ตั้งข้อสังเกต 'บัญชีนวัตกรรมไทย' เงินจัดซื้อกระจุกตัว ‘เสาไฟฟ้า’ ขณะที่ ‘ยา-เครื่องมือแพทย์’ รพ.ไม่กล้าจัดซื้อ กลัวถูกตรวจสอบ

กองบรรณาธิการ TCIJ 7 ก.ค. 2569 | อ่านแล้ว 101 ครั้ง


เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ถกประเด็น "ติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย" ตั้งข้อสังเกต เงินจัดซื้อกระจุกตัว "เสาไฟฟ้า" ขณะที่ยา-เครื่องมือแพทย์เข้าไม่ถึงตลาด รพ.ไม่กล้าจัดซื้อ กลัวถูกตรวจสอบ - แนะให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของระบบบัญชีนวัตกรรมไทยทั้งระบบ กำหนดหน่วยงานหลักรับผิดชอบการติดตามและประเมินผลในระดับนโยบาย พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมนวัตกรรมที่ชัดเจน

7 กรกฎาคม 2569 นางสาวการณิก จันทดา โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง "ติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย" ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาให้ข้อมูล ขณะที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลาการประชุม เนื่องจากติดภารกิจการจัดงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026)

สวทช. แจงหลักเกณฑ์ขึ้นทะเบียน สิทธิประโยชน์สูงสุด 8 ปี

ผู้แทน สวทช. ชี้แจงว่า สวทช. เป็นหน่วยงานผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการบัญชีนวัตกรรมไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยและพัฒนาของไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และส่งเสริมให้ภาครัฐใช้ทรัพยากรในการจัดซื้อจัดจ้างอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ การพิจารณาขึ้นทะเบียนใช้หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) ต้องเป็นผลงานที่เกิดจากการวิจัยหรือพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เพียงการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ (2) ผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคลไทยที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 (3) ผลิตภัณฑ์หรือบริการต้องผ่านการรับรองมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และ (4) ต้องผ่านการทดสอบคุณภาพตามคุณสมบัติที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ โดยกระบวนการพิจารณาใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน

ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะได้รับสิทธิการขึ้นทะเบียนสูงสุด 8 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เคยได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของรัฐ และ 3 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เคยได้รับการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ซึ่งหน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีได้โดยวิธีเฉพาะเจาะจงหรือวิธีคัดเลือกตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยรวมกว่า 910 ผลงาน แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์มากที่สุด 492 ผลงาน ด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม 96 ผลงาน ด้านการเกษตร 72 ผลงาน และด้านยานพาหนะและการขนส่ง 19 ผลงาน

เตรียมถ่ายโอนภารกิจให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ 1 ต.ค. 2569

ประเด็นสำคัญที่ สวทช. ชี้แจงต่อที่ประชุม คือการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจบัญชีนวัตกรรมไทยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดย สวทช. และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้เริ่มหารือร่วมกันแล้ว และมีการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการถ่ายโอน เพื่อให้ภารกิจต่อเนื่องไม่สะดุด ทั้งนี้ ในอนาคต สวทช. จะมุ่งเน้นบทบาทหน่วยงานส่งเสริม (Promoter) ให้การสนับสนุนด้านวิชาการและเทคนิคแก่ผู้ประกอบการ ขณะที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติจะทำหน้าที่หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ตามมติคณะรัฐมนตรี

สำหรับปัญหาและอุปสรรค ผู้แทน สวทช. ระบุว่า ปัญหาสำคัญของผู้ยื่นขอขึ้นทะเบียนคือการไม่สามารถแสดงหลักฐานหรืออธิบายที่มาของผลงานวิจัยและพัฒนาได้ชัดเจน ทำให้ต้องใช้เวลาพิจารณาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากสถิติพบว่าผลงานในความรับผิดชอบของ สวทช. จำนวน 473 ผลงาน สามารถผ่านการพิจารณาได้ตั้งแต่ครั้งแรกถึง 403 ผลงาน หรือประมาณร้อยละ 85 ส่วนการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ในบัญชีนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงบประมาณ ซึ่งพิจารณาจากโครงสร้างต้นทุน ราคาที่เคยจัดซื้อจัดจ้าง ราคาผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงในท้องตลาด และอัตรากำไร (Margin) ที่เหมาะสม

กรมบัญชีกลางเผยพบความเสี่ยงจัดซื้อ "เสาไฟกิ่ง-โคมไฟ" ผ่านบัญชีนวัตกรรม

ด้านผู้แทนกรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า กรมบัญชีกลางไม่ได้จัดเก็บข้อมูลในลักษณะที่จำแนกได้ว่าหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยเกินหรือไม่ถึงร้อยละ 30 ตามที่มติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2560 กำหนดเป้าหมายไว้ แต่มีการจัดเก็บข้อมูลภาพรวมย้อนหลัง 3 ปี

ประเด็นที่น่าสนใจคือแนวทางป้องกันความเสี่ยงและการทุจริต โดยผู้แทนกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า จากการกำกับติดตามที่ผ่านมาพบกรณีที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการจำกัดการแข่งขันเป็นระยะ ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้าง เช่น โครงการก่อสร้างถนนที่มีการจัดซื้อเสาไฟกิ่งหรือโคมไฟที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่งกรมบัญชีกลางได้กำชับหน่วยงานของรัฐมาโดยตลอดว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ยื่นข้อเสนอในงานก่อสร้างต้องมีหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงวัสดุประกอบ มิใช่สาระสำคัญของงานก่อสร้าง หากตรวจพบจะสั่งให้ยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ ภายหลังสำนักงาน ป.ป.ช. เสนอข้อเสนอแนะ 11 ประเด็นเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามบัญชีนวัตกรรมไทย กรมบัญชีกลางได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567

ภาคเอกชนสะท้อนปัญหา ขึ้นทะเบียนแล้วแต่ "ขายไม่ได้" โรงพยาบาลกลัวถูกตรวจสอบ

ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเข้าร่วมประชุม ได้สะท้อนปัญหาสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการกำหนดราคาโดยสำนักงบประมาณ ซึ่งมักใช้ราคาต่ำสุดที่ผู้ประกอบการเคยจำหน่ายให้แก่โรงพยาบาลหรือหน่วยงานรัฐเป็นฐานราคากลาง แม้ราคานั้นจะเป็นราคาลดพิเศษเพื่อเปิดตลาดก็ตาม เมื่อราคาถูกเผยแพร่ในบัญชีนวัตกรรมไทย โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศรับทราบราคาได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถจำหน่ายในราคาสูงกว่านั้น ส่งผลให้หลายรายเลือกถอนคำขอขึ้นทะเบียน ทั้งที่ผ่านการพิจารณาของ อย. และ สวทช. แล้ว

นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในปี 2564 ประมาณ 179 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 154 ล้านบาทเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีการจัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงตามที่บัญชีกำหนดไว้เลย เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งกังวลว่าการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงอาจทำให้ถูกตรวจสอบมากกว่าการจัดซื้อรูปแบบทั่วไป

สภาอุตสาหกรรมฯ ยังแสดงความกังวลต่อแนวคิดปรับลดระยะเวลาสิทธิประโยชน์จาก 8 ปี เหลือ 6 ปี ว่าอาจกระทบอุตสาหกรรมที่ใช้เวลาและเงินลงทุนสูงในการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ อีกทั้งการนับระยะเวลาสิทธิประโยชน์ตั้งแต่วันออกใบกำกับภาษีฉบับแรก (First Invoice) ทำให้เวลาที่ใช้สิทธิได้จริงเหลือไม่มาก พร้อมเสนอแนวทาง 4 ประการ ได้แก่ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่หน่วยงานผู้ใช้โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ กำหนดมาตรการหรือกลไกจูงใจให้หน่วยงานรัฐดำเนินการตามเป้าหมาย จัดให้มีระบบติดตามประเมินผลหน่วยงานผู้ซื้อ และบูรณาการการทำงานของ อย. สำนักงบประมาณ และ สวทช. ให้เป็นทิศทางเดียวกัน

กมธ. ตั้งข้อสังเกต เงินจัดซื้อกระจุกตัว "เสาไฟฟ้า" ขณะที่ยา-เครื่องมือแพทย์เข้าไม่ถึงตลาด

ในการซักถาม กรรมาธิการฯ ได้รับข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีการจัดซื้อจัดจ้างจริงเพียงประมาณร้อยละ 40 ขณะที่อีกร้อยละ 60 ยังไม่เกิดการจัดซื้อ โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์กว่า 400 ผลงาน เป็นยาประมาณร้อยละ 85 และเครื่องมือแพทย์ประมาณร้อยละ 15 ซึ่งทั้งสองกลุ่มเผชิญปัญหาเดียวกันคือ ผู้ใช้งานปลายทางยังไม่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ที่ประชุมยังตั้งข้อสังเกตว่า เงินจัดซื้อจัดจ้างส่วนใหญ่กระจุกตัวในผลิตภัณฑ์บางประเภท โดยเฉพาะเสาไฟฟ้าส่องสว่างที่มีข้อสงสัยว่ามีความเป็นนวัตกรรมตามเจตนารมณ์เพียงใด และอาจก่อให้เกิดการจำกัดการแข่งขันหรือการล็อกสเปก (Lock Specification) ในกรณีที่มีการระบุรหัสบัญชีนวัตกรรมไว้ในร่างขอบเขตของงาน (TOR) ขณะที่ผลิตภัณฑ์ศักยภาพสูงอย่างยาและเครื่องมือแพทย์กลับไม่สามารถเข้าสู่การจัดซื้อของภาครัฐได้อย่างเหมาะสม

ที่ประชุมจึงเห็นควรให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของระบบบัญชีนวัตกรรมไทยทั้งระบบ กำหนดหน่วยงานหลักรับผิดชอบการติดตามและประเมินผลในระดับนโยบาย พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมนวัตกรรมที่ชัดเจน รวมทั้งทบทวนหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน สิทธิประโยชน์ และกลไกการแข่งขันให้สะท้อนการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ท้ายวาระ คณะกรรมาธิการฯ ได้ขอให้กรมบัญชีกลางและ สวทช. จัดส่งข้อมูลเพิ่มเติม 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ข้อมูลยาที่ขึ้นทะเบียนตามบัญชีนวัตกรรมว่าประกอบด้วยยาชนิดใดบ้าง (2) ข้อมูลการจัดซื้อยาตามบัญชีนวัตกรรมย้อนหลัง 3 ปี จำแนกชนิดและจำนวนเงิน และ (3) รายละเอียดบัญชีนวัตกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัย ปี 2568 ที่มีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใดบ้าง

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: