ถกความคืบหน้า 'บัญชีนวัตกรรมไทย' ชี้ยังขาดกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การจัดซื้อจริง แม้ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 700 ผลงาน

กองบรรณาธิการ TCIJ 28 ก.ค. 2569 | อ่านแล้ว 72 ครั้ง


คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ถกความคืบหน้า 'บัญชีนวัตกรรมไทย' ชี้ยังขาดกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การจัดซื้อจริง แม้ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 700 ผลงาน แต่มีการซื้อจริงเพียง 40% (แฟ้มภาพ Thai PBS)

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ N 401 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เป็นประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ 3.2 เรื่อง "ติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย" โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ส่วนสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ได้แจ้งลาการประชุมในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

สวทช. ชี้แจงเกณฑ์และกระบวนการขึ้นทะเบียน

ผู้แทน สวทช. ในฐานะหน่วยงานผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการบัญชีนวัตกรรมไทย ชี้แจงว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผลงานวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมให้ภาครัฐใช้ทรัพยากรในการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างคุ้มค่า

ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะขึ้นทะเบียนได้ต้องเกิดจากการวิจัยและพัฒนา หรือการต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคลไทยที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 รวมทั้งผลิตภัณฑ์หรือบริการต้องผ่านการรับรองมาตรฐานตามกฎหมายและการทดสอบคุณภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

หลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อขึ้นทะเบียนมี 4 ประการ ได้แก่ (1) เป็นผลงานที่เกิดจากการวิจัยหรือพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ (2) ผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคลไทยที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 (3) ผลิตภัณฑ์หรือบริการต้องผ่านการรับรองมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และ (4) ต้องผ่านการทดสอบคุณภาพตามคุณสมบัติที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ โดย สวทช. จะพิจารณาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งโดยปกติใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2-3 เดือน

สำหรับสิทธิประโยชน์ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยจะได้รับสิทธิการขึ้นทะเบียนสูงสุด 8 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ยังไม่เคยได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของรัฐ และ 3 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เคยได้รับการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยได้โดยวิธีเฉพาะเจาะจงหรือวิธีคัดเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

ในด้านกระบวนการตรวจสอบ สวทช. ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการที่ยื่นขอขึ้นทะเบียน โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ การกลั่นกรองเบื้องต้น การพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการด้านเทคนิค และการพิจารณาคุณสมบัติในขั้นสุดท้าย เมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้วจึงส่งผลการพิจารณาให้สำนักงบประมาณดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนต่อไป ส่วนการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงบประมาณ

ตัวเลขผลงาน 710 รายการ ส่วนใหญ่เป็นด้านการแพทย์

ผู้แทน สวทช. รายงานว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยมีทั้งสิ้นกว่า 710 ผลงาน แบ่งตามประเภทอุตสาหกรรม เป็นผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์จำนวน 492 ผลงาน ด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม จำนวน 36 ผลงาน ด้านการเกษตร จำนวน 72 ผลงาน และด้านยานพาหนะและการขนส่ง จำนวน 19 ผลงาน

จากสถิติการพิจารณาผลงาน พบว่าในจำนวน 473 ผลงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สวทช. มีถึง 403 ผลงาน หรือประมาณร้อยละ 85 ที่สามารถผ่านการพิจารณาได้ตั้งแต่ครั้งแรก ปัญหาสำคัญของผู้ยื่นขอขึ้นทะเบียนที่ไม่ผ่านการพิจารณาคือ การไม่สามารถแสดงหลักฐานหรืออธิบายที่มาของผลงานวิจัยและพัฒนาได้อย่างชัดเจน ทั้งด้านเอกสารและข้อมูลเชิงประจักษ์ ส่งผลให้ต้องใช้เวลาพิจารณาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ที่ประชุมให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ แม้ผลิตภัณฑ์จะได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว แต่กลับยังไม่เกิดการจัดซื้อจัดจ้างจริงในสัดส่วนที่สูง โดยข้อมูลระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วและมีการจัดซื้อจัดจ้างจริงมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 40 ขณะที่อีกร้อยละ 60 ยังไม่เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากผลิตภัณฑ์ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้งาน หรือยังไม่ได้รับการยอมรับในทางปฏิบัติ

โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องมือแพทย์ซึ่งมีจำนวนกว่า 400 ผลงาน แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ด้านยาประมาณร้อยละ 85 และเครื่องมือแพทย์ประมาณร้อยละ 15 พบว่าทั้งสองกลุ่มต่างประสบปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะเดียวกัน โดยผู้ผลิตยาได้สะท้อนปัญหาว่า แม้ผลิตภัณฑ์จะได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดซื้อจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาจเกิดจากแพทย์ยังมีทางเลือกในการใช้ผลิตภัณฑ์อื่น หรือยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ขณะที่เครื่องมือแพทย์ก็ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยผู้ใช้งานปลายทางยังไม่เกิดความเชื่อมั่นในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ สวทช. เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยจำนวนหนึ่งยังไม่เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง คือ ระดับความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน รวมทั้งความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์กับความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้งานในทางปฏิบัติ

กรมบัญชีกลางเผยยังไม่มีข้อมูลจัดเก็บแยกรายหน่วยงาน

ในส่วนของกรมบัญชีกลาง ผู้แทนชี้แจงว่า กรมบัญชีกลางไม่ได้จัดเก็บข้อมูลในลักษณะที่สามารถจำแนกได้ว่าหน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งมีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นสัดส่วนเกินหรือไม่ถึงร้อยละ 30 ตามที่กฎกระทรวงกำหนด อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางมีการจัดเก็บข้อมูลการจัดซื้อผลิตภัณฑ์บัญชีนวัตกรรมไทยในภาพรวมของแต่ละหน่วยงาน โดยได้จัดทำข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี

ผู้แทนกรมบัญชีกลางกล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการส่งเสริมการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยกำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้อง โดยมีสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานติดตามการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

นอกจากนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายโอนภารกิจด้านการบริหารบัญชีนวัตกรรมไทยจาก สวทช. ไปยังสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งกรมบัญชีกลางจะรอความชัดเจนของการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว ก่อนหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือมาตรการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางระบุว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลางถือเป็นขั้นตอนปลายทางของระบบส่งเสริมนวัตกรรมไทย โดยกระบวนการเริ่มต้นจากการพิจารณาคุณสมบัติและการรับรองผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นหน้าที่ของ สวทช. และในอนาคตจะถ่ายโอนไปยังสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ก่อนส่งต่อให้สำนักงบประมาณดำเนินการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้หลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำกับดูแล

ปัญหาการกำหนดราคาและความเสี่ยงทุจริตในโครงการก่อสร้าง

กรมบัญชีกลางยังชี้แจงถึงแนวทางป้องกันความเสี่ยงและการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย โดยระบุว่า จากการกำกับติดตามการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา พบกรณีที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการจำกัดการแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่กรมบัญชีกลางพบอยู่เป็นระยะ โดยกรณีที่พบส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้าง เช่น โครงการก่อสร้างถนน ซึ่งมีการจัดซื้อเสาไฟกิ่งหรือโคมไฟที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทย

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้กำชับหน่วยงานของรัฐมาโดยตลอดว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ยื่นข้อเสนอในการก่อสร้างต้องมีหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงวัสดุหรืออุปกรณ์ประกอบของโครงการหลัก มิใช่สาระสำคัญของงานก่อสร้าง หากตรวจพบการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว กรมบัญชีกลางจะสั่งให้เพิกถอนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามหลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

นอกจากนี้ ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามบัญชีนวัตกรรมไทยจำนวน 11 ประเด็นต่อคณะรัฐมนตรี กรมบัญชีกลางได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว และมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตน ก่อนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งกรมบัญชีกลางได้รายงานผลแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 โดยสำหรับข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกรมบัญชีกลางโดยตรงมีเพียง 1 ประเด็น คือ การกำหนดแนวทางในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้กำหนดมาตรการรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้ รวมทั้งกำหนดข้อกันเว้นสำหรับอุตสาหกรรมและกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์สะท้อนปัญหาการกำหนดราคาที่ไม่จูงใจ

ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อที่ประชุมว่า กว่าผลิตภัณฑ์จะได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยต้องผ่านการพิจารณาสำคัญ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนแรกการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งผู้ผลิตต้องจัดทำเอกสารทางเทคนิค (Common Submission Dossier Template: CSDT) และผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์เพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนที่สองคือการพิจารณาความเป็นนวัตกรรมโดย สวทช. ซึ่งผู้ประกอบการต้องแสดงข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร และขั้นตอนสุดท้ายคือการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์โดยสำนักงบประมาณ ซึ่งผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยไม่สามารถผ่านการพิจารณาในขั้นตอนนี้ได้

ประเด็นสำคัญที่ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสะท้อนคือ สำนักงบประมาณมักใช้ราคาต่ำสุดที่ผู้ประกอบการเคยจำหน่ายให้แก่โรงพยาบาลหรือหน่วยงานของรัฐเป็นฐานในการกำหนดราคากลาง แม้ว่าราคาดังกล่าวจะเป็นราคาที่ผู้ประกอบการเคยลดเป็นกรณีพิเศษเพื่อเปิดตลาดหรือส่งเสริมการขายก็ตาม เมื่อราคาดังกล่าวถูกกำหนดเป็นราคาที่เผยแพร่ในบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศสามารถรับทราบราคาได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่สูงกว่าราคาดังกล่าวได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกถอนคำขอขึ้นทะเบียน แม้จะผ่านการพิจารณาของ อย. และ สวทช. แล้วก็ตาม

ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีความเห็นว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการวิจัยและพัฒนา (Value Added) แต่แนวทางการกำหนดราคาปัจจุบันกลับมุ่งเน้นการต่อรองราคาให้ต่ำที่สุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนและต้นทุนการวิจัยพัฒนาสูง

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการหารือกันภายในกลุ่มผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์อย่างต่อเนื่อง และพบว่าหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลหลายแห่ง ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย มีตัวอย่างกรณีบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยในระยะแรก มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในปี พ.ศ. 2565 ประมาณ 179 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวกว่า 145 ล้านบาทเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย แต่ไม่ปรากฏว่ามีการจัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงตามที่บัญชีนวัตกรรมไทยกำหนดไว้ เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งมีความกังวลต่อการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง อาจทำให้ถูกตรวจสอบมากกว่าการจัดซื้อในรูปแบบทั่วไป ส่งผลให้แม้ผลิตภัณฑ์จะได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว แต่กลับไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของนโยบาย

ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังได้เสนอแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบัญชีนวัตกรรมไทย 4 ประการ ได้แก่ (1) ควรสร้างความรู้ความเข้าใจแก่หน่วยงานผู้ใช้งาน โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างจากบัญชีนวัตกรรมไทย (2) ควรกำหนดมาตรการหรือกลไกที่ทำให้หน่วยงานของรัฐมีแรงจูงใจหรือหน้าที่ในการดำเนินการตามเป้าหมายการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เนื่องจากปัจจุบันเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ (Guideline) ที่ยังไม่มีตัวชี้วัดหรือมาตรการกำกับที่ชัดเจน (3) ควรมีหน่วยงานติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานผู้ซื้อ ไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และ (4) ควรมีการบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อย. สำนักงบประมาณ และ สวทช. ให้มีทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ระบบบัญชีนวัตกรรมไทยสามารถส่งเสริมการใช้นวัตกรรมได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่า การปรับลดระยะเวลาสิทธิประโยชน์ของบัญชีนวัตกรรมไทยจาก 8 ปี เหลือ 6 ปี อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระยะเวลาและเงินลงทุนสูงในการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ซึ่งต้องผ่านช่วงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และต้องใช้เวลานานในการทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การนับระยะเวลาสิทธิประโยชน์เริ่มตั้งแต่วันที่ออกใบกำกับภาษีฉบับแรก (First Invoice) ทำให้เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการรับรองและได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว ระยะเวลาที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์จริงเหลือไม่มาก จึงเห็นว่าควรกำหนดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละอุตสาหกรรม มากกว่าการใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกประเภทกิจการ

พร้อมกันนี้ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังสะท้อนปัญหาในการประกอบธุรกิจเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มเติมว่า กฎระเบียบบางประการของประเทศไทยยังมีความเข้มงวดกว่าหลายประเทศ เช่น ข้อจำกัดในการใช้ข้อความเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในการประชาสัมพันธ์ แม้จะเป็นข้อความที่สามารถใช้ได้ในต่างประเทศก็ตาม นอกจากนี้ การที่หน่วยงานของรัฐใช้ระยะเวลานานในการชำระเงิน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องใช้บริการบริษัทรับบริหารและติดตามหนี้ (Bill Collection) เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีศักยภาพในการเรียกเก็บเงินจากหน่วยงานของรัฐมากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทดังกล่าวประมาณร้อยละ 10-20 ของยอดจำหน่าย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในการเข้ามาผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยในอนาคต

ที่ประชุมตั้งข้อสังเกต 4 ประเด็นหลัก พร้อมขอข้อมูลเพิ่มเติม

ภายหลังการรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะสำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การทบทวนบทบาทและกลไกของบัญชีนวัตกรรมไทยให้สามารถสร้างและผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าระบบบัญชีนวัตกรรมไทยยังขาดกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้พัฒนานวัตกรรมกับความต้องการของผู้ใช้งาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จำนวนหนึ่งแม้ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือเกิดการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างแท้จริง ทั้งที่การพัฒนานวัตกรรมควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการของตลาดและมีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยภาครัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนและผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสามารถเข้าสู่ตลาดและเกิดการใช้งานจริง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่าควรมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของระบบบัญชีนวัตกรรมไทยทั้งระบบ และกำหนดเป้าหมายการส่งเสริมนวัตกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ 2 การทบทวนหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน สิทธิประโยชน์ และกลไกการแข่งขันให้สะท้อนการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างแท้จริง โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์บางประเภท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทเสาไฟฟ้าส่องสว่าง ยังมีข้อสงสัยว่ามีลักษณะความเป็นนวัตกรรมตามเจตนารมณ์ของระบบบัญชีนวัตกรรมไทยเพียงใด อีกทั้งการจำแนกผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายประเภทย่อยและมีผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเภทเพียงไม่กี่ราย อาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจำกัดการแข่งขันหรือการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Lock Specification) โดยเฉพาะในกรณีที่มีการระบุรหัสบัญชีนวัตกรรมหรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์ไว้ในร่างขอบเขตของงาน (TOR) นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่าการกำหนดระยะเวลาสิทธิประโยชน์เพียง 6 หรือ 8 ปี อาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในระยะยาว ขณะเดียวกันการจัดซื้อจัดจ้างควรมีกลไกกำกับดูแลด้านราคาและการแข่งขันที่เหมาะสม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดภาครัฐและภาคเอกชน และสะท้อนมูลค่าของงานนวัตกรรมอย่างเหมาะสม

ประเด็นที่ 3 การพัฒนาระบบกำกับติดตาม ประเมินผล และกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมนวัตกรรม โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าปัจจุบันการติดตามและประเมินผลบัญชีนวัตกรรมไทยยังมุ่งเน้นในระดับกระบวนการดำเนินงาน (Operational Process) มากกว่าการประเมินผลในระดับนโยบาย (Strategic Level) อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบการติดตามผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ โดยเฉพาะการติดตามว่าหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อสินค้านวัตกรรมได้ตามเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จึงเห็นควรให้มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบการติดตามและประเมินผลในระดับนโยบาย พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมนวัตกรรมที่ชัดเจน โดยจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์เป้าหมาย เพื่อให้การสนับสนุนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถใช้ทรัพยากรของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่ 4 การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการใช้ข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย โดยที่ประชุมมีความเห็นว่า การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสามารถเข้าสู่การใช้งานจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การกำหนดมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้าง และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งาน จึงเห็นควรให้มีการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ และอาจใช้กลไกของคณะกรรมาธิการในการติดตามและผลักดันประเด็นดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ขอให้กรมบัญชีกลางและ สวทช. จัดส่งข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ข้อมูลยาที่ขึ้นทะเบียนตามบัญชีนวัตกรรมไทยว่าประกอบด้วยยาชนิดใดบ้าง (2) ข้อมูลการจัดซื้อยาตามบัญชีนวัตกรรมไทยย้อนหลัง 3 ปี โดยจำแนกว่ามีการจัดซื้อยาชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด และ (3) ข้อมูลรายละเอียดบัญชีนวัตกรรมไทยเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัย ปี 2568 ที่มีมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใดบ้าง โดยขอให้จัดส่งข้อมูลภายในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการต่อไป

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: