ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
สถานการณ์การพัฒนาพื้นที่ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงและอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง เมื่อกระแสการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตกลับมาเดินหน้าอย่างเต็มตัว หลัง ครม. มีมติเห็นชอบผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ท่ามกลางคำถามจากภาคประชาชนว่า การแก้ไขผังเมืองเฉพาะส่วนในครั้งนี้ แท้จริงแล้วทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือเป็นการปลดล็อกให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่กันแน่
จากข้อมูลและข้อเรียกร้องของภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL และบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ที่ร่วมมือกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ระบุว่า โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ยังคงมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของสงขลา
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยการลงทุนในหลายด้าน ทั้งโครงการท่าเรือน้ำลึก โครงการอุตสาหกรรมหรือสวนอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต โครงการอุตสาหกรรมเกษตร โครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว 1,700 เมกะวัตต์ ชีวมวลจากขยะอุตสาหกรรม 200 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 800 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโครงการศูนย์กระจายสินค้าและขนส่งสินค้า รวมถึงโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City
สำหรับข้อเสนอการแก้ไขผังเมืองนั้น แผนแม่บทเดิมและกฎกระทรวงผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา กำหนดให้พื้นที่ตำบลจะโหนง ตำบลนาทับ ตำบลสะกอม และตำบลตลิ่งชัน เป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นเขตชนบทและเกษตรกรรม รวมถึงพื้นที่สีฟ้า ซึ่งไม่อนุญาตให้ดำเนินกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐและเอกชนจึงผลักดันการใช้มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 เพื่อแก้ไขผังเมืองเฉพาะส่วน โดยเสนอให้พื้นที่สีเขียวและสีเขียวคาดขาวเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีม่วง เพื่อรองรับกิจการนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ และท่าเรือนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวพร้อมถังเก็บก๊าซ ขณะที่พื้นที่สีเขียวบริเวณตำบลนาทับเสนอให้เปลี่ยนเป็นพื้นที่สีแดง เพื่อรองรับโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ส่วนพื้นที่สีฟ้าเสนอให้เปลี่ยนเป็นพื้นที่สีม่วง เพื่อใช้ก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกและสิ่งล่วงล้ำทางน้ำ
ฝ่ายสนับสนุนและหน่วยงานรัฐระบุว่า หากต้องรอการแก้ไขผังเมืองรวมฉบับปกติ อาจต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปี ซึ่งจะทำให้การลงทุนสะดุดและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกตามพระราชบัญญัติ ศอ.บต. มาตรา 10 ร่วมกับพระราชบัญญัติการผังเมือง มาตรา 35 เพื่อเร่งรัดออกประกาศแก้ไขข้อกำหนดท้ายผังเมืองทันทีหลังผลการศึกษา SEA ผ่านความเห็นชอบ และเปิดทางให้กลุ่มทุนสามารถขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน ท่าเรือ และโรงไฟฟ้าได้ทันที
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายประชาชนจะนะรักษ์ถิ่นและภาคประชาสังคมมองปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยความกังวลอย่างยิ่ง โดยเห็นว่าการใช้ช่องทางกฎหมายเฉพาะส่วนเพื่อเปลี่ยนสีผังเมืองจากพื้นที่สีเขียวและสีฟ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์และเกษตรกรรม ให้กลายเป็นพื้นที่สีม่วงและสีแดงที่รองรับอุตสาหกรรมหนัก เป็นการตอบสนองความต้องการของกลุ่มทุน TPI โดยตรง มากกว่าการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรมดั้งเดิม
อีกประเด็นที่ภาคประชาชนตั้งคำถามคือความคุ้มค่าและความยั่งยืนของโครงการ แม้ภาครัฐจะอ้างถึงการสร้างงานและการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ แต่การสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางนิเวศ อาจส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริงของคนในพื้นที่
การขับเคลื่อนแก้ไขผังเมืองจะนะในครั้งนี้จึงกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า รัฐบาลจะเลือกยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ หรือสิทธิและวิถีชีวิตของประชาชนเจ้าของพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมกันจับตาและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดต่อไป
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

