต้องยุติการผลักไสผู้เห็นต่างให้กลายเป็นศัตรู ขณะที่ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องระมัดระวังไม่ให้การด่วนสรุปกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว

ทางออก "ก้าวเดินสู่อนาคตผ่านกลไกสภา"

การที่ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ นัดประชุมวาระพิเศษในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 โดยดึง 6 หน่วยงานหลักด้านความมั่นคง (เช่น สมช., ศอ.บต., กอ.รมน., และตำรวจภูธรภาค 9) มาเผชิญหน้าเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ควบคู่ไปกับ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ประธาน กมธ.การกระจายอำนาจฯ ที่เตรียมลุยสอบปม อปท. ถูกเบี่ยงเบนเป้าหมาย คือรูปธรรมที่ชัดเจนว่ากลไกสภาสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและทรงพลัง

โดยสรุปแล้ว เมื่อฝ่ายความมั่นคงยอมรับว่า "แพ้ทางการเมือง" และสังคมกำลังเผชิญกับวิกฤตความจริงหลายชุด ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ไฟใต้จะไม่มีวันดับลงด้วยกระสุนปืนหรือยุทธวิธีทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยแสงสว่างแห่งปัญญา การพูดคุย และพื้นที่ประชาธิปไตยในรัฐสภา การผนึกกำลังอย่างไร้รอยต่อของ สส. ชายแดนใต้ในครั้งนี้ จึงเป็นดั่งสะพานสันติภาพสีขาว ที่ส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้มีอำนาจทุกฝ่ายว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน คืนความสงบสุขและรอยยิ้มให้กลับคืนสู่บ้านเกิดของพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เสียที

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: