ปตท. เผยผลประกอบการ 1/2569 ธุรกิจเทรดดิ้ง-ปิโตรเคมีและการกลั่น กำไรเพิ่ม 10.4% จากปีก่อนหน้า

กองบรรณาธิการ TCIJ 18 พ.ค. 2569 | อ่านแล้ว 460 ครั้ง

ปตท. เผยผลประกอบการ 1/2569 ธุรกิจเทรดดิ้ง-ปิโตรเคมีและการกลั่น กำไรเพิ่ม 10.4% จากปีก่อนหน้า

ปตท. และบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความผันผวนจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงถึง 121.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปิโตรเคมีและการกลั่น โดยค่าการกลั่นและกำไรสต๊อคน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สินทรัพย์รวม ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 3,583,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6%

เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 Energy News Center รายงานว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ส่งรายงานงบการเงินแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยผลการดำเนินงานสามเดือนแรกของปี 2569 และฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่เป็นผลพวงจากความขัดแย้งอันนำไปสู่ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อย สามารถทำกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% หรือ 2,423 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีกำไร 23,315 ล้านบาท และ ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3,583,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 313,556 ล้านบาท หรือ 9.65% จาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่มีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,269,660 ล้านบาท

สรุปผลการดำเนินงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีรายละเอียดดังนี้

แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 1 ปี 2569 (1Q2569) ยังขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2568 (4Q2568) แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลลบต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ 1Q2569 ปิดที่ 121.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากใน 4Q2568 ซึ่งปิดที่ 61.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับในไตรมาส 1 ปี 2568 (1Q2568) โดยใน 1Q2568 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 34.1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ใน 1Q2569 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 31.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปตท. ได้ติดตามและบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์ (PTT ICS) และประสานงานกับบริษัทในกลุ่มและหน่วยงานของรัฐ พร้อมทั้งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งนอกพื้นที่ความขัดแย้งทำให้สามารถเดินเครื่องหน่วยผลิตน้ำมันสำเร็จรูป สารปิโตรเคมีและไฟฟ้าได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศและรักษาความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่ตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ ปตท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังคงดำเนินโครงการสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผลการดำเนินงาน(Performance Uplift) ร่วมกันในกลุ่ม ผ่านโครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformationผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้ในการทำงานอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว เป็นผลให้ ปตท. และบริษัทย่อย ยังคงมีผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568

ใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 80,250 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.6 จากใน 4Q2568 ที่จำนวน 638,479 ล้านบาท โดยหลักจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายลดลง ประกอบกับรายได้ของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาและปริมาณขายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น จากปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) Propane และก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL) ตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับใน 1Q2569 ไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ ขณะเดียวกันราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาปิโตรเคมีในตลาดที่ใช้อ้างอิง ในส่วนธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากลูกค้ากลุ่มโรงไฟฟ้าที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับมีการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 9-10 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ทำให้มีการเรียกรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมจะปรับลดลงตามราคาที่อ้างอิง

ใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จำนวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,258 ล้านบาท หรือร้อยละ 49.3 จากใน 4Q2568 ที่จำนวน 77,621 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด(Market GRM) และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงกำไรสต๊อคน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น โดยใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกำไรประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ใน 4Q2568 มีผลขาดทุนประมาณ 8,200 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบและปริมาณการขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าเสื่อมราคาลดลง นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ ก็มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ รวมถึงปริมาณการขายรวมและราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นตามที่กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลงจากรายได้ที่ลดลงตามปริมาณการจองและการปรับลดอัตราค่าบริการขนส่งก๊าซฯ ส่วนของต้นทุนผันแปร (Tc) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2569 ประกอบกับธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) ใน 1Q2569

ใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 204 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 0.8 จากใน 4Q2568 ที่จำนวน 25,534 ล้านบาท อย่างไรก็ตามใน 1Q2569 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยหลักมาจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในบริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ขณะที่ใน 4Q2568 รับรู้เป็นกำไรประมาณ 9,300 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรจากการจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะของเงินลงทุนใน Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ของบริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จำกัด (PTTGM)

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

ใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 18,506 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.6 จาก 1Q2568 ที่จำนวน 700,223 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง ประกอบกับปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามราคา Pool Gas และราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับลดลงตามราคาอ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซฯ มีรายได้ลดลงตามปริมาณจองที่ลดลง รวมถึงการปรับลดอัตราค่าบริการขนส่งก๊าซฯ ทางท่อผ่านระบบส่งก๊าซฯ ส่วนของต้นทุนผันแปร (Tc) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2569 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น จากปริมาณการขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ LPG และ Propane ตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

ใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,379 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.6 จากใน 1Q2568 ที่จำนวน 94,500 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงกำไรสต๊อคน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น โดยใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกำไรประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ใน 1Q2568 มีผลกำไรประมาณ 1,500 ล้านบาท ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ และปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นตามที่กล่าวข้างต้น อีกทั้ง กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 และปริมาณการขายรวมที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นใน 1Q2569 ประกอบกับราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) ใน 1Q2569

ใน 1Q2569 ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 10.4 จากใน 1Q2568 ที่จำนวน 23,315 ล้านบาท อย่างไรก็ตามใน 1Q2569 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ใน GCP ของ GC ประกอบกับใน 1Q2568 รับรู้เป็นผลขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาทโดยหลักจากส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าสุทธิกับการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) (UCHA) ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)

ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569

ปตท. ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับแผนการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในกลุ่ม ภายใต้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานทางธุรกิจ ความสามารถในการดำเนินงาน และศักยภาพในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานยังคงมีความผันผวน โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,583,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 313,556 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.6 จาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่มีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,269,660 ล้านบาท โดยหลักจากสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น จากเงินวางหลักประกัน (Margin call) ของ PTT International Trading Pte. Ltd. (PTTT) และลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านปริมาณและราคาที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้น จากกิจกรรมการจัดหาเงิน และเงินสดรับจากการดำเนินงาน

โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,844,505 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 227,329 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.1 จาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่มีหนี้สินรวมจำนวน 1,617,176 ล้านบาท โดยหลักจากหนี้สินตราสารอนุพันธ์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น และการกู้ยืมเงินระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 1,738,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 86,227 ล้านบาท จาก ณ วันที่ 31ธันวาคม 2568 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 1,652,484 ล้านบาท โดยหลักจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) และผลต่างการแปลงค่างบการเงินตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ขณะที่กำไรสะสมเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ของ ปตท. และบริษัทย่อย

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: