บาดแผลจากท้องทะเล เมื่อเต่าทะเลต้องเผชิญภัยจากมนุษย์และธรรมชาติที่เปลี่ยนไป

เรื่อง: กุลระวี สุขีโมกข์ 20 ก.ค. 2569 | อ่านแล้ว 220 ครั้ง

จากเชือกอวนที่พันรัดจนต้องสูญเสียขา สู่ทะเลที่กำลังเปลี่ยนแปลง เอ็นดู 7 กลายเป็นภาพสะท้อนบาดแผลของเต่าทะเลที่ต้องเผชิญทั้งภัยจากกิจกรรมมนุษย์และความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ 

ภูเก็ต – เชือกอวนและขยะทะเลกลายเป็นภัยเงียบของเต่าทะเล "เอ็นดู 7" คือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการถูกพันรัด จนสูญเสียขาหน้าขวาและต้องอยู่ในการดูแลของศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร

"ส่วนใหญ่ถ้าเป็นขาหน้า จะเป็นเพราะเขาจะติดพันรัดอวนประมง เขาจะพยายามกัดขาตัวเองให้ออก ให้หลุดไปเลย ก็พยายามเอาตัวรอดให้ได้"

ธารินรัตน์ จึงธีระพานิช นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ประจำศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร ระบุว่า เต่าทะเลหลายตัวได้รับบาดเจ็บจากอวนและขยะทะเล บางตัวต้องสูญเสียอวัยวะเพื่อเอาชีวิตรอด

วันนี้ เอ็นดู 7 ว่ายวนอย่างช้า ๆ อยู่ในอ่างอนุบาลสัตว์น้ำทะเล ภายในศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการรักษาและฟื้นฟูสัตว์ทะเลหายาก

แม้อ่างแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักฟื้น แต่ไม่ใช่ผืนทะเลกว้างใหญ่ที่ควรเป็นบ้านของมัน และหากสังเกตอย่างใกล้ชิด จะเห็นว่าการว่ายน้ำของเอ็นดู 7 ยังไม่คล่องแคล่วนัก เพราะร่างกายเหลือเพียงสามขา

เต่าหญ้า เป็นเต่าทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับเต่าทะเลอีก 4 สายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย โดยมักอาศัยอยู่ในทะเลลึก แต่ไม่เกิน 40–50 เมตร เพื่อหาอาหารจำพวกปลาและสัตว์ทะเลขนาดเล็ก

ครั้งหนึ่ง เอ็นดู 7 เคยใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลเช่นเดียวกับเต่าหญ้าตัวอื่น ก่อนเผชิญอันตรายจากสิ่งที่มนุษย์ทิ้งไว้ในท้องทะเล เมื่อเชือกอวนและเศษขยะทะเลพันรัดขาหน้าข้างขวาจนเกิดบาดแผลรุนแรง และต้องสูญเสียขาไป

กระทั่งถูกพบเกยตื้นบริเวณชายฝั่ง ก่อนชาวบ้านให้ความช่วยเหลือและส่งต่อมายังศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร เพื่อรับการรักษาและฟื้นฟู

ภายในศูนย์ฯ มีเต่าหญ้ากลุ่มอาการเดียวกับเอ็นดู 7 รวม 11 ตัว ทั้งหมดไม่ได้ป่วย แต่ได้รับผลกระทบจากการพันรัดของอวนหรือขยะทะเล บางตัวได้รับการฟื้นฟูและทยอยปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติแล้ว ขณะที่บางตัวยังคงอยู่ระหว่างการดูแล

เรื่องราวของเอ็นดู 7 จึงไม่ได้เป็นเพียงชีวิตของเต่าทะเลที่สูญเสียขา แต่เป็นภาพสะท้อนของผลกระทบจากสิ่งที่มนุษย์ทิ้งไว้ในมหาสมุทร สิ่งที่ครั้งหนึ่งอาจเป็นเพียงเศษอวนหรือขยะชิ้นเล็ก ๆ สามารถเปลี่ยนชีวิตสัตว์ทะเลได้ตลอดไป

ภัยซ้อนจากทะเลที่เปลี่ยนไป

การสูญเสียอวัยวะของเต่าทะเลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากอุบัติเหตุเฉพาะตัว แต่เชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางทะเล

นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ประจำศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร อธิบายว่า เอ็นดู 7 ถูกอวนหรือเศษเชือกพันรัดกลางทะเล เมื่อไม่สามารถหลุดออกมาได้ เต่าจะพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด บางตัวถึงขั้นกัดบริเวณที่ถูกรัด จนเกิดบาดแผลรุนแรงและสูญเสียอวัยวะ

