ไฟใต้: ผลของการละเมิด เมื่อสื่อขาดจรรยาบรรณ ไทยอาจเดินสู่ทางตันบนเวทีนานาชาติ

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 2 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 99 ครั้ง


 

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณา ขอความสันติและความจำเริญจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และขอความสวัสดีจงมีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างไร้พรมแดน โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นดาบสองคมที่ทรงอิทธิพล แม้จะเป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างข่าวปลอม (Fake News) และวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) เพื่อทำลายผู้เห็นต่างทางการเมืองและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

กรณีที่อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอัญชนา หีมมีหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มด้วยใจ กำลังเผชิญกับการขู่ฆ่าและการล่าแม่มดทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามดังกล่าวได้ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งกำลังสั่นคลอนรากฐานของสังคมไทย

เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นสนามประหารทางจิตวิทยา

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในอำเภอระงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและพลเรือนได้รับบาดเจ็บ แทนที่สังคมจะร่วมกันแสวงหาทางออกอย่างสันติ กลับปรากฏการเผยแพร่คลิปตัดต่อและข้อความเท็จ กล่าวหาว่านักการเมืองและนักสิทธิมนุษยชนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) หรืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวบุคคล แต่ลุกลามไปถึงครอบครัวและบุตรหลาน ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งทางจริยธรรมและมนุษยธรรมอย่างชัดเจน การปล่อยให้เด็กตกเป็นเป้าของการคุกคามทางออนไลน์ สะท้อนถึงการใช้ความเกลียดชังเป็นอาวุธผ่านเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และผู้ไม่หวังดี

เหตุใดจึงต้องดำเนินคดี

การที่ผู้เสียหายเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมและดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่เพราะไม่ยอมรับคำวิจารณ์ หากแต่เป็นความจำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ประการแรก เพื่อป้องกันอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) เพราะข่าวปลอมที่สร้างจากอคติสามารถนำไปสู่ความรุนแรงในโลกแห่งความเป็นจริง ดังที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนจากกรณีการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อปี 2547 ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมได้อย่างสมบูรณ์

ประการที่สอง เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของครอบครัว เนื่องจากการนำบุคคลในครอบครัวมาเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางการเมืองถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและหลักมนุษยธรรมอย่างชัดแจ้ง

ประการสุดท้าย เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้สังคมตระหนักว่า พื้นที่ออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ที่ผู้ใดจะสร้างเรื่องเท็จ ใส่ร้าย หรือข่มขู่คุกคามผู้อื่นได้โดยไม่ต้องรับผิด

แนวทางรับมือ

การจัดการกับปัญหานี้จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันหลายด้าน ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การคุ้มครองผู้เสียหาย และการปฏิรูปเชิงนโยบาย

ในด้านกฎหมาย ต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัลเพื่อดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ ผู้ร่วมกระทำ และผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือการข่มขู่คุกคาม

ขณะเดียวกัน รัฐต้องแสดงความรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ชดใช้ค่าเสียหายจากการเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล

การละเมิดที่ซ้อนทับกันหลายมิติ

กรณีดังกล่าวสะท้อนการละเมิดในหลายระดับ ทั้งกฎหมายไทย หลักศาสนา และปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในทางกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดฐานข่มขู่คุกคาม ซึ่งล้วนมีบทกำหนดโทษทางอาญา

ในทางศาสนา ทุกศาสนาล้วนสอนให้เคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น โดยเฉพาะในหลักคำสอนของอิสลาม การใส่ร้าย การนินทา และการเผยแพร่ข่าวโดยปราศจากการตรวจสอบถือเป็นบาปร้ายแรง อัลกุรอานได้เตือนให้มนุษย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อและเผยแพร่ข่าวสาร การใช้สื่อเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นจึงขัดต่อหลักคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง

ในมิติของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษ ทำให้นักสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองที่เรียกร้องความยุติธรรมมักถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ส่งผลให้ระบบคุ้มครองผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนยังคงเปราะบาง

เสียงสะท้อนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ต่างแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว

องค์กรเหล่านี้เห็นว่า รัฐบาลไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งนำผู้ที่ขู่เข็ญหรือโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ข้อกังวลในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) ก็สะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า การคุกคามผู้เห็นต่างและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล เป็นปัญหาที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทของสื่อและทางออกของสังคม

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง สื่อมวลชนที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น "ตะแกรงกรองความจริง" ไม่ตกเป็นเครื่องมือของการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน แต่ต้องช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยบริบทอย่างรอบด้าน และสร้างความตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง

ในระยะสั้น ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรมีมาตรการเชิงรุกในการสกัดกั้นบัญชีปลอมและเครือข่ายที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียควรเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการเนื้อหาที่ปลุกปั่นความเกลียดชังและคุกคามชีวิตบุคคล

ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ รวมทั้งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและกลไกด้านความมั่นคง เพื่อให้การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นไปตามมาตรฐานสากล

บทสรุป

หากสื่อและสังคมยังปล่อยให้การละเมิดจรรยาบรรณ การสร้างข่าวปลอม และการคุกคามชีวิตมนุษย์ด้วยความเกลียดชังดำเนินต่อไปโดยปราศจากความรับผิด ประเทศไทยอาจเผชิญกับ "ทางตัน" ทั้งในด้านการคลี่คลายความขัดแย้งภายในประเทศและความน่าเชื่อถือบนเวทีระหว่างประเทศ

การที่อังคณา นีละไพจิตร รอมฎอน ปันจอร์ และอัญชนา หีมมีหน๊ะ ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า สังคมไทยจะเลือกเดินบนเส้นทางของหลักนิติรัฐ สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือจะปล่อยให้ความเกลียดชังและการบิดเบือนข้อมูลกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม

หมายเหตุ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว สามารถอ่านแถลงการณ์ของ Human Rights Watch เรื่องการเรียกร้องให้ทางการไทยเร่งคุ้มครองอังคณา นีละไพจิตร รอมฎอน ปันจอร์ และอัญชนา หีมมีหน๊ะ ซึ่งกำลังเผชิญการขู่ฆ่าและการโจมตีทางออนไลน์ ได้จากเว็บไซต์ของ Human Rights Watch https://www.hrw.org/news/2026/07/31/thailand-investigate-online-attacks-against-rights-defenders

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: