คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เชิญ สสว. และ บสย. ชี้แจงสถานการณ์ SMEs ที่ครองสัดส่วน 35.1% ของ GDP แต่ภาคการผลิตเริ่มหดตัวจากต้นทุนสูง พบ 6 ปัญหารุมเร้าและปรากฏการณ์ "ธุรกิจซอมบี้" เพิ่มขึ้น ด้านหนี้เสียปี 2568 พุ่งแตะ 28% แม้ บสย. จะเร่งค้ำประกันผ่านโครงการ Quick Big Win และมาตรการสีม่วงช่วยลูกหนี้กลับสู่ปกติแล้ว 26,000 ราย แต่ กมธ. ตั้งข้อสังเกตว่างบ 5,000 ล้านบาทผ่านมา 3 ปีเบิกจ่ายเพียง 4%
7 กรกฎาคม 2569 นางสาวการณิก จันทดา โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง "สถานการณ์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ" โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ
สสว. เผย SMEs ครองสัดส่วน 35.1% ของ GDP แต่ภาคการผลิตเริ่มหดตัว
ผู้แทน สสว. ชี้แจงภาพรวมธุรกิจ SMEs ว่า ในไตรมาสแรกของปี 2568 GDP ของ SMEs อาจจะสูงกว่า GDP ของประเทศ โดยข้อมูลเดือนมีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มวิสาหกิจรายย่อยมีจำนวนคิดเป็นร้อยละ 84 ของผู้ประกอบการทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าให้ประเทศเพียงร้อยละ 3–4 ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อมมีสัดส่วนร้อยละ 14 สร้างมูลค่าร้อยละ 14.4 และวิสาหกิจขนาดกลางซึ่งมีประมาณ 5,000–6,000 ราย สร้างมูลค่าให้ประเทศคิดเป็นร้อยละ 18.4 รวมแล้ว GDP ทั้งหมดของ SMEs คิดเป็น ร้อยละ 35.1 ของ GDP โดยรวม โดยกลุ่มค้าปลีกเป็นกลุ่มที่มี SMEs มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 41 เช่นเดียวกับกลุ่มบริการและกลุ่มการผลิต ซึ่งภาคการผลิตเป็นภาคที่มีการจ้างงานในสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม แม้คาดว่า GDP ทั้งประเทศอาจโตได้ร้อยละ 2.6 และ SMEs มีการขยายตัวด้านการแข่งขันได้ดี แต่ ภาคการผลิตกลับไม่สามารถแข่งขันได้และเริ่มหดตัวลง สาเหตุหลักมาจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในขณะที่รายได้ไม่ได้สูงตามที่คาดการณ์ไว้ ส่วนภาคการค้าและบริการก็มีรายได้ที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน
6 ปัญหารุมเร้า SMEs ธุรกิจ "ซอมบี้" เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะภาคกลาง
สสว. ระบุปัญหาและอุปสรรคสำคัญของ SMEs ไว้ 6 ประการ ได้แก่ (1) วิกฤตสภาพคล่อง ยอดขายต่ำกว่าเป้าหมาย และการแข่งขันทั้งจากต่างประเทศและผู้ประกอบการรายใหญ่ (2) การทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูก (3) ความเหลื่อมล้ำในการฟื้นตัวภายหลังการระบาดของโรคโควิด (4) ข้อจำกัดในการปรับตัวสู่ดิจิทัล (5) การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง เช่น ด้านเทคโนโลยี และ (6) ต้นทุนพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ
จากการสำรวจพบว่า SMEs ปรับตัวด้วยการลดต้นทุนระยะสั้นเนื่องจากไม่สามารถหาตลาดใหม่ได้ ชะลอหรือยกเลิกการลงทุนใหม่เพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ปรับกลยุทธ์การตลาดและการบริหารจัดการทางการเงิน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางสามารถปรับตัวได้เร็วและง่ายกว่าผู้ประกอบการขนาดย่อม
ที่น่ากังวลคือปรากฏการณ์ "ธุรกิจซอมบี้" หรือธุรกิจที่ไม่สามารถติดตามกำไรหรือการเงินได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนและสัดส่วน โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อยในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงภาคบริการ ทั้งนี้ สสว. อยู่ระหว่างศึกษาเตรียมการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านแนวคิดของผู้ประกอบการ ความรู้ทางการเงิน และการพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้ยังพบว่า SMEs จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จนต้องพึ่งหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
โครงการปี 2568 ช่วย SMEs กว่า 1.15 ล้านราย กองทุน 5,000 ล้านคืบหน้าตามลำดับ
ด้านการดำเนินงาน สสว. รายงานว่า แผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566–2570) ได้แบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจระยะเริ่มต้น ธุรกิจมุ่งเติบโต ธุรกิจมุ่งแข่งขันระดับโลก ธุรกิจต้องฟื้นฟู ธุรกิจยังชีพ ธุรกิจผู้สูงอายุ และธุรกิจเกษตร โดยงบประมาณของ สสว. ระหว่างปี 2566–2569 อยู่ที่ประมาณปีละ 500 ล้านบาท ยกเว้นปี 2567 ที่ได้รับงบเพิ่มเติม 5,000 ล้านบาท
โครงการของปี 2568 จำนวน 35 โครงการดำเนินการเสร็จสิ้นและเบิกจ่ายเรียบร้อยแล้ว และจากการดำเนินโครงการทั้งหมด 75 โครงการ มี SMEs ได้รับประโยชน์ประมาณ 1,150,000 ราย เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 19,700 ล้านบาท ส่วนปี 2569 มีโครงการทั้งหมด 33 โครงการ ส่วนใหญ่มีความคืบหน้าตามเป้าหมาย
สำหรับโครงการสนับสนุน SMEs ผ่านกองทุน 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 8 โครงการ ครอบคลุมกลุ่มการเงิน (โครงการสนับสนุนสินเชื่อ โครงการส่งเสริม SMEs ผ่านระบบ BDS และโครงการคนละครึ่ง พลัส) กลุ่มดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (โครงการ Transforming SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI) กลุ่มการตลาด (โครงการส่งเสริม SMEs เข้าสู่ตลาด e-commerce และ Live-Commerce โครงการพัฒนาระบบนิเวศ และโครงการ Thai SMEs New Opportunity Gateway) และกลุ่มการช่วยเหลือส่งเสริมผ่านส่วนราชการซึ่งใช้งบประมาณราว 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายแล้วประมาณ 230 ล้านบาท มีภาระผูกพันประมาณ 580 ล้านบาท และในไตรมาสที่ 2 มี SMEs ได้รับประโยชน์ประมาณ 130,000 ราย เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 160 ล้านบาท
ส่วนระบบ SME One ID ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนเพียงครั้งเดียวแล้วหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ปัจจุบันมีหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลรวม 19 หน่วยงาน มีข้อมูลผู้ประกอบการในระบบประมาณ 1,128,000 ราย โดย สสว. ขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มอีกประมาณ 3 ล้านบาทเพื่อพัฒนาระบบ และมองว่าหากบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้มากขึ้น อาจนำไปสู่การจัดทำ SME National Data ได้ในอนาคต
บสย. ชูบทบาท "SMEs Gateway" ค้ำประกัน Quick Big Win พุ่ง 2.27 เท่า
ผู้แทน บสย. ชี้แจงว่า บสย. ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ SMEs และวางบทบาทเป็น "SMEs Gateway" กล่าวคือ SMEs ควรเข้าประสาน บสย. ก่อนติดต่อธนาคาร ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือทั้งการกำหนดตำแหน่งทางการตลาด การวิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน และการนัดหมาย "หมอหนี้" ก่อนไปติดต่อธนาคารต่อไป โดย บสย. มีบทบาทหลัก 3 ประการ คือ (1) การจัดทำหนังสือค้ำประกัน หรือ LG (Letter of Guarantee) ซึ่งอาจใช้ยื่นร่วมกับหลักทรัพย์ของ SMEs เช่น ที่ดิน เงินสด (2) การให้ความรู้ด้านการเงิน และ (3) มาตรการแก้หนี้ให้กับลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม
ปัจจุบัน บสย. มีข้อมูลลูกค้า SMEs ประมาณ 9 แสนราย โดยร้อยละ 80 เป็นกลุ่ม Micro SMEs ที่มีวงเงินค้ำประกันประมาณ 90,000–150,000 บาทต่อราย ทั้งนี้พบความเหลื่อมล้ำด้านการเงิน 3 กลุ่มปัญหา ได้แก่ ร้อยละ 90 ของ SMEs ขาดความรู้ด้านการเงินและไม่ทำบัญชีอย่างง่าย ขาดการปรับใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ธุรกิจ และขาดการเข้าสู่ระบบภาษี ตลอดจนการบูรณาการกับ Virtual Bank
ในช่วง 4–5 เดือนแรกของปี 2569 การขับเคลื่อนโครงการ Quick Big Win สามารถค้ำประกันได้ประมาณ 37,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราสูงกว่าปกติถึง 2.27 เท่า จุดเด่นสำคัญคือการนำ credit scoring มาปรับใช้ในการประเมินค่าธรรมเนียม เช่น ความเสี่ยงต่ำชำระค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ความเสี่ยงกลางร้อยละ 1.5 และความเสี่ยงสูงร้อยละ 2.5 โดยแบ่งเป็น 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสำหรับ SMEs ที่ประสานงานกับภาครัฐหรือต้องการหนังสือ LG โครงการ SMEs Go Big ค้ำประกันระหว่าง 5 แสนบาทถึงสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย และโครงการสำหรับ SMEs รายย่อยวงเงิน 1 หมื่นบาทถึง 1 ล้านบาทต่อราย โดยทุกโครงการมีศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการเงิน
หนี้เสียปี 2568 พุ่งแตะ 28% "มาตรการสีม่วง" ช่วยลูกหนี้กลับสู่ปกติแล้ว 26,000 ราย
ด้านคุณภาพสินเชื่อค้ำประกันช่วงปี 2567–2569 พบว่า ปี 2567 ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ โดยมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) และหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) รวมกันที่ร้อยละ 20 แต่ปี 2568 คุณภาพสินเชื่อเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ สัดส่วน NPL และ SM รวมสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 28 โดยเฉพาะอัตรา NPL ที่โตขึ้นถึงร้อยละ 8 ส่วนปี 2569 สถานการณ์ทรงตัว คุณภาพสินเชื่อไม่ได้เสื่อมถอยเพิ่มเติม
สำหรับมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ "มาตรการสีม่วง" สำหรับ SMEs ที่ถูกจ่ายเคลมแล้วแต่อาจผ่อนไม่ไหว ให้ผ่อนเพียง 500 บาท สถานะบูโรกลับเป็นปกติ พร้อมขยายอายุหนี้ให้ 7 ปี นอกจากนี้กรณีจำนวนหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาท ลดหนี้ให้ร้อยละ 50 หรือจ่าย 1 แสนบาทก็ปลดหนี้ได้ หากเกินกว่า 2 แสนบาทจะได้รับส่วนลดสูงสุดร้อยละ 30–70 โดยมาตรการดังกล่าวช่วยให้ลูกหนี้กลับเป็นสถานะปกติแล้วประมาณ 26,000 ราย คิดเป็นมูลหนี้ปรับโครงสร้างประมาณ 17,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลการศึกษาร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า โครงการค้ำประกันสินเชื่อสร้างผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจคิดเป็น 4 เท่า โดยช่วงต้นปี 2569 บสย. ค้ำประกันไปประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เมื่อคูณ 4 เท่ากับเม็ดเงินที่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อลักษณะนี้ไม่ได้มีเพียงประเทศไทย แต่ยังมีในเกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย และญี่ปุ่นด้วย โดยกลไกของ บสย. เป็นเครดิตการันตี มิใช่เครดิตอินชัวรันส์แบบ "เจอจ่ายจบ" ส่วนด้านงบประมาณ บสย. เป็นหน่วยงานที่ไม่มีแหล่งที่มาของเงินทุนเอง ได้รับจัดสรรจากภาครัฐร้อยละ 100 และทำหน้าที่จ่ายชดเชยให้แก่ธนาคารพาณิชย์ภายใต้กรอบโครงการค้ำประกันสินเชื่อ
ตั้งข้อสังเกตงบ 5,000 ล้าน 3 ปีเบิกจ่ายเพียง 4%
ในช่วงการซักถาม ที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้ตั้งคำถามและข้อสังเกตรวม 11 ประเด็น อาทิ ภาพรวมธุรกิจ SMEs ปรับตัวดีขึ้นจริงหรือไม่ ในเมื่อข้อมูลเชิงลึกระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตยังเท่าเดิม ต้นทุนสูงขึ้น และความสามารถในการแข่งขันยังไม่ดีขึ้น, บทบาทของ สสว. ในการส่งเสริม SMEs อย่างเป็นรูปธรรม, การปรับเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อเพื่อไม่ให้ SMEs เสียเปรียบรายใหญ่, ความเป็นไปได้ในการใช้ข้อมูลทางเลือก เช่น ใบแจ้งหนี้หรือสัญญาจ้างงานจากหน่วยงานภาครัฐเป็นหลักประกัน รวมถึงข้อสังเกตสำคัญที่ว่า งบประมาณปี 2567 จำนวน 5,000 ล้านบาท ผ่านมา 3 ปีเบิกจ่ายเพียงประมาณ 236 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ถือว่าล่าช้าและกระทบต่อ SMEs หรือไม่ ตลอดจนงบประมาณและผลการใช้งานจริงของระบบ SME One ID จากผู้ลงทะเบียน 1,120,000 ราย
ผู้แทน สสว. ชี้แจงว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สสว. มีกลไกช่วยลดต้นทุนธุรกิจของ SMEs คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจร้อยละ 80–90 รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายการออกร้านและบูธในงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เช่น งาน Thaifex ส่วนความล่าช้าของงบ 5,000 ล้านบาทมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้ทุกครั้งต้องเริ่มต้นกระบวนการตามนโยบายใหม่จากศูนย์ ส่งผลให้ขั้นตอนการอนุมัติและดำเนินโครงการล่าช้ากว่าเป้าหมาย โดยระบบ BDS จะเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือและขยายธุรกิจของ SMEs ขณะที่ระบบ SME One ID ใช้งบสะสมประมาณ 40 กว่าล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างแปลงข้อมูลเป็นมูลค่าเพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการซ้ำซ้อน และมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สูงถึง 5–6 ล้านครั้งต่อปี
ด้านผู้แทน บสย. ชี้แจงว่า เกณฑ์ค้ำประกันโดยรวมค่อนข้างผ่อนปรน เพียงผู้ประกอบการแสดงตัวตน มีหน้าร้าน และมีการค้าขายจริงก็สามารถค้ำประกันได้ แต่ปัญหาคือผู้กู้ไม่สามารถแสดงเอกสารหลักฐานหรืออธิบายความสามารถในการชำระหนี้ให้ธนาคารเชื่อมั่นได้ โดยเฉพาะ SMEs รายย่อยที่ไม่จดบันทึกรายรับ–รายจ่าย ทำให้ต้องหันไปพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต หรือหนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูง อีกทั้งการยื่นขอสินเชื่อบางครั้งใช้เวลานานถึง 6 เดือน และหากถูกปฏิเสธก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับธนาคารแห่งใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ บสย. กำลังผลักดันแพลตฟอร์ม "SMEs First" และในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้ร่วมพัฒนาระบบ "PromptBiz" เป็นแพลตฟอร์มกลางอัปโหลดข้อมูล digital factoring ให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาตรวจสอบและสนับสนุนสินเชื่อแก่ SMEs
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