“เต่าหญ้าส่วนใหญ่ไม่ได้ป่วย แต่เป็นพันรัดมา น่าจะเป็นพฤติกรรมการกิน ทำให้เข้าใกล้เครื่องมือประมง เพราะสิ่งที่เขากินจะเป็นพวกปลา หรือสัตว์น้ำอื่น ๆ”

ผลการผ่าชันสูตรเต่าหญ้าหลายตัวพบปลาชนิดเดียวกันจำนวนมากในกระเพาะอาหาร สะท้อนว่าเต่าอาจเข้าไปหากินในพื้นที่ทำประมง ซึ่งเพิ่มโอกาสเผชิญกับอวนและเครื่องมือจับสัตว์น้ำ

“เต่าหญ้าจะอยู่ไกลออกไป อยู่ในน้ำลึกกว่า เลยปะการังไปอีก เลือกกินปลา ถ้าจะโดนเครื่องมือประมง ก็อาจจะโดนเครื่องมือประมงพาณิชณ์ข้างนอกที่ไกลออกไปมากกว่า”

นอกจากเครื่องมือประมงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของเต่าทะเล เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญลดลง

"โดยปกติเต่าทะเลสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงได้ถึง 40-50 องศา แต่ช่วงที่ผ่านมาอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้หญ้าทะเลลดลงและตาย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารพื้นฐานของสัตว์ทะเลหลายชนิด"

นายสัตวแพทย์อธิบายอีกว่า เต่าที่สูญเสียอวัยวะไม่สามารถดำน้ำลึกได้เหมือนเดิม จึงต้องหากินในน้ำตื้น และในช่วงมรสุมจะเสี่ยงเกยตื้นมากขึ้น เพราะว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมแรงได้ยาก

ปี 2568 พบเต่าทะเลเกยตื้นในจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต มากกว่า 100 ตัว เพิ่มจากค่าเฉลี่ยเดิมที่พบเพียง 40–50 ตัวต่อปี สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลของสัตว์ทะเลหายากที่กำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

แต่ภัยคุกคามของเต่าทะเลไม่ได้มีเพียงสิ่งที่ลอยอยู่ในทะเล เมื่อสภาพแวดล้อมใต้ผิวน้ำเปลี่ยนแปลง แหล่งอาหารซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

หญ้าทะเลที่หายไป กับชีวิตสัตว์ทะเลที่เปลี่ยนแปลง

"แต่ก่อนตรงนี้จะเป็นหญ้าทะเลใบยาว มีเยอะ จะมีทั้งแถบเลย แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว... เหมือนกับว่า รากมันเน่า ขุดออกมา รากมันจะมีตัวหนอน ประมาณ 2-3 ปีมาที่ไม่มี"

คำบอกเล่าของบังเกี้ยน ชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะจัม จ.กระบี่ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลที่เขาคลุกคลีมานานกว่าสิบปี

พื้นที่ชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะจัม เคยปกคลุมด้วยหญ้าทะเลหลายชนิด เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ทะเล รวมถึงเต่าตนุและเต่าหญ้าในบางพื้นที่ แต่วันนี้ ภาพของทุ่งหญ้าทะเลกว้างสุดสายตาเหลือเพียงความทรงจำ

ชายหาดฝั่งตะวันออกของเกาะจัม จากพื้นที่ที่เคยปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าทะเล วันนี้เหลือเพียงผืนทรายและน้ำทะเล (ที่มา: กุลระวี สุขีโมกข์)

บังเกี้ยนมองว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรมลง

"สาเหตุก็หลายอย่าง น้ำด้วย สภาพอากาศร้อนขึ้น น้ำมันจะร้อนมาก พวกทำแมงกะพรุน เมื่อก่อนเขาใช้สารส้ม แต่เดี๋ยวนี้ใช้โซดาไฟ มันกระทบต่อเต่า เต่าด้วย หญ้าทะเลด้วย พอหญ้าทะเลน้อยลง เต่ามันก็ต้องเปลี่ยนที่ ก็หายไป แต่ก่อนเคยมี ตอนนี้ก็น้อยลง"

เมื่อแหล่งอาหารถูกทำลาย สัตว์ทะเลต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เต่าทะเลที่เคยพบได้บ่อยบริเวณเกาะจัม เริ่มพบเห็นน้อยลง เหลือเพียงบางครั้งที่โผล่ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำ หรือพบเพียงซากที่ถูกคลื่นซัดลอยมา

สำหรับชาวบ้านบนเกาะจัม การหายไปของหญ้าทะเลไม่ได้หมายถึงการสูญเสียเพียงพืชทะเลชนิดหนึ่ง แต่คือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เคยหล่อเลี้ยงสัตว์ทะเล รวมถึงเต่าทะเล และวิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะมาอย่างยาวนาน

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติแล้ว กิจกรรมของมนุษย์ก็เป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อชีวิตในทะเล โดยเฉพาะเครื่องมือประมงที่หลุดหายหรือถูกทิ้งไว้ และกลายเป็นกับดักของสัตว์ทะเล

จากเครื่องมือทำกิน สู่ภัยในทะเล

เศษอวนและเชือกจากเครื่องมือประมงที่ลอยอยู่ในทะเล กลายเป็นภัยเงียบของเต่าทะเลบริเวณเกาะลันตา จ.กระบี่ พื้นที่ที่มีทั้งชุมชนประมงพื้นบ้านและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญของฝั่งอันดามัน ชาวบ้านพบเต่าหลายชนิดได้รับบาดเจ็บ บางตัวเสียชีวิตจากการถูกพันรัด

“เห็น แต่จะเห็นตอนตาย ส่วนมากจะเป็นเต่า บริเวณแถบหาดน้ำจืด”

ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า เต่าทะเลเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า เมื่อว่ายผ่านเศษอวนหรือเชือกที่ลอยอยู่ในทะเล อาจถูกพันรัดบริเวณลำตัวหรือขา จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ บางครั้งชาวประมงพบเต่าติดอวนระหว่างออกเรือ จึงช่วยแกะและปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ขณะที่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเกาะลันตา แต่เป็นปัญหาร่วมของพื้นที่หมู่เกาะโดยรอบ

เมื่อพบเต่าตายหรือสัตว์ทะเลติดอวน ชาวบ้านส่วนใหญ่มักช่วยกันจัดการเบื้องต้น เพราะการรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอาจใช้เวลา 1–2 วัน จนซากเริ่มเน่าและส่งกลิ่น จึงต้องแกะอวนออกและนำไปฝัง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่ง

ปัญหาเต่าทะเลจากอวนประมง สะท้อนภาพเดียวกับปัญหาขยะทะเลที่เกาะลันตาเคยเผชิญมาอย่างยาวนาน จากเศษเครื่องมือประมงที่หมดสภาพ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกทิ้งไว้ตามชายหาดหรือไหลกลับลงสู่ทะเล กลายเป็นภัยต่อสัตว์ทะเลโดยไม่ตั้งใจ


เชือกอวนประมงหนักราว 20 กิโลกรัม ถูกพัดเกยชายฝั่งเกาะลันตา ก่อนจมฝังอยู่ในทราย กลายเป็นขยะทะเลขนาดใหญ่ที่เก็บออกได้ยาก (ที่มา: กุลระวี สุขีโมกข์)

นิกร ช่วยทิพย์ เจ้าของร้านรับซื้อของเก่า และประธานชมรมลันตารีไซเคิล ผู้ทำงานด้านการจัดการขยะบนเกาะลันตา กล่าวว่า ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เขาพบปัญหาเศษอวนและขยะทะเลจำนวนมาก แต่เริ่มผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในช่วง 4 ปีหลัง

“เมื่อก่อนเยอะมาก แบบเต็มไปหมด ไปตามหาดคือเต็มไปหมด เพราะเมื่อก่อนเราไม่ได้จัดการ เพราะไม่มีมูลค่า”


กองเศษเชือกอวนประมง ถูกรวบรวมไว้ในร้านรับซื้อของเก่าบนเกาะลันตา (ที่มา: กุลระวี สุขีโมกข์)

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อมีการรับซื้อเศษอวนประมง ทำให้ชาวบ้านเริ่มเก็บอวนที่ถูกทิ้งหรือถูกคลื่นพัดขึ้นฝั่ง เพื่อนำมาขายแทนการปล่อยให้กลายเป็นขยะในทะเล

จากขยะที่เคยถูกมองว่าไม่มีค่า วันนี้เศษอวนบางส่วนถูกนำกลับเข้าสู่ระบบจัดการใหม่ ช่วยลดโอกาสที่มันจะย้อนกลับไปสร้างอันตรายให้แก่สัตว์ทะเลอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นิกรมองว่า การแก้ปัญหาขยะทะเลยังต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเกาะลันตาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก และทรัพยากรทางทะเลเป็นรากฐานสำคัญของทั้งธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

“อยากให้คนที่เห็นปัญหามาช่วยผลักดัน เพราะถ้าเรารอคนพื้นที่ จะไม่เคลื่อน”

แม้การเก็บเศษอวนกลับมาใช้ประโยชน์จะช่วยลดขยะในทะเล แต่ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการจัดการตั้งแต่ต้นทาง ไม่ปล่อยให้เครื่องมือประมงกลายเป็นขยะและกับดักของสัตว์ทะเลตั้งแต่แรก

__________

ผลงานชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ COAST ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป (EU) ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เนื้อหาที่ปรากฎในชิ้นงานเป็นไปตามวิจารณญาณของผู้เขียน/ผู้สร้างชิ้นงาน และไม่ได้สะท้อนมุมมองหรือจุดยืนของสหภาพยุโรป

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: