มุสลิมไทยกับความท้าทายในการก้าวข้ามกรอบจารีต บทเรียนจากมาเลเซีย-อินโดนีเซียที่เปิดกว้างกว่า

เต่าญี่ปุ่น 15 พ.ค. 2569 | อ่านแล้ว 276 ครั้ง


มุสลิมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ และดูเหมือนว่าในแง่ของเสรีภาพและการเปิดรับความหลากหลาย เราอาจยังก้าวไปได้ไม่ไกลเท่ากับมุสลิมในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามอย่างสหพันธรัฐมาเลเซียและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ในช่วง 2-3 วันมานี้ สังคมไทยได้ตั้งคำถามกับพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่ใช้ศาสนามาเป็นข้ออ้าง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ซอยรามคำแหง 53 หรือล่าสุดกรณีโรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่งที่ยึดโทรศัพท์นักเรียนและเรียกเก็บเงินเพื่อแลกกับการรับคืน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่ผู้บริหารโรงเรียนกลับออกมาปกป้องบุคลากรที่กระทำการดังกล่าว แทนที่จะยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง

ในอดีต ผู้เขียนเคยมีเพื่อนที่เติบโตมาจากโรงเรียนสอนศาสนา (ปอเนาะ) ในลักษณะนี้ และพบว่ากฎเกณฑ์หลายอย่างนั้นรุนแรงและไร้มนุษยธรรมยิ่งกว่าโรงเรียนรัฐบาลเสียอีก เช่น การห้ามใช้เตารีดไฟฟ้าแต่บังคับให้ใช้เตารีดถ่าน (ซึ่งต่อมาต้องยกเลิกไป), การห้ามฟังเพลงอย่างเด็ดขาด หรือการบังคับให้นั่งเรียนกับพื้น กฎเกณฑ์เหล่านี้มักถูกอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขัดเกลาจิตใจ แต่ในทางกลับกัน มันกลับเป็นการจำกัดเสรีภาพและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างน่าตั้งคำถาม

ภาพลักษณ์มุสลิมไทยที่ถูกผูกติดกับกฎระเบียบที่ไร้สาระและผิดกฎหมายเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะในความเป็นจริง ประเทศไทยมีมุสลิมที่เก่งและมีความสามารถมากมาย โดยเฉพาะมุสลิมไทยที่ไปเติบโตในประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย ซึ่งคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์และวิชาการระดับโลก จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าอดเปรียบเทียบมุสลิมไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียไม่ได้

สหพันธรัฐมาเลเซียและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แม้จะเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ แต่พลเมืองของเขากลับมีความเปิดกว้างและยืดหยุ่นทางวัฒนธรรมสูงกว่ามุสลิมในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด ผ่าน 3 ตัวอย่างที่ผู้เขียนได้สัมผัสมาโดยตรง

1. พลังของคอมมูนิตี้สาววายและอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งสองประเทศมีกลุ่มแฟนคลับ "สาววาย" ที่ใหญ่มาก อุตสาหกรรมซีรีส์วาย (ชายรักชาย) ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เข้าร่วมทัวร์ซีรีส์วายที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้แฟนคลับได้ท่องเที่ยวร่วมกับนักแสดงไทย สิ่งที่น่าประทับใจคือผู้ที่ซื้อทัวร์จำนวนมากเป็นชาวมุสลิมที่แต่งกายตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัดแต่กลับเปิดใจรับสื่อบันเทิงที่มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดมุสลิมไทยจึงยังไม่สามารถเปิดกว้างในระดับนี้ได้

2. เสรีภาพในการแสดงออกต่อสิ่งที่รัก ในคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลี (K-Pop) ทั้งในไทยและอินโดนีเซีย เราจะพบแฟนคลับชาวมุสลิมเสมอ แต่สิ่งที่ต่างกันคือที่อินโดนีเซีย แฟนคลับมุสลิมสามารถกรี๊ดและแสดงออกถึงความชื่นชอบต่อศิลปินได้อย่างเต็มที่และเปิดเผยในที่สาธารณะ ผิดกับมุสลิมไทยจำนวนมากที่ต้องเก็บกดความรู้สึก เพื่อนของผู้เขียนหลายคนต้องมี "ตัวตนที่แตกต่างกัน" เมื่ออยู่กับเพื่อนสนิท เมื่ออยู่ในสังคมมุสลิม และเมื่ออยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ยังมีการกดทับตัวตนสูงกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนชาวมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย

3. การมีอยู่ของโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับคนข้ามเพศ ในปี 2019 ผู้เขียนได้อ่านบทความจากสำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ที่กล่าวถึง “ผู้นำปอเนาะกะเทยอินโดฯ ได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชน” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากในสายตาของมุสลิมที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มักสอนว่าศาสนารังเกียจกลุ่ม LGBTQ+บุคคลสำคัญคนนั้นคือ ชินตา รัตนารี (Shinta Ratri) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนประจำสอนศาสนาอิสลาม "อัล-ฟาตะฮ์" (Al-Fatah) ในเมืองยอร์กยาการ์ตา โรงเรียนแห่งนี้คือ "Pesantren" สำหรับคนข้ามเพศแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก เพื่อให้กลุ่ม "วารียา" (Waria) หรือคนข้ามเพศในอินโดนีเซียได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการปฏิบัติศาสนกิจ ซึ่งมักจะถูกกีดกันจากมัสยิดกระแสหลักความกล้าหาญของชินตา ทำให้เธอได้รับรางวัล Front Line Defenders Award 2019 ในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แม้ในปี 2016 โรงเรียนจะเคยถูกกดดันจากกลุ่มหัวรุนแรงจนต้องปิดตัวลง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้และเจรจาจนสามารถเปิดได้อีกครั้ง เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า "สิทธิในการใกล้ชิดพระเจ้าเป็นของทุกคน" โดยไม่เกี่ยงอัตลักษณ์ทางเพศวาทะหนึ่งของเธอที่ก้องกังวานไปทั่วโลกคือ

"เราต้องการพิสูจน์ว่า แม้เราจะเป็นคนข้ามเพศ แต่เราก็ยังเป็นมุสลิมที่ดีได้ และเราก็มีสิทธิที่จะเรียนรู้ศาสนาเหมือนกับคนอื่นๆ" ชินตา รัตนารี

แม้ชินตาจะเสียชีวิตลงในปี 2023 แต่ตำนานการต่อสู้ของเธอยังคงเป็นประจักษ์พยานสำคัญว่า อิสลามในประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกอย่างอินโดนีเซีย สามารถตีความและอยู่ร่วมกับความหลากหลายได้อย่างมีมนุษยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มุสลิมในไทยอาจต้องย้อนกลับมาทบทวนว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะก้าวข้ามกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย เพื่อไปให้ถึงจุดที่ศาสนาคือเรื่องของความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนอย่างแท้จริง

“ซึ่งเรื่องก้าวหน้าขนาดนี้ไม่มีในชุมชนมุสลิมของไทยเลย”

ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า สิ่งที่ทำให้มุสลิมไทยมีสภาวะที่น่าอึดอัดใจกว่า คือการต้องเผชิญกับการ "ถูกกดขี่สองชั้น" (Double Oppression) ซึ่งประกอบด้วย

1. การถูกกดทับจากกรอบจารีต "ความเป็นไทย" ในฐานะชนกลุ่มน้อย มุสลิมไทยมักถูกคาดหวังให้กลืนกลายไปกับวัฒนธรรมกระแสหลัก หรือที่เรียกว่า "ความเป็นไทยแบบรวมศูนย์" หลายครั้งที่มุสลิมถูกมองว่าเป็น "คนอื่น" ในชาติตนเอง หากไม่ปฏิบัติตามจารีตหรือขนบธรรมเนียมบางอย่างของรัฐ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงออกทางอัตลักษณ์ที่ชัดเจนเกินไปมักถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงจากสังคมส่วนใหญ่ ทำให้มุสลิมไทยต้องคอยระมัดระวังตัวเพื่อให้ดูเป็น "มุสลิมที่เชื่อง" ในสายตาของรัฐและสังคมไทย

2. การถูกกดทับจาก "จารีตอิสลามแบบไทยๆ" ในขณะเดียวกัน เมื่อหันกลับมาในสังคมมุสลิมด้วยกันเอง พวกเขากลับต้องเจอกับกรอบจารีตของศาสนาที่ถูกตีความแบบคับแคบและเข้มงวดเกินจำเป็น (Strict Conservatism) ซึ่งมักผสมปนเปไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนกลายเป็นกฎระเบียบที่ไร้ความยืดหยุ่น เช่น กรณีการยึดโทรศัพท์ไถเงิน หรือการตั้งกฎเกณฑ์ในปอเนาะที่รุนแรงเกินกว่ากฎหมายบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แก่นแท้ของศาสนาในระดับสากล แต่มันคือการใช้อำนาจนิยมในคราบศาสนาเพื่อควบคุมคนในชุมชน การตกอยู่ตรงกลางระหว่าง "ต้องเป็นคนไทยที่เรียบร้อย" และ "ต้องเป็นมุสลิมที่อยู่ในโอวาทของผู้นำศาสนาท้องถิ่น" ทำให้พื้นที่ยืนของมุสลิมที่มีความคิดสร้างสรรค์หรือมีความหลากหลายทางเพศแทบจะไม่มีเหลือ

นอกจากนี้ สังคมมุสลิมไทยยังขาดพื้นที่ถกเถียงทางปัญญา (Intellectual Space) ประเทศไทยมีองค์กรศาสนาอิสลามไว้เพื่อต่อยอดจารีต สงบเสงี่ยม เป็นลูกที่ดีของผู้ที่มีอำนาจนำ ทำให้สังคมมุสลิมไทยขยับได้ช้ากว่ามุสลิมในอินโดนีเซีย ในสาธารณรัฐอินโดนีเซียมีองค์กรศาสนาขนาดใหญ่อย่าง Nahdlatul Ulama (NU) หรือ Muhammadiyah ที่มีปัญญาชนมุสลิมสายก้าวหน้าออกมาตีความศาสนาให้เข้ากับโลกสมัยใหม่และสิทธิมนุษยชนอยู่ตลอดเวลา ทำให้สังคมเกิดการ "ถกเถียง" และหาทางออกร่วมกันได้ แต่กลับกันในประเทศไทยองค์กรทางศาสนามักมาพร้อมกับการผูกขาดความถูกต้องแบบจารีตดั้งเดิม ไม่มีความพยายามในการตีความใหม่ หรือทำกิจกรรมอื่นใดที่นอดขนบเลย อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความเป็นจารีตแบบไทยไปอีกด้วย

หากมีใครสักคนตั้งคำถามกับกฎเกณฑ์ที่ดูไม่สมเหตุสมผล (เช่น เรื่องการยึดโทรศัพท์ หรือกฎในปอเนาะ) มักจะถูกตีตราทันทีว่า "ศรัทธาอ่อนแอ" หรือ “ถูกล้างสมองโดยวัฒนธรรมตะวันตก” สุดท้ายมุสลิมไทยก็เลือกที่จะ “เงียบ” เพราะเชื่อว่าความเงียบคือความปลอดภัย ทำให้มุสลิมที่มีศักยภาพหรือมีความคิดสร้างสรรค์เลือกที่จะ เงียบหรือปลีกตัวออกจากสังคมศาสนาไปเลย เพื่อตัดความรำคาญใจ ผลที่ตามมาคือ สังคมมุสลิมไทยจึงขาด "เสียงของปัญญาชนรุ่นใหม่" ที่จะมาช่วยดึงให้สังคมก้าวไปข้างหน้า

การที่เราเห็นมุสลิมอินโดนีเซียเปิดใจให้กับ LGBTQ+ หรือเห็นมุสลิมมาเลเซียกรี๊ดศิลปินเกาหลีได้โดยไม่รู้สึกผิดบาป ไม่ใช่เพราะเขานับถือศาสนาน้อยลง แต่เป็นเพราะเขา "ก้าวข้ามการมองศาสนาเป็นเพียงชุดคำสั่งควบคุมพฤติกรรม" ไปสู่การมองว่าศาสนาคือแรงผลักดันทางจิตวิญญาณที่อยู่ร่วมกับความเป็นมนุษย์ได้ บทความนี้จึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อความสะใจ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า มุสลิมไทยควรได้รับสิทธิในการหายใจที่ทั่วท้องมากกว่านี้ หลุดพ้นจากการถูกกดขี่สองชั้น เพื่อที่จะได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทยและโลกใบนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย เหมือนกับที่ชินตา รัตนารี ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: