'Columbine' เมื่อความพยายามทำความเข้าใจอาชญากร อาจทำให้เราเข้าใจผิดยิ่งกว่าเดิม

วิทยากร บุญเรือง 9 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 118 ครั้ง


หนังสือ 'Columbine' ของ Dave Cullen เป็นหนังสือที่ใช้เวลายาวนานกว่าที่ผู้เขียนคาดคิดกว่าจะอ่านจบ ไม่ใช่เพราะตัวหนังสืออ่านยาก แต่เพราะสิ่งที่หนังสือพยายามทำกับเหตุการณ์นี้ค่อนข้างหนักหน่วง

Cullen เป็นนักข่าวที่เดินทางไปถึงโรงเรียน Columbine High School ภายในชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุกราดยิง และใช้เวลาราว 10 ปีในการค้นคว้า สัมภาษณ์ และเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาเคยเล่าว่าระหว่างทำงานกับเรื่องนี้ เขาต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและอาการร้องไห้อย่างหนักเป็นระยะ ก่อนที่อาการเหล่านั้นจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อส่งต้นฉบับฉบับสุดท้าย

สิ่งแรกที่หนังสือเล่มนี้ทำกับผู้เขียนจึงไม่ใช่การตอบคำถามว่า “ทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น?” แต่คือการทำให้เห็นว่า ก่อนที่เราจะพยายามตอบคำถามนี้ เราอาจต้องย้อนกลับไปถามเสียก่อนว่า "สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้เกี่ยวกับ Columbine นั้นจริงแค่ไหน"

เพราะคำตอบคือ หลายอย่างไม่จริง

Columbine ไม่ใช่เรื่องของเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งจนลุกขึ้นมาแก้แค้น ไม่ใช่สงครามระหว่างเด็กที่ถูกกีดกันกับกลุ่มนักกีฬา ไม่ใช่เรื่องของเด็กวัฒนธรรมย่อยที่ชอบสวมเสื้อโค้ตดำ และไม่ได้มีหลักฐานว่า Marilyn Manson หรือดนตรีแนวใดแนวหนึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ แม้ภาพเหล่านี้จะถูกผูกเข้ากับ Columbine อย่างเหนียวแน่นในช่วงแรก ๆ หลังเหตุการณ์

แม้แต่คำอธิบายว่า Eric Harris และ Dylan Klebold เป็น “เด็กนอกคอก” หรือ “คนที่ไม่มีใครคบ” ก็เป็นภาพที่เรียบง่ายเกินไป

Cullen ระบุว่า ตรงกันข้ามกับภาพจำของสังคม ทั้งสองไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นเพียงเด็กที่กำลังจะไปก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนด้วยซ้ำ พวกเขาเคยดูถูกมือปืนในเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันว่าเป็นพวกขี้แพ้ และแผนเดิมของ Eric มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายด้วยระเบิดขนาดใหญ่ โดยตั้งใจให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากกว่าเหตุระเบิด Oklahoma City หากระเบิดทำงานตามที่วางแผนไว้ Columbine อาจถูกจดจำในฐานะเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ มากกว่าจะเป็นเหตุกราดยิงที่โลกจดจำในปัจจุบัน

แต่ระเบิดไม่ทำงาน

จากนั้นเหตุการณ์จึงเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ Columbine

Cullen พยายามแยกเส้นทางของคนสองคนออกจากกันอย่างชัดเจน เขาอธิบาย Eric Harris ในกรอบของบุคลิกภาพแบบไซโคพาธ ขณะที่มอง Dylan Klebold ในฐานะวัยรุ่นที่มีภาวะซึมเศร้าและความคิดฆ่าตัวตายอย่างรุนแรง ทั้งสองจึงไม่ได้เป็นเพียง “ฆาตกรสองคนที่มีแรงจูงใจเดียวกัน” แต่มีบุคลิก ความคิด และเส้นทางเข้าสู่ความรุนแรงที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนเริ่มคิดอีกคำถามหนึ่งขึ้นมา

"เราจำเป็นต้องเข้าใจอาชญากรจริง ๆ หรือไม่?"

แน่นอนว่า ในแง่การสอบสวน การป้องกันอาชญากรรม และการออกแบบนโยบาย คำถามว่า “ทำไม” มีความสำคัญอย่างมาก เราจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความรุนแรง เพื่อหาสัญญาณเตือนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

แต่การ “ทำความเข้าใจ” ในความหมายทางสังคมอาจมีปัญหาอีกแบบหนึ่ง

เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะต้องการเรื่องเล่าที่อธิบายทุกอย่างให้เป็นเหตุเป็นผล เราอยากรู้ว่าเขาเติบโตมาอย่างไร ถูกเลี้ยงดูแบบไหน ถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ ฟังเพลงอะไร แต่งตัวอย่างไร มีเพื่อนหรือไม่ มีปัญหาสุขภาพจิตหรือเปล่า และวันหนึ่งเหตุใดเด็กคนหนึ่งจึงกลายเป็นฆาตกร

เมื่อเรารวบรวมข้อมูลเหล่านี้มากพอ เราอาจรู้สึกว่า “เราเข้าใจเขาแล้ว”

แต่ความจริงคือ เราอาจเพียงสร้างเรื่องเล่าที่ทำให้ความไม่แน่นอนรู้สึกน้อยลง

คนเรามักอยากเชื่อว่าอาชญากรรมมีต้นเหตุที่มองเห็นได้ชัดเจน เพราะถ้าเราหาต้นเหตุเจอ เราก็อาจรู้สึกว่าสามารถระบุ “คนแบบนั้น” ได้ล่วงหน้า

และตรงนี้อันตรายมาก

เพราะเมื่อเรานำเรื่องราวของ Eric และ Dylan มาประกอบกัน เราอาจเริ่มสร้างภาพจำว่า คนที่แต่งตัวแบบนี้ คนที่ฟังเพลงแบบนี้ คนที่เก็บตัว คนที่มีภาวะซึมเศร้า คนที่ไม่เข้ากับสังคม หรือคนที่มีบุคลิกแปลกแยก ล้วนมีบางอย่างที่ทำให้ “คล้ายกับอาชญากร”

แต่การมีลักษณะบางอย่างร่วมกับอาชญากร ไม่ได้ทำให้คนคนนั้นมีแนวโน้มจะเป็นอาชญากร

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “ปัจจัยที่พบร่วมกัน” กับ “สาเหตุ”

โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพจิตยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะงานศึกษาจำนวนมากชี้ว่า คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรง และการอธิบายเหตุความรุนแรงด้วย “อาการป่วยทางจิต” เพียงอย่างเดียวเป็นการลดทอนปัญหาที่ซับซ้อนเกินไป

พูดอีกแบบหนึ่งคือ เราอาจศึกษาฆาตกรเพื่อทำความเข้าใจ "กลไกของอาชญากรรม" แต่ไม่ควรศึกษาฆาตกรจนเผลอคิดว่าเราได้ค้นพบ "ลักษณะของคนที่จะกลายเป็นฆาตกร"

Columbine เป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหานี้

หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น สังคมต้องการคำอธิบายอย่างรวดเร็ว จึงเกิดเรื่องเล่าต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ทั้งเรื่องการถูกกลั่นแกล้ง เด็กในชุดเสื้อโค้ตดำ เพลงของ Marilyn Manson และอีกต่าง ๆ นานาหลายเรื่องมีส่วนประกอบของความจริงอยู่บ้าง แต่เมื่อนำมาร้อยเข้าด้วยกัน กลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “เราเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น”

ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเลย

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้

"บางครั้งสิ่งที่อันตรายไม่ใช่การที่เราไม่เข้าใจอาชญากร แต่อาจเป็นการที่เรามั่นใจเกินไปว่าเราเข้าใจเขาแล้ว"

เพราะความมั่นใจเช่นนั้นสามารถสร้าง “ภาพเหมารวม” ขึ้นมาได้

เด็กที่แต่งตัวชุดสีดำจึงกลายเป็นเด็กอันตราย
เด็กที่เป็นคนนอกกลุ่มจึงถูกมองว่าน่าสงสัย
คนที่มีภาวะซึมเศร้าจึงถูกมองว่ามีแนวโน้มใช้ความรุนแรง
คนที่มีบุคลิกแตกต่างจากคนส่วนใหญ่จึงถูกจับตามอง

ทั้งที่คนเหล่านี้จำนวนมหาศาลไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาเชิงศีลธรรม แต่เป็นปัญหาเชิงนโยบายด้วย เพราะการตีตราทำให้เราอาจมองข้ามสัญญาณที่สำคัญจริง ๆ ขณะเดียวกันก็ไปเฝ้าระวังคนที่ไม่มีเหตุผลต้องถูกสงสัย งานศึกษาด้านสุขภาพจิตยังพบด้วยว่าเหตุกราดยิงที่ถูกเชื่อมโยงกับความเจ็บป่วยทางจิตสามารถทำให้สังคมมองคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตว่า “อันตราย” มากขึ้นได้

อีกประเด็นที่น่าสนใจของ Columbine คือเหตุการณ์นี้ไม่ได้จบลงในวันที่ Eric และ Dylan เสียชีวิต

Columbine กลายเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรมของการก่อเหตุรุนแรงในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมหาศาลสามารถกลายเป็นแบบอย่างหรือ “สคริปต์” สำหรับคนบางกลุ่มที่ต้องการเลียนแบบหรือแสวงหาชื่อเสียงจากความรุนแรงได้ งานวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ copycat และ contagion พบหลักฐานว่าการกราดยิงบางประเภทมีรูปแบบการเกิดเหตุที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ก่อนหน้า แม้ว่าขนาดและกลไกของผลดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่

นี่ทำให้สิ่งที่ Cullen เรียกว่า “spectacle murders” หรือ “ฆาตกรรมตระการตา” น่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก

ฆาตกรรมประเภทนี้ไม่ได้ต้องการเพียงฆ่าคน แต่มีมิติของการสร้าง “เหตุการณ์” ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึง จดจำ และส่งต่อ

Columbine จึงมีความสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เพราะมันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างอาชญากรรม สื่อ และผู้ก่อเหตุไปด้วย

ผู้ก่อเหตุสามารถกลายเป็นตัวละคร
เหตุการณ์สามารถกลายเป็นตำนาน
และตำนานสามารถกลายเป็นต้นแบบให้กับคนรุ่นถัดไป

ดังนั้น สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่า Columbine ทิ้งไว้จึงไม่ใช่เพียงคำตอบว่า "Eric Harris และ Dylan Klebold เป็นคนแบบไหน"

แต่กลับเป็นคำถามว่า "เราควรมองอาชญากรอย่างไร"

เราควรศึกษาเขาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างความรู้สึกว่าเรา “เข้าใจ” เขาจนหมดทุกมิติ เพราะมนุษย์ไม่ใช่สมการที่เมื่อรู้ประวัติชีวิตครบแล้วจะสามารถคำนวณผลลัพธ์ได้

และที่สำคัญที่สุด เราต้องระวังไม่ให้การพยายามทำความเข้าใจอาชญากรของเรา กลับกลายเป็น "การตีตราคนที่มีวิถีชีวิตคล้ายอาชญากร" ขึ้นมาแทน

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: