สภาผู้บริโภคฟ้อง Facebook-LINE-Apple และธนาคาร แทนเหยื่อแก๊งหุ้นปลอม มูลค่าเสียหาย 230 ล้านบาท

กองบรรณาธิการ TCIJ 8 มิ.ย. 2569 | อ่านแล้ว 348 ครั้ง

สภาผู้บริโภคฟ้อง Facebook-LINE-Apple และธนาคาร แทนเหยื่อแก๊งหุ้นปลอม มูลค่าเสียหาย 230 ล้านบาท

สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่งรัชดาแทนผู้เสียหาย 10 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท โดยฟ้องทั้งกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ได้แก่ Facebook, LINE และ Apple ในฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภคที่ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบโฆษณาหลอกเหยื่อให้ลงทุนหุ้นปลอม รวมถึงธนาคารหลายแห่งในฐานผิดสัญญาที่ไม่แจ้งเตือนหรือระงับธุรกรรมผิดปกติ โดยสภาผู้บริโภคเน้นฟ้องถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศที่เป็นผู้ควบคุมระบบจริงด้วย

เว็บไซต์สภาผู้บริโภค รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความและตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ยื่น ฟ้องเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์มข้ามชาติอื่น ๆ รวมถึงธฯาคารหลายแห่ง เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง รัชดา เพื่อเอาผิดแพลตฟอร์มข้ามชาติและธนาคารหลายแห่ง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค และกลุ่มธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินในฐานผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค พร้อมเรียกเงินคืนและค่าเสียหาย เนื่องจากเห็นว่าแพลตฟอร์มและธนาคารปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบของตนหลอกลวงผู้บริโภค ทั้งที่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องตรวจสอบและป้องกัน

นันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยว่า ผู้เสียหายทั้ง 10 ราย มีรูปแบบความเสียหายคล้ายกัน คือเห็นโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) หรือเพจเชิญชวนเรียนรู้การเล่นหุ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนถูกหลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีของมิจฉาชีพ ทุกคดีจึงฟ้องบริษัทกลุ่มแพลตฟอร์มเป็นจำเลย รวมถึงจำนวนธนาคารที่เกี่ยวข้องตามเส้นทางการเงินของผู้เสียหายในแต่ละราย โดยทั้งสิบรายเกิดความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวถือเป็นคดียุทธศาสตร์ จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และแม้จะมีผู้เสียหายหลายรายก็ไม่อาจฟ้องเป็นคดีกลุ่มได้ เพราะลักษณะข้อเท็จจริงแตกต่างกัน จึงต้องแยกฟ้องเป็นรายกรณีนำร่อง

สำหรับคดีตัวอย่างที่ยื่นฟ้องในวันนี้ แบ่งกลุ่มบริษัทที่ถูกฟ้องร้องเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1. กลุ่มแพลตฟอร์ม มีบริษัท เมตา (Meta Platforms, Inc) ที่เป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก (Facebook) เจ้าของบริษัท ไลน์ (LINE) และบริษัท แอปเปิล (Apple) 2. กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยพฤติการณ์หลอกลวงของมิจฉาชีพเริ่มจากผู้เสียหายที่ต้องการเรียนเทรดหุ้นและค้นหาข้อมูลในเฟซบุ๊ก ระบบอัลกอริทึมจึงแสดงโฆษณาเพจปลอม ที่แอบอ้างชื่อและภาพของอินฟลูเอนเซอร์สอนหุ้นที่มีตัวตนจริง ก่อนพาเข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกกว่า 328 คน มีการเปิดคลิปเสียงจริงและนำข้อมูลหุ้นจริงในตลาดมาประกอบการสอนจนดูน่าเชื่อถือ จากนั้นชักชวนให้ซื้อหุ้น โดยอ้างโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ที่มีตัวตนจริงพร้อมระบุว่าต้องโหลดแอปจาก แอปสโตร์ (App Store) หรือกูเกิลเพลย์สโตร์ (Google Play Store) เพื่อใช้งาน หลังจากติดตั้งแอปแล้ว

สำหรับสาเหตุของการฟ้องร้อง นันณภัชสรณ์ อธิบายว่า การกระทำความผิดของแพลตฟอร์มและสถาบันทางการเงิน เกิดจากกลุ่มมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์ม เป็นช่องทางในการกระทำความผิด ดังนั้น หากไม่มีแพลตฟอร์มโฆษณาของเฟซบุ๊กหรือเมตา ไม่มีช่องทางสื่อสารของไลน์ ไม่มีช่องทางให้ดาวน์โหลดแอปของแอปเปิล หรือไม่มีธนาคารที่เป็นช่องทางโอนหรือรับโอนเงิน หากส่วนใดส่วนหนึ่ง “ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ตามวิชาชีพแห่งตน” ความเสียหายจะไม่เกิด

กล่าวคือ การที่มิจฉาชีพสามารถหลอกลวงผู้บริโภคได้ต่อเนื่องเหมือนเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เกิดจากความบกพร่องของแพลตฟอร์มและสถาบันทางการเงิน เป็นช่องทางที่ให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้การฟ้องร้องในครั้งนี้แตกต่างจากคดีอื่นคือการฟ้องให้ถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมระบบการควบคุมการโฆษณาหลอกลวงตัวจริง กำหนดนโยบายทั่วโลก ราคา ส่วนแบ่งรายได้ และรับกำไรสุทธิในท้ายที่สุด หากฟ้องเฉพาะบริษัทลูกในประเทศไทย หน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงผู้ประสานงาน สนับสนุน และส่งเสริมธุรกิจในประเทศ ด้านการตลาดและการขาย โดยไม่มีอำนาจควบคุมระบบ สภาผู้บริโภคจึงต้องฟ้องทั้งบริษัทแม่ที่ควบคุมระบบจริง และบริษัทลูกที่เป็นคู่สัญญาเก็บเงินค่าบริการในประเทศไทย รวมถึงบริษัทในไอร์แลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเงินด้วย เพราะรายได้จากค่าโฆษณาถูกกำหนดให้ไหลเข้าบัญชีในประเทศไอร์แลนด์

ส่วนธนาคารเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของเส้นทางการเงิน ทั้งธนาคารต้นทางและปลายทาง และด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ธนาคารย่อมต้องเห็นความผิดปกติก่อน แต่กลับไม่มีการแจ้งเตือนหรือระงับการทำธุรกรรมแต่อย่างใด

ตั้งเป้าเปลี่ยนแปลงระบบ เพื่อหยุดเหยื่อรายใหม่

สารี ได้กล่าวชื่นชมผู้เสียหายที่กล้าตัดสินใจลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม แม้หลายคนจะสูญเสียเงินเก็บจำนวนมากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงมีหนึ่งรายที่เสียชีวิต แต่ยังคงเดินหน้าต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง และป้องกันไม่ให้ผู้บริโภครายอื่นตกเป็นเหยื่อซ้ำรอย โดยเห็นว่า การออกมาเปิดเผยปัญหาและร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไข ไม่เพียงเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพร้อมให้การสนับสนุนและยืนเคียงข้างผู้เสียหายจนกว่ากระบวนการเรียกร้องความเป็นธรรมจะบรรลุผล

“ความเสียหายของผู้บริโภคต้องเรียกร้องไปให้ถึงคนที่คุมระบบและผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียหายแบกความเสียหายเพียงลำพัง” สารี กล่าวและว่า การฟ้องครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและป้องปรามให้แพลตฟอร์มและธนาคารยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ปัจจุบันยังขาดบทลงโทษชัดเจน ขาดกลไกการเยียวยาความเสียหายผู้บริโภคต้องฟ้องร้องด้วยตนเอง อีกทั้งผลของการดำเนินคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานและเป็นตัวอย่างให้ผู้เสียหายรายอื่นนำมาปรับใช้เพื่อพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของตนเองได้

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคขอเชิญชวนผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมแชร์ประสบการณ์ ผ่านแฮชแท็ก #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว และ #เฟซบุ๊กเพื่อนลัก ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลงทุนหรือภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนได้ที่สภาผู้บริโภค ผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: