แอมเนสตี้ ประเทศไทย และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมรำลึก 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านกิจกรรม “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’” พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้เปิดเผยความจริง นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และสร้างหลักประกันว่าจะไม่มีใครถูกบังคับให้สูญหายอีก
กรุงเทพฯ, 26 มิถุนายน 2569 – มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’” เนื่องในวาระครบรอบ 6 ปี ของการบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองชาวไทย ซึ่งถูกบังคับสูญหายในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับชะตากรรมของเขา
การบังคับสูญหายของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และยังคงส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสะท้อนปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหายในสังคมไทย
ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมา ครอบครัว เพื่อน เครือข่ายนักกฎหมาย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยังคงร่วมกันเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นอิสระ เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของวันเฉลิม และนำไปสู่ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้า และยังไม่สามารถให้คำตอบแก่ครอบครัวได้จนถึงปัจจุบัน
ในงานครบรอบ 6 ปีครั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนการไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมในกรณีการบังคับสูญหาย เช่น “ต้นไม้แห่งความหวัง” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความส่งกำลังใจถึงครอบครัวของวันเฉลิม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีสมาชิกในครอบครัวถูกบังคับให้สูญหาย รวมถึงกิจกรรม “กล่องคำสัญญาปีที่ 7” ซึ่งเป็นพื้นที่รวบรวมความหวังและความตั้งใจในการปกป้องความยุติธรรม ใส่ลงในกล่องคำสัญญา เพื่อนำมาเปิดอ่านร่วมกันอีกครั้งในการจัดงานระลึกถึงวันเฉลิมในปีที่ 7
อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือวงเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง” ซึ่งสะท้อนภาพการติดตามคดีวันเฉลิมตลอด 6 ปี ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขาถูกบังคับสูญหาย ไปจนถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของครอบครัว นักกฎหมาย และองค์กรสิทธิมนุษยชน ในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาและผู้ถูกบังคับให้สูญหายคนอื่นๆ
ภายในวงเสวนายังได้พูดถึงว่าการบังคับสูญหายไม่ใช่เพียงการหายตัวไปของบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ทำให้ครอบครัวต้องอยู่ในสภาวะ “ไม่รู้ชะตากรรม” เป็นเวลายาวนาน และต้องเผชิญอุปสรรคจากกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าและขาดความโปร่งใส อีกทั้งยังเชื่อมโยงการติดตามคดีวันเฉลิมกับสถานการณ์การค้นหาคนหายและผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านกลไกด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 6 ปี ที่ผ่านมา ครอบครัวของวันเฉลิมต้องอยู่กับความไม่รู้ถึงชะตากรรมของคนที่รัก ซึ่งเป็นความทุกข์ที่ไม่มีครอบครัวใดควรต้องเผชิญ เราขอยืนยันว่าเรายังไม่ลืมวันเฉลิม และจะยังคงเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นอิสระ เพื่อให้ความจริงปรากฏและเกิดความยุติธรรม

“การส่งใจถึงต้าร์ในวันนี้คือการยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’ ไม่หมดหวังที่จะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมและที่อยู่ของวันเฉลิม ไม่หมดหวังที่จะเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้น และไม่หมดหวังที่จะเห็นสังคมที่ไม่มีใครต้องถูกบังคับให้สูญหายอีกต่อไป
แม้เวลาจะผ่านไป 6 ปีแล้ว แต่การรอคอยคำตอบของครอบครัวยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการเรียกร้องของพวกเราที่จะไม่หยุด จนกว่าความจริงจะปรากฏ และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม”
“มีประโยคหนึ่งที่เราคิดถึงมากในงานแบบนี้ คือ ‘Hope is a discipline’ — ความหวังไม่ใช่แค่การมองโลกในแง่ดี แต่คือสิ่งที่เราต้องเลือก ต้องฝึก และต้องยืนหยัดทำซ้ำๆ ความหวังคือการเลือกที่จะจำต่อ ถามต่อ ยืนอยู่ข้างครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และไม่ปล่อยให้ความเงียบมีอำนาจเหนือความจริง”
“สำหรับแอมเนสตี้ ประเทศไทย นี่คือหัวใจของ RESIST — ‘ยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรม’ ไม่ใช่การต่อต้านด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นการยืนหยัดด้วยความรักต่อผู้คน ด้วยความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และด้วยความเชื่อว่าสังคมนี้ไม่ควรปล่อยให้ใครถูกทำให้หายไปโดยไม่มีคำตอบ”
“ความหวังคือการต่อต้านความเงียบ ความหวังคือการต่อต้านการถูกทำให้ลืม ความหวังคือการต่อต้านการลอยนวลพ้นผิด และความหวังคือการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าสังคมหนึ่งจะปล่อยให้ใครคนหนึ่งถูกทำให้หายไปได้ โดยไม่มีคำตอบ ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่มีความยุติธรรม”
ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเป็นหนึ่งในผู้ใกล้ชิดวันเฉลิม กล่าวว่า 6 ปี ที่ผ่านมา เป็นเวลาที่ยาวนาน ยาวนานสำหรับครอบครัวที่ยังคงเฝ้ารอคำตอบ ยาวนานสำหรับผู้ที่รักและคิดถึงวันเฉลิม และยาวนานสำหรับสังคมไทย ที่ยังต้องตั้งคำถามต่อไปว่าทำไมความจริงและความยุติธรรมจึงล่าช้าขนาดนี้

“การรำลึกในวันนี้ไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปมองความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่เป็นการยืนยันว่า ความทรงจำ ความรัก และความหวังของพวกเรายังคงดำรงอยู่
ประวัติศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลกได้แสดงให้เห็นว่า ความจริงอาจเดินทางอย่างเชื่องช้า แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องสูญหายไปพร้อมกับกาลเวลา หลายครอบครัวต้องรอเป็นสิบปี หลายสิบปี กว่าความจริงจะได้รับการเปิดเผย หลายคนอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่จนเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
แต่สิ่งที่ทำให้ความหวังยังดำรงอยู่ คือการที่มีผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่ารับช่วงกันสืบสานการต่อสู้ และไม่ยอมปล่อยให้ความทรงจำถูกกลืนหายไป ดังนั้น การอยู่ร่วมกันในวันนี้จึงไม่ใช่การไว้อาลัย แต่เป็นการประกาศว่า เราจะไม่ยอมให้ความเงียบมีอำนาจเหนือความจริง และเราจะไม่ยอมให้คนที่เรารักหายไปจากความทรงจำของสังคม”
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

