JustPow ชี้ 18 ปี คนไทยจ่ายค่า Adder ไปแล้ว 344,996.84 ล้านบาท

กองบรรณาธิการ TCIJ 19 พ.ค. 2569 | อ่านแล้ว 97 ครั้ง

จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาเปิดเผยพร้อมสนับสนุนตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุ และทำให้ต้นทุนการผลิตและราคารับซื้อไฟฟ้าในอดีตไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่ต้นทุนลดลงอย่างมาก และยังส่งผ่านภาระมายังค่าไฟฟ้าของประชาชนประมาณหน่วยละ 13 – 17 สตางค์

JustPow ชวนทำความรู้จักกับกลไก Adder ที่ส่งผลกระทบต่อบิลค่าไฟของคนไทยทุกคน และย้อนดูข้อมูลว่า 18 ปีที่ผ่านมา คนไทยจ่ายค่า Adder ไปเท่าไหร่แล้ว

Adder คืออะไร ส่งผ่านมายังบิลค่าไฟของเราได้ยังไง 

ในอดีตประเทศไทยมีความต้องการที่จะส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2547-2558 (PDP 2004) ที่กำหนดให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบาย Renewable Portfolio Standard (RPS) ร้อยละ 5 ของกำลังผลิตโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2004 ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2549  คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผ่านการกำหนดส่วนเพิ่มอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จากราคารับซื้อไฟฟ้า ตามระเบียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) และ โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) กล่าวคือ ภาครัฐจะรับซื้อไฟฟ้าโดยให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มนี้ ซึ่งจะจ่ายค่าไฟฟ้าแยกเป็น 2 ส่วนคือ 

1. ค่าไฟฟ้าขายส่ง ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยหน่วยละ 3.1617 บาท

2. ค่า Adder โดยมีอัตรารับซื้อและระยะสัญญาแตกต่างกันไปตามแต่ประเภท ดังนี้

  • โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้รับ Adder 8 บาท/หน่วย สัญญาเริ่มจ่าย ธันวาคม 2554 สิ้นสุด สิงหาคม 2565 ภายหลังในปี 2556 มีการปรับลดเป็น 6.5 บาท/หน่วย สัญญาเริ่มจ่าย ธันวาคม 2556 สิ้นสุด มีนาคม 2569
  • โรงไฟฟ้าพลังงานลม ได้รับ Adder 3.5 บาท/หน่วย สัญญาเริ่มจ่าย มกราคม 2555 สิ้นสุด เมษายน 2572
  • โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ ได้รับ Adder 3.5 บาท/หน่วย สัญญาเริ่มจ่าย สิงหาคม 2558 สิ้นสุด เมษายน 2568
  • โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล (กากอ้อย) ได้รับ Adder 0.3 บาท/หน่วย สัญญาเริ่มจ่าย กันยายน 2554 สิ้นสุด พฤษภาคม 2570

โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จะจ่ายค่า Adder ให้โรงไฟฟ้า SPP ส่วนการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะจ่ายให้โรงไฟฟ้า VSPP และสามารถต่ออายุสัญญาได้ทุก 5 ปี

แม้ว่ามาตรการ Adder ตั้งขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้ประกอบการเอกชนเพื่อขยายการลงทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่อัตราการรับซื้อเป็นราคาที่ผันผวนตามราคาค่าไฟฟ้าขายส่ง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายมีความผันผวนอย่างมาก อีกทั้งยังไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในอนาคตที่มีแนวโน้มลดลงจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น 

การรับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่สูงจากการบวกค่า Adder ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหลายแห่งมีสัดส่วนรายได้จากค่า Adder เป็นจำนวนไม่น้อย เช่น กลุ่ม บมจ. บีซีพีจี (BCPG) จากรายงานประจำปีระบุว่า ปี 2564 มีรายได้จากค่า Adder สูงถึง 2,157 ล้านบาท คิดเป็น 45.2% จากรายได้รวมการจําหน่ายไฟฟ้าทั้งหมด แต่เมื่อ Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทยอยหมดสัญญาลง รายได้จากค่า Adder ก็ลดลง ปัจจุบัน BCPG ระบุรายได้จากค่า adder เหลือเพียง 48.17 ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็น 1.36% ของรายได้จากการดำเนินการรวมในปี 2568 

หลังจากประเทศไทยใช้การรับซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder มาระยะหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557 กพช. ได้มีมติให้ กกพ. ประกาศหยุดการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Adder และปรับเปลี่ยนมาเป็นมาตรการรับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff (FiT) แทน แต่อย่างไรก็ตามในสัญญา Adder ที่โรงไฟฟ้าต่างๆ ได้ไปนั้น ระบุว่าหากสัญญาระบุลงแต่มีความประสงค์ที่จะต่อสัญญาออกไป โรงไฟฟ้าที่ได้สัญญา Adder จะสามารถต่อสัญญาขายไฟ้าได้อีกครั้งละ 5 ปี ต่อเนื่องไปโดยอัติโนมัติแบบไม่มีวันหมดอายุสัญญาจนกว่าโรงไฟฟ้าจะหมดอายุ โดยปัจจุบันพบว่ามีโรงไฟฟ้าที่ยังได้สัญญา Adder รวมกำลังการผลิตประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ 

18 ปีที่ผ่านมา เราจ่ายค่า Adder ไปเท่าไหร่แล้ว

เอกสารสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในส่วนค่าเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้าของ กฟผ.และค่าใช้จ่ายตามนโยบายที่รัฐกำหนด ได้ระบุประมาณการจำนวนเงินอุดหนุน Adder สำหรับโรงไฟฟ้า SPP และ VSPP ไว้ ซึ่งเมื่อนำมารวมแล้วตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2568 จะมีประมาณการค่าใช้จ่ายในส่วนของ Adder ที่ส่งผ่านมาในค่า Ft รวม 344,996.84 ล้านบาท เฉพาะปี 2568 มีการจ่ายค่า Adder ไปแล้ว 14,487.09 ล้านบาท 

จากข้อมูลจะเห็นว่าตัวเลข Adder พุ่งสูงที่สุดในปี 2564 อยู่ที่ 38,717.74 ล้านบาท จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับสัญญา Adder กำลังทยอยหมดสัญญาลง 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องให้ความสนใจตามมาก็คือค่า FiT ที่กำลังทยอยเพิ่มขึ้นแทนค่า Adder ที่ใกล้จะหมดสัญญาลง ในปี 2568 มีการประมาณการจ่ายค่า FiT อยู่ที่ 14,465 ล้านบาท นอกจากจะเริ่มสูงกว่าค่า Adder แล้ว ยังมีแนวโน้มกลายเป็นภาระต้นทุนหลักในอนาคต เพราะโรงไฟฟ้าใหม่ๆ จากโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 กำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบ 

โครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 นี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 2 รอบ ได้แก่ โครงการรอบแรก เปิดให้รับซื้อไปเมื่อช่วงปี 2565 มีผู้ผ่านคัดเลือก 175 โครงการ ปริมาณไฟฟ้ารับซื้อรวม 4,852.26 เมกะวัตต์ โดยมีการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับผู้ผ่านการคัดเลือกไปจนเกือบครบแล้ว และโครงการรอบเพิ่มเติม เปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีกจำนวน 3,668.5 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการจากรอบเพิ่มเติมนี้ก็เริ่มทยอยเซ็นสัญญาแล้วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น วันที่ 7 เมษายน 2569 บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 3 โครงการ กับ กฟผ. เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดอัตรารับซื้อที่ 2.1579 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุสัญญา 25 ปี

จากการที่ กกพ. ออกมาสนับสนุนรัฐบาลให้แก้ไขสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประชาชนลงประมาณหน่วยละ 13 – 17 สตางค์ นั้น นอกจากการยกเลิก หรือปรับลดค่า Adder/FiT แล้ว ในค่าไฟนั้นยังมีค่าความพร้อมจ่ายจากสัญญาแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (take or pay) ที่ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เพื่อสะท้อนต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เอกชนผู้ลงทุนต้องจ่ายไปก่อน โดยจะจ่ายเป็นรายเดือนให้โรงไฟฟ้ากลุ่มเอกชนรายใหญ่ (IPP) เรียกว่าค่า Availability Payment (AP) และจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ในชื่อค่า Capacity Payment (CP) โดยในปี 2568 มีการประมาณการค่าความพร้อมจ่าย AP และ CP ที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมด 105,586.51 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่หนักกว่า Adder และ FiT ทั้งหมดรวมกัน 

โดยจากข้อมูลโครงสร้างค่าไฟฟ้าเรียกเก็บปี 2568 (รอบมกราคม-เมษายน) ซึ่งอยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย เรียงลำดับต้นทุนจากราคาสูงไปต่ำจะ ประกอบด้วย 1. ค่าใช้จ่ายผลิตไฟฟ้า เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า เฉลี่ย 2.23 บาท/หน่วย (53.73%) 2. ค่าความพร้อมจ่าย 80 สตางค์/หน่วย (19.25%) 3.ค่าต้นทุนระบบจำหน่าย 51 สตางค์/หน่วย (12.29%) 4. ค่าต้นทุนระบบส่ง ประมาณ 24 สตางค์/หน่วย (5.78%) 5. คืนค่า AF สะสมบางส่วน ประมาณ 20 สตางค์/หน่วย (4.87%) 6. ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ เช่น Adder และ FiT ประมาณ 17 สตางค์/หน่วย (4.09%) 

จะเห็นว่าหากมีการพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องค่าความพร้อมจ่าย จะสามารถช่วยลดค่าไฟลงได้ถึง 80 สตางค์/หน่วย เลยทีเดียว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: