หนุนผลิตข้าวมูลค่าสูง ชี้ข้าวพรีเมียมขายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3 เท่า

กองบรรณาธิการ TCIJ 10 ก.ค. 2569 | อ่านแล้ว 185 ครั้ง

หนุนผลิตข้าวมูลค่าสูง ชี้ข้าวพรีเมียมขายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3 เท่า

ผลการศึกษาพบข้าวพรีเมียมสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3 เท่า เตรียมผลักดันการผลิตตามความต้องการของตลาด ผ่านข้าว 3 กลุ่มหลัก "ข้าวรักษ์โลก-ข้าวอัตลักษณ์-ข้าวสุขภาพ" เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย

สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อสนับสนุนนโยบาย "ข้าวประณีต" ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อขายปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณภาพ อัตลักษณ์ และความต้องการของตลาด

ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก แต่การเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังจาก 8 ล้านไร่ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ในปี 2568 ไม่ได้ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้น สะท้อนว่าการแข่งขันด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร จึงจำเป็นต้องปรับสู่แนวทาง "ตลาดนำการผลิต" (Demand-Driven)

สนค. เสนอให้พัฒนาข้าวมูลค่าสูง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ข้าวรักษ์โลก เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวที่ผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืน ข้าวอัตลักษณ์เช่น ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และข้าวสุขภาพเช่น ข้าวสี ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ และข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และที่มาของสินค้า

จากการศึกษาพบว่า ข้าวมูลค่าสูงสามารถสร้างราคาพรีเมียมได้อย่างชัดเจน โดยข้าวอินทรีย์มีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3 เท่า ข้าว GI สูงกว่า 1.5-3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพสูงกว่า 1.2-3 เท่า ขณะที่การใช้เทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 17 และเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 6นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำผ่านโครงการ 1 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 6.25 ล้านไร่ เพื่อยกระดับการแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่แนวโน้มตลาดโลกยังมีความต้องการข้าวพรีเมียมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มข้าวอินทรีย์ ข้าวหอม และข้าวเพื่อสุขภาพ จากกระแสการใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค

พร้อมกันนี้ สนค. ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง พร้อมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model มาช่วยคาดการณ์ผลผลิต วิเคราะห์อุปสงค์ และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในระยะต่อไป สนค. จะศึกษาตลาดข้าวพรีเมียมในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เชื่อมโยงกับกิจกรรม THAILAND RICE ROADSHOW 2026 ของกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบายในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ เพื่อนำผลการศึกษาไปสู่มาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: