จากเอาตัวรอดสู่เรียกร้องสิทธิ 'เกย์มุสลิมไทย' และการต่อรองอัตลักษณ์ข้ามทศวรรษ

กองบรรณาธิการ TCIJ 13 พ.ค. 2569 | อ่านแล้ว 146 ครั้ง


ในปี 2558 ข้าพเจ้าได้ศึกษาและทำงานวิจัยเล่มแรกโดยมุ่งศึกษาการใช้ชีวิตของเกย์มุสลิมในสังคมในมิติการแสดงออกต่อสังคมและการนิยามตนเอง ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับเกย์มุสลิมทั้งหมด 4 คน ในวัยเด็กเกย์มุสลิมที่เติบโตมาในสังคมมุสลิมจะเติบโตมาเป็นเด็กเงียบ ๆ เรียบร้อย ผู้ศึกษาพบว่าเกย์มุสลิมนั้นเป็นเด็กที่เรียนดีและบางคนเก่งในด้านศาสนาอีกด้วย จากการสัมภาษณ์พวกเขาเชื่อว่าตนเองนั้นแตกต่างผู้ชายทั่วไป โดยความรู้สึกนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่จำความได้ แต่มักจะไม่เปิดเผยกับใคร เมื่ออยู่ในสังคมอื่น  อย่างในช่วงมัธยมปลายความมั่นใจในเพศของตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น เกย์มุสลิมได้เปิดเผยเพศที่แท้จริงออกมาและจะเปิดเพศที่แท้จริงต่อคนอื่นๆ ก็ต่อเมื่อเห็นว่าการเปิดเผยเพศที่แท้จริงนั้นจะไม่ส่งผลเสียต่อตนเอง เป็นการชั่งน้ำหนักว่าผลตอบรับจากคนอื่นๆ ที่กลับมาจะเป็นอย่างไร หรือบางครั้งการเปิดเผยนั้นไม่มีจุดเริ่มต้นในการบอกกล่าว ไม่ได้มีการพูดถูกว่า ‘ฉันเป็นเกย์นะ’ แต่จะเปิดตัวโดยปริยาย คือเป็นที่เข้าใจกันว่า คนคนนี้เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นเอง

“ตอนเด็กๆ ตอนประถมมีการให้ท่องสุขบัญญัติ 100 ประการ แล้วข้อที่ 9 ที่บอกว่าไม่เบี่ยงเบนทางเพศ พวกผู้ชายก็หันมาหาเรา แล้วก็มีบ้างนะที่ล้อว่า ไอ้ตุ๊ด ตอนนั้นเราโกรธนะแล้วเราก็เกลียดคำว่าเบี่ยงเบนทางเพศมาก มันเหมือนสังคมสร้างให้เราเกลียดการเป็นตัวเองอ่ะ ช่วงตอนนั้นก็ให้คำตอบกับตัวเองว่าเราคือผู้ชายเรียบร้อย เรายังคงเป็นผู้ชายอยู่ คำดูถูกก่อนจะเปิดเผยตัวตนก็เป็นประมาณนี้”

นอกจากคำพูดที่ดูถูกเหยียดเพศและลวนลามทางคำพูดก่อนที่เกย์มุสลิมจะเปิดตัวแล้วนั้น หลายครั้งที่การเป็นเกย์ก็ถูกจำกัดสิทธิต่างๆ โดยข้ออ้างที่บอกว่า ‘ผู้ชายเรียบร้อย’ ไม่อาจจะทำหน้าที่บางอย่างได้ อย่างเช่น การจำกัดสิทธิในการเป็นผู้นำ ทั้งๆที่เพื่อนสนับสนุนให้เป็นทั้งฝ่ายชายบางส่วนและฝ่ายหญิง โดยคุณครูที่ปรึกษาคัดค้านและให้เหตุผลว่าอาจจะดูแลเพื่อนไม่ทั่วถึง ควบคุมเพื่อนไม่ได้

“ตอนป.4 มีการเลือกหัวหน้าห้อง ซึ่งเราเรียนเก่งใช่ป่ะ เพื่อนก็เลือกเราเป็นหัวหน้าห้อง แต่ครูคัดค้าจ้า รู้ไหมครูให้เหตุผลว่าไงเพราะเราบอกว่าเราเป็นผู้ชายเรียบร้อย ครูเลยไม่อนุญาตให้เราเป็นหัวหน้าห้อง หลังจากนั้นมันเหมือนฝังหัวในความคิดของเพื่อนไว้ตลอดว่าเราไม่สมควรเป็นหัวหน้าห้อง คนแบบเราไม่สมควรที่จะเป็นผู้นำ”

เกย์มุสลิมอีกหนึ่งคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่แม่เป็นผู้นำครอบครัวทำให้เขากล้าแสดงออกอยู่บ้าน เพราะเชื่อมั่นว่าผู้ชายไม่ใช่เพศที่ครองโลก เวลาเขาเจอสิ่งที่จำกัดสิทธิของเขาเขามักจะพูด มักจะถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ บางครั้งอาจจะได้รับการแก้ไขแต่บางครั้งก็ต้องจำใจปล่อยให้ความไม่เท่าเทียมนั้นเกิดขึ้นเพราะมันอยู่เกินความสามารถของตนเองที่จะกระทำได้

“หนูไม่เคยถูกกระทำแบบไม่ยอมรับแบบตรงๆ เหมือนเรื่องแบบนี้เขาก็ไม่พูดกันหรอกแต่อาจจะเอาไปพูดลับหลังก็ได้นะ คือครอบครัวหนูแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวไง ผู้หญิงเป็นใหญ่แล้วแม่หนูก็ยอมรับหนูได้ ทำให้หนูเหมือนมีพลัง มีแรงบันดาลใจต่อสู้กับคนที่เข้ามาห้ามไม่ให้หนูทำอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างเคยมีตอนนึงตอนอยู่ ป.5 ครูพละเขาไม่ให้หนูเป็นหัวหน้าในคาบพละ หนูก็เถียงเขาเลยนะ ว่าทำไมหนูเล่นวอเล่ ได้นะ ครูก็ขี้เกียจรำคาญมั้ง เลยยอมให้หนูเป็นหัวหน้าคาบกีฬา ตอนแรกเขาจะให้นักฟุตบอลของโรงเรียนเป็น”

ปัญหาการแสดงออกทางเพศสภาพของเยาวชนเกย์มุสลิมในช่วงหลังการเปิดเผยตัวตนว่าเป็นเกย์ในช่วงแรกเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในตัวเองคือเราจะสับสนว่าเราควรจะเข้าหาคนอื่นในรูปแบบใดดี ในรูปแบบที่เป็นชายมากกว่าหญิง หรือเป็นหญิงมากกว่าชาย เพราะคนที่เป็นเกย์มักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มี 2 บุคลิก คือเป็นคนที่เรียบร้อย ชอบเก็บตัว เงียบมากกว่าพูด กับเป็นคนที่ชอบเฮฮา ปาร์ตี้ สร้างรอยยิ้ม ซึ่งคนส่วนใหญ่คาดหวังว่าเกย์เป็นแบบที่ 2 มากกว่า แต่เกย์ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเป็นที่ชอบเงียบ เรียบร้อยมากกว่าที่จะเป็นคนเฮฮา หรือตลก สร้างเสียงหัวเราะได้ทุกสถานการณ์ บางคนก็ถูกคนอื่นๆ กำหนดตัวตนให้ เพราะความสับสนว่าตัวเองจะแสดงออกต่อผู้อื่นยังไง ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะแสดงตัวตนอย่างไร ทำให้เกย์มุสลิมต้องปฏิบัติตนตามเพื่อน เพื่อนเป็นอย่างไรเกย์มุสลิมก็เป็นอย่างนั้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาคือการถูกดูถูกจากคนรอบข้างที่เกย์มุสลิมได้พบเจอ เช่น ครู แม่ค้า เป็นต้น ในช่วงแรกเกย์มุสลิมก็ยากที่จะทำใจยอมรับคำดูถูกเหล่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีทางออกจากคำดูถูกนั้น บ้างก็ปลอบใจด้วยการคิดว่าแม้เรื่องเพศเราจะผิดแปลก แต่ก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราเหนือกว่าเขา เช่น การเรียน เป็นต้น

“คือจริงๆ ตอนม.ต้นเรารู้ตัวเรามาตลอดนะ แต่ฝืนมันไว้ และคิดว่าจะไปเริ่มม.ปลายที่โรงเรียนใหม่ ต่อไปจะเป็นผู้ชายแล้วจีบหญิงแล้ว สุดท้ายไปที่โรงเรียนใหม่ สาวกว่าเดิมจ้า คือหลังจากเปิดตัวตอนม.4 เทอม 2 ปัญหาของเราคือเราไม่รู้จะเข้าสังคมแบบไหนดี เพราะเราเชื่อว่าตัวตนของเราอ่ะมี 2 แบบคือ แบบเกย์ทั่วๆไป วี้ดว้ายหน่อย หรือเป็นคนเก็บตัวเงียบๆ แต่ชอบแบบเก็บตัวเงียบๆมากกว่า นอกกจากนี้ก็ยังมีการถูกดูถูกบ้าง แต่ไม่ได้มีแค่เพื่อนเราที่ดูถูก บางครั้งถูกครู ถูกแม่ค้า ดูถูกบ้างตอนแรกๆเราโกรธนะไม่รู้จักเราแล้วทำไมมาว่าเรา เป็นเพศไหนแล้วหนักหัวแม่มึงเหรอ เคยคิดแบบนี้จริงๆนะ แต่พอนานๆ มันเหมือนถูกดูถูกเป็นปกติไหม ไม่แน่ใจนะ คือมันชาชินกับเรื่องพวกนี้ ดูถูกเราแล้วช่างมันให้ดูถูกไปเพราะเรามองว่าเราเหนือกว่าเขานะ อย่างเช่น ครูที่ดูถูกเรา ลูกเขาเรียนได้ดีเท่าเราไหม เด็กคนอื่นๆรักเขาหรือเปล่าหรือเอาแต่แช่งให้ตายวันตายคืน แม่ค้าร้านไหนที่ว่าเราเราก็จะไม่ไปซื้ออีก แล้วก็แช่งให้เจ๊งเร็วๆ คือไอคนพวกนี้อ่ะเติบโตมาในสังคมที่แคบมากๆ เลยยังไม่เติบโต เติบโตแต่ตัวสมองฝ่อหมดแล้ว เลยเป็นเรื่องที่ชิวๆไปเลย”

“คือหนูไม่ได้เปิดตัวแบบปังเลย คือหนูเริ่มๆเปิดตัวมาตั้งแต่ประถม มัธยมเลยแต่มาตอนพีคสุดคือม.5 ตอนนั้นบอกเลยแรดมาก ทำตัวเหมือนเกย์หรือกระเทยสาวๆ ที่ไปหาผู้ชายคนนั้นที คนนี้ที คือเอาจริงๆนะ ตอนนั้นเราสับสนมาก ว่าเราควรจะทำแบบไหน ตบไม่เลือกหรือจะเป็นเกย์คิ้วๆ ที่เรียบร้อย เราเลือกไม่ถูกจริงๆแล้วบังเอิญว่าเพื่อนๆ สังคมในโรงเรียนตอนนั้นเราอยู่สายลุยไง เพื่อนผู้หญิงของหนูสายตบอยู่แล้ว ก็เลยทำให้เราลุยๆ แรงๆ ตบลูกเดียวแบบเพื่อน มาดีขึ้นหน่อยตอนม.6 เพราะต้องสอบเข้ามหาลัย ก็เลยเริ่มจริงจัง ตัวตนเราก็กลับมา เรากลับรักศิลปะ ชอบวาดๆ เขียนๆ เป็นคนเรียบร้อยมากขึ้นตอนม.5 ตอนที่แรดมากๆ ก็เจอคนดูถูกเยอะมาก อย่างแรกคือพวกผู้ชายที่เราชอบไปลวนลามมันมันก็จะด่า จะว่า แต่เหมือนติดตลอด แล้วหนูไม่คิดอะไรด้วยนะ คิดว่าเขาหยอกเล่น เหมือนถ้าคนไหนด่าเราแรง เราก็ตบกลับ คือเราไม่ได้คิดไงว่าเขาไม่ชอบ นอกจากเพื่อนผู้ชายแล้วก็จะมีพวกขับรถมอไซย์รับจ้าง ที่ชอบบอกว่าเงี่ยนจัง ช่วยหน่อย หรือพวกขับเรือ คือบ้านหนูอยู่เกาะยาวใช่ไหม ก็ต้องนั่งเรือกลับบ้านแล้วพวกขับเรืออะ ก็จะพูดทำแดกอ่ะ ว่าค่ำๆมาหาพี่บ้างนะ แต่ถ้าเป็นคนแก่หน่อยก็จะบอกทำนองว่าเสียชาติเกิด เกิดมาเป็นชายแต่อยากเป็นหญิง แล้วหนูเป็นคนแรงอยู่แล้วใช่ไหมอ่ะ หนูก็ด่าแม่มันเลยทั้งวัยรุ่น ทั้งคนแก่ เขาก็ขำๆไปนะ เขาคงไม่โกรธหนูหรอก แต่หนูอะดิ โกรธพวกมันว่าแม่งขอให้ลูกมันเป็นบ้างเถอะ จะได้เข้าใจว่าคนเป็นเกย์เหมือนเป็นกรรมอ่ะ จะต้องเจออะไรมากมาย”

นอกจากการสับสนในตัวตนของตัวในช่วงแรกที่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นเกย์ และการดูถูกจากคนรอบข้างแล้ว ปัญหาของเกย์มุสลิมอีกอย่างก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการประกอบพิธีการที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั่นเอง

ปัญหาอีกด้านคือการถูกกีดกันไม่ให้เป็นผู้นำในช่วงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งๆ ที่ตัวเกย์มุสลิมก็มีความสามารถไม่แพ้หรืออาจจะเหนือกว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ในนั้นเพราะข้อจำกัดด้านเพศทำให้เขาไม่สามารถเป็นนำประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ และห้ามไม่ให้แสดงอัตลักษณ์ของเกย์มุสลิมในช่วงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ถึงกระนั้นเกย์มุสลิมก็พร้อมที่จะน้อมรับสิ่งเหล่านั้น ด้วยความน้อยเนื้อเชื่อใจว่าตัวเองก็ไม่เหมาะสมกับการทำหน้าที่ดังกล่าว หรือหากมีคนเห็นว่าไม่เหมาะสมก็พร้อมที่จะเป็นผู้ตาม เพราะเกย์มุสลิมเชื่อว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขาสามารถเป็นผู้นำได้

การนิยามตนเองของเกย์มุสลิม

กระบวนการต่อรองทางอัตลักษณ์ของเกย์มุสลิมนั้น หากเรามองผ่านกรอบของทฤษฎีความเป็นชายขอบซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้คำนิยาม แต่ผู้วิจัยขอหยิบยกการให้ความของ สุริชัย หวันแก้ว ที่ได้ให้ความหมายความเป็นชายขอบไว้เมื่อ พ.ศ. 2546 ความเป็นชายขอบหมายถึงผู้คนที่ด้อยอำนาจ (the powerless) คนที่ตกเป็นเบี้ยล่าง (the subordinate) ของคนกลุ่มใหญ่และคนยากไร้ (the have-nots) และเมื่อคนเหล่านี้เป็นชาติพันธุ์ คนกลุ่มน้อย เพศด้อย และไม่มีตำแหน่งแห่งที่ในสังคม หรือเรียกรวมๆ ว่ามีสถานการณ์ที่ถูกกีดกันออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า (multiple exclusions) หรือเป็นคนชายขอบใน     พหุมิติ (multiple marginalities) จึงแทบจะกล่าวได้ว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้เท่ากับศูนย์ หรือแทบจะไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลยในสายตาของคนส่วนใหญ่ ซึ่งหากเรามองเกย์มุสลิมผ่านกรอบแนวคิดนี้พบกว่าบุคคลที่เบี่ยงเบนทางเพศหรือบุคคลที่รักเพศเดียวกันที่นับถือศาสนาอิสลามหรือที่ผู้วิจัยเรียกว่าเกย์มุสลิม นั้นก็ถูกการตรีตราว่าบุคคลประเภทนี้เป็นคนที่เป็นโรคจิตประเภทหนึ่ง เป็นคนวิกลจริต นอกจากนี้หลายคนยังเชื่อว่าเกย์มุสลิมเป็นคนบาป เป็นคนที่พระเจ้าและท่านศาสดาจะตำหนิ สาปแช่งและลงโทษ ทำให้เกย์มุสลิมนั้นถูกกีดกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกกดทับไม่ให้มีโอกาสในการแสดงอัตลักษณ์ของตนเองออกมา ทำให้สูญเสียสิทธิ เสรีภาพในหลายๆ ประการไป และการกดทับทางอัตลักษณ์ การตรีตราเกย์มุสลิมเหล่านั้น ทำให้เกย์มุสลิมกลายเป็นคนชายขอบโดยปริยาย แต่การเป็นคนชายขอบของเกย์มุสลิมนั้นชายขอบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยคนในสังคม การกีดกันให้เกย์มุสลิมเป็นคนชายขอบนั้นมีกระบวนการดังนี้

1. กระบวนการตรีตรา (stigmatization) ที่มีไว้เพื่อใช้บอกถึงความชั่วร้าย ความผิดทางศีลธรรมจรรยาหรือเป็นความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ และลักษณะของความหมายดังกล่าวได้ถูกตัดออกมาและถูกตราลงบนร่างของคน กลายเป็นว่าผู้ที่ต้องแบกภาระของการถูกประทับตรานั้นกลับเป็นบุคคลผู้ที่ถูกเรียกว่า คนบาป คนที่ถูกสาปแช่ง ผู้ทรยศ ผู้ที่มีมลทิน ผู้ที่มีความสกปรกไม่สามารถเข้าร่วมการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และบุคคลที่กล่าวมาล้วนแต่เป็นบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงและไม่สมควรที่จะออกมาปรากฏตัวในที่สาธารณะ (Erving Goffman, 1963)

2. กระบวนการการตีตราจากคนในสังคมต่อเกย์มุสลิมนั้นทำให้เกย์มุสลิมจำเป็นต้องมี การต่อรองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Negotiation) กับสังคมรอบข้างขึ้น โดยปกติการต่อรองทางอัตลักษณ์นั้นทำได้หลายอย่าง ไม่ตายตัว  ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ที่แน่นนอน แต่มีความสัมพันธ์กับสังคมเพราะถูกกำหนดด้วยศีลธรรมและกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยการต่อรองทางอัตลักษณ์นั้นมีกรณีตัวอย่างเช่น คนเป็นโรคเอดส์ส่วนใหญ่มักจะถูกสังคมตีตราว่าเป็นคนเลว ส่ำส่อน น่ารังเกียจ แต่ก็มีคนที่เป็นโรคเอดส์จำนวนหนึ่งได้สร้างอัตลักษณ์ของตนเองโดยการผันตัวมาเป็นครู ผู้ที่รู้ในเรื่องโรคเอดส์ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะเป็นคนที่รู้จริงและเป็นจริง หรือชนกลุ่มน้อยที่ถูกให้มาโชว์วิถีชีวิตหรือที่หลายท่านเรียกว่าการถูกทำให้เป็นเหมือนสัตว์ในสวนสัตว์ที่ต้องรอให้คนในเมืองเข้ามาดูพวกเขาแต่ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มได้สร้างการต่อรองทางอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมา โดยพวกเขามีวิธีคิดหรือการสร้างการต่อรองทางอัตลักษณ์ที่ว่าพวกเขาก็คือคนที่มีบุญมีวาสนามาก เพราะนั่งเฉยๆ หรือการใช้ชีวิตประจำวันก็มีคนเอาเงินมาให้ ไม่ต้องทำงานเหนื่อยยากอย่างคนอื่นๆ (ยศ สันตสมบัติ, 2544)

ในกรณีศึกษาเรื่องเกย์มุสลิมนั้นก็มีการตีตราเกย์มุสลิมเกิดขึ้น โดยการตีตราเกย์มุสลิมนั้นเป็นไปในแนวทางของการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเกย์มุสลิมลงจนแทบเท่ากับศูนย์ นอกจากนี้ยังมีการสร้างคุณค่าเชิงลบต่อเกย์มุสลิม ด้วยการตีตราว่าเกย์มุสลิมเป็นคนวิกลจริต จิตไม่สมประกอบ

“พวกเราไม่ยอมรับคนที่เบี่ยงเบนทางเพศ หรือเป็นเกย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะคิดว่าคนเหล่านี้อาจเป็นโรคอย่างนึง หากได้รับการดูแลอีกแบบหนึ่งก็น่าจะดีขึ้น และในคำสอนทั้งในอัลกุรอานที่พูดถึงประวัติศาสตร์ว่าพระเจ้าเคยทำลายพวกนี้ไปแล้วโดยการให้เกิดไฟไหม้ทั้งหมู่บ้านที่มีพวกมีอะไรกับคนเพศเดียวกัน หรือคำสอนของท่านนบีที่บอกว่า ท่านนบีจะสาปแช่งคนพวกนี้อย่างที่สุด”

นอกจากการตีตราเกย์มุสลิมว่าเป็นคนโรคจิตและวิกลจริตแล้ว ก็ยังมีการตีตราเกย์มุสลิมว่าเป็นคนบาป เป็นคนชั่วช้า เป็นคนที่พระเจ้าและท่านศาสดาสาปแช่ง รวมไปถึงการเป็นคนที่ไม่สมควรจะเกิดมาเป็นคน

“ศาสนาอิสลามไม่มีทางที่จะยอมรับคนจำพวกกลุ่มลู้ตได้ อัลกุรอานก็พูดถึงประวัติศาสตร์ของพวกอาดิและซามูดไว้ ที่มีการสมสู่กับเพศเดียวกัน พวกเขาจะโดนทำโทษและได้รับการสาปแช่งจากพระเจ้า คนที่เบี่ยงเบน ไม่สมควรที่จะเรียกตนเองว่า เป็นคนมุสลิม”

จากการสัมภาษณ์เห็นได้ชัดว่าเกย์มุสลิมนั้นถูกตีตราหรือถูกทำให้เป็นกลุ่มคนที่แปลกแยก ไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเลย ถูกผลักออกจากสังคมเพราะคนในสังคมไม่ยอมรับและตีตราว่าคนพวกนี้เป็นคนนอกคอก ซึ่งทำให้เกย์มุสลิมต้องยอมรับความเป็น “คนอื่น” นั้นโดยปริยาย ซึ่งหลังจากการตีตราเกย์มุสลิมและก็ทำให้เกิดการกีดกันในหลายกรณีตามมา เช่น การกีดกันไม่ให้เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม หรือการกีดกันไม่ให้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของเกย์มุสลิมอย่างที่เกย์มุสลิมต้องการจะแสดงออก การตีตราของคนในสังคมอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นก็ไม่ได้ทำให้เกย์มุสลิมยอมรับการถูกกีดกันออกจากสังคมเพียงฝ่ายเดียว เพราะในกระบวนการการตีตราจากคนในสังคมต่อเกย์มุสลิมนั้นทำให้เกย์มุสลิมจำเป็นต้องมีการต่อรองเชิงอัตลักษณ์กับสังคมรอบข้างขึ้น

โดยปกติการต่อรองทางอัตลักษณ์นั้นทำได้หลายอย่าง ไม่ตายตัว  ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ที่แน่นนอน แต่มีความสัมพันธ์กับสังคมเพราะถูกกำหนดด้วยศีลธรรมและกฎเกณฑ์ต่างๆ จากการศึกษาเกย์มุสลิมที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยชิ้นนี้จะพบว่าการทำตัวให้ตัวเองให้เป็นคนเก่ง มีคุณภาพ มีคุณค่าต่อสังคมไม่ว่าความเก่งนั้นจะเป็นเรื่องทางศาสนาหรือเรื่องทางโลก โดยเกย์มุสลิมจะมองหาข้อดีข้ออื่นๆ ของตนเอง นอกจากเรื่องเพศมาใช้สร้างอำนาจต่อรองกับสังคมรอบข้าง เป็นการต่อสู้กับสังคมโดยการพยายามบอกว่าเรื่องเพศนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หากเปรียบเทียบกับความสามารถที่มี อาทิ เกย์มุสลิม ก็ยังคงเดินในหมู่บ้านที่เป็นสังคมมุสลิมรวมไปถึงการเข้าพิธีกรรมทางศาสนาอย่างภาคภูมิใจเพราะเขาเรียนเก่ง เป็นคนที่มีความสามารถและมีคุณงามความดีชุดหนึ่งที่คนในสังคมมุสลิมให้การยอมรับอยู่บ้าง เช่น ได้รับรางวัลทั้งทางศาสนาและทางโลก จนกลายเป็นที่ชื่นชมในสังคมอิสลาม ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆ

“คือเอาจริงๆ นอกจากเรื่องเพศแล้วเรื่องอื่นหนูคิดว่าหนูก็เหนือกว่าคนอื่นๆ นะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน แล้วที่หนูเหนือกว่าไม่ใช่แค่คนในสังคมอิสลามนะ คนไทยพุทธหลายคนด้วย คือเรามองว่าเรื่องความสามารถมันมาก่อนเรื่องเพศนะ ความสามารถที่เรามีก็ทั้งเรื่องศาสนา ทั้งเรื่องทางสังคม หนูครบบอกเลย”

ส่วนในหมู่บ้านหรือสังคมอิสลาม ที่มีลูกที่เป็นชายจริงหญิงแท้ แต่ทั้งเกเร ติดยา ไม่ได้เรียนหนังสือ รวมไปถึงการพากันหนีไม่ยอมแต่งงานตามประเพณี ซึ่งหากมองโดยภาพรวมแล้ว เกย์มุสลิมก็มีความเหนือกว่าคนอื่นๆในสังคมอย่างเห็นได้ชัด ผู้ศึกษามองว่าการทำตัวเองให้เก่งมีความสามารถของเกย์มุสลิมนั้น เป็นการต่อรองอำนาจโดยการหาคุณค่าทางสังคมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเพศที่เกย์มุสลิม นอกจากนี้แล้วเกย์มุสลิมยังจงใจเลือกที่จะแสดงความสามารถ ศักยภาพ ประสบการณ์ รวมไปถึงรางวัลที่ได้มา เพราะมันเป็นการการันตีว่าเขาก็เป็นคนที่คุณภาพของสังคมนี้ หรือของโลกใบนี้ โดยมองว่าความสามารถนั้นเป็นเรื่องที่ควรมาก่อนเรื่องของเพศ หากจะเอาคนที่เป็นชายจริงหญิงแท้มาร่วมงานหรือทำอะไรสักอย่าง พวกเขาคงมีความสามารถไม่เทียบเท่ากับที่เกย์มุสลิมมี หรือหลายๆเรื่องเกย์มุสลิมมีความสามารถที่เหนือกว่าชายจริงหญิงแท้อย่างเห็นได้ชัดเจน

“เขาจะพูดหรือดูถูกเราทำไมในเมื่อลูกเขาติดยากินน้ำท่อม หรือเป็นเด็กเลี้ยงวัว เขาไม่พูดหรอกเพราะเราอยู่เหนือกว่าเขา ถ้าเป็นคนที่อยู่สูงกว่า

อย่างโต๊ะอิหม่าม(ผู้นำศาสนาในชุมชน) หากไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมเขาก็ไม่เคยมายุ่งกับเราอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือญาติฝ่ายเราเขาบริจาคให้มัสยิดเยอะไง แต่ละปีๆ อย่างพัดลม ต่อเติมหลังคา เขาก็คงไม่พูดแล้วเราก็เคยสร้างคุณงามความดีให้ด้วยเหละ”

การต่อรองทางอัตลักษณ์ของเกย์มุสลิมในส่วนแรกคือการทำตัวเองให้เก่ง มีความสามารถเพราะเขาเชื่อว่าการทำตัวให้เก่งนั้นสุดท้ายแล้วจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมนั้นเอง โดยเกย์มุสลิมมองว่าตัวเองนั้นมีคุณค่าในเรื่องอื่นๆมากกว่าคนอื่นๆ ในสังคม เพราะคนอื่นๆนั้นล้วนแต่ไม่มีความสามารถที่เทียบเท่าเกย์มุสลิมเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เรื่องศาสนา หรือความสามารถอื่นๆ และรวมไปถึงคนอื่นๆ ในสังคมที่นอกจากจะมีความสามารถที่ไม่เท่าเกย์มุสลิมแล้ว ก็ยังมีพฤติกรรมที่แย่กว่าเกย์มุสลิมอีก อาทิ มีการติดยาเสพติด เกเร ไม่เรียนหนังสือ ทำให้สังคมรู้สึกแย่กับคนจำพวกนี้มากกว่าที่จะรู้สึกแย่กับเกย์มุสลิม และการทำตัวให้เก่ง มีความสามารถนั้นก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความยอมรับจากคนในสังคมเพราะในที่สุดคนในสังคมก็พอยอมที่จะรับคนที่เก่งมากกว่าจะที่จะยอมรับคนติดยา เกเร และคนไม่เรียนหนังสือ นอกจากการต่อรองเชิงอัตลักษณ์โดยการทำตัวให้เก่ง แล้วยังมีการต่อรองเชิงอัตลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือ

3. การต่อรองทางอัตลักษณ์ของเกย์มุสลิมอีกอย่างหนึ่งคือการต่อต้านสังคมหรือหลีกหนีสังคมนั้นไปเลย โดยเกย์มุสลิมบางคนก็ต่อรองทางอัตลักษณ์โดยการต่อต้านสังคมมุสลิม ผู้ศึกมองว่าการต่อรองทางอัตลักษณ์ประเภทนี้เป็นการดื้อแพ่งโดยการไม่ปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาอิสลาม เป็นการไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคมอิสลามอีกต่อไป อาทิ การที่ศาสนาห้ามไม่ให้แต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้ามหรือแต่งกายล่อแหลม หรือการที่ศาสนาห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ เกย์มุสลิมที่มีดื้อแพ่งโดยการท้าทายคำสอนทางศาสนาอิสลาม ด้วยการกินหมู ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่การไม่เข้าร่วมการประกอบศาสนากิจในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่เข้าละหมาด การไม่เข้าร่วมงานบุญตามประเพณีต่างๆ หรือแม้แต่การกลับบ้านในวันสำคัญทางศาสนา

“คือเรามองว่า ศาสนากีดกันเรานะ กีดกันจนทำให้เรากลายเป็นคนนอกเรารู้สึกอึดอัดตลอดเวลา เราเคยสร้างชื่อเสียงให้แก่ศาสนา เราอ่านอัลกุรอานจบไป 3 รอบเรามีความสามารถมากมาย แต่ไม่เคยเห็นคุณค่าของเรา เราก็ออก จบ! เราอยู่กับญาติฝ่ายยายที่เป็นพุทธ เรามีความสุขโครตมีความสุขกว่ากว่าเขาชอบแบบนั้น เขายอมรับเรา เรารับความเป็นเราได้หลังจาก ม.5 ที่เราเริ่มกินมาม่าหมูสับ เรากินหมูมาตลอดเราพร้อมที่จะออกจากสังคมนั้นเสมอ สังคมที่กดเราเสมอ เราไม่อยู่หรอก”

นอกจากการท้าทายคำสอนทางศาสนาแล้วก็ยังมีเกย์มุสลิมบางส่วนที่ไม่กลับเข้าบ้าน ไม่กลับเข้าไปอยู่ในสังคมอิสลามนั้นอีกโดยการไปอยู่ในสังคมอื่นแทน ที่เกย์มุสลิมบางส่วนกระทำแบบนั้นได้ง่ายอาจเป็นเพราะในสังคมไทยเป็นพหุสังคม เกย์มุสลิมส่วนใหญ่ที่หลีกหนีสังคมมุสลิมมักจะไปตั้งรกรากหรืออยู่สังคมใหม่ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ภูเก็ต และประกาศตนไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามอีกต่อไป แต่เกย์มุสลิมที่หลีกหนีสังคมมุสลิมไปก็ไม่ได้เข้านับถือศาสนาอื่นแทนศาสนาอิสลาม ซึ่งก็กลายเป็นคนไม่มีศาสนา หรือนอกจากนี้อาจจะไปนับถือศาสนาอื่นตามแฟน

“เอาจริงๆนะ เรากินมาม่าหมูสับตอนม.5 เลย หลังจากนั้นเราก็กินหมูมาตลอด มีเหล้าเบียร์ ไม่ละหมาด งานบุญที่บ้านก็ไม่กลับ ปิดเทอมก็สอบทุนไปต่างประเทศ หรือถ้าไม่ได้ทุน หาเรื่องเรียนพิเศษที่กรุงเทพฯ จะได้ไม่อยู่บ้าน เพราะอยู่ที่นั้นเราไม่เป็นตัวของตัวเอง และคิดด้วยนะว่า ถ้าเรียนจบจะไปเรียนต่อ หรือไปต่างประเทศเลย ไม่อยู่หรอกที่นี้อ่ะ”

โดยในกรณีของเกย์มุสลิมที่เป็นเยาวชนนั้น การออกจากสังคมอิสลามไปเลยแบบหลีกหนีไปจากสังคมมุสลิมไปเลยนั้นอาจจะทำได้ยาก แต่ในกรณีเกย์มุสลิมที่เป็นเยาวชนนั้นพวกเขาไม่ได้ออกจากสังคมอิสลามไปเลยจนไม่กลับไปหาสังคมอิสลามอีก อาจจะเป็นเพราะพวกเขายังเป็นเยาวชนอยู่ แต่ทุกครั้งที่พวกเขาสามารถหลีกหนีสังคมมุสลิมได้เขามักจะทำ โดยพวกเขาจะมีหรือสร้างกิจกรรมที่ต้องออกจากสังคมอิสลามอยู่เสมอๆ เช่น สอบชิงทุนระยะสั้นไปต่างประเทศหรือจังหวัดต่างๆในประเทศไทย โดยพวกเขาไปทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเข้าค่าย ท่องเที่ยว เรียนรู้  หรือสุดท้ายหากไม่มีกิจกรรมทำพวกเขาก็จะไปเรียนพิเศษระยะสั้นที่กรุงเทพฯ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาเป็นการพัฒนาความสามารถของตนและเป็นการหลีกหนีสังคมอิสลามอีกทางหนึ่งด้วย

โดยสรุป แม้เกย์มุสลิมจะถูกปฏิเสธโดยหลักคำสอนทางศาสนา หรือถูกตีตราว่าเป็นผู้กระทำผิดต่อศีลธรรม แต่พวกเขาก็มีกระบวนการต่อรองเชิงอำนาจใน 2 ลักษณะสำคัญ คือ

1. การสร้างมูลค่าให้ตนเองและพิสูจน์ศักยภาพต่อสังคม โดยเน้นย้ำว่าความรู้และความสามารถเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ารสนิยมทางเพศ เพื่อสร้างการยอมรับผ่านคุณค่าของผลงาน

2. การแยกตัวออกจากพื้นที่ทางจริยธรรมของศาสนา คือการเลือกไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนหรือเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อลดความขัดแย้งภายในตนเองเพราะเกย์มุสลิมมองว่าหากศาสนากีดกันเขาด้วยคำสอนทางศาสนา พวกเขาก็ไม่มีทางอื่นใดที่จะทำได้ นอกจากการออกมาจากสังคมดังกล่าว โดยการออกจากสังคมดังกล่าวก็มีหลากหลาย อาทิ การไปหาสังคมใหม่ๆ

กระบวนการต่อรองเชิงอำนาจและการสร้างอัตลักษณ์ใหม่นี้ ส่งผลให้เกย์มุสลิมเริ่มมีพื้นที่ยืนในสังคมมากขึ้น แม้ในสังคมมุสลิมเองจะยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การยอมรับ แต่ในพื้นที่ทางสังคมอื่นที่มีความเปิดกว้าง เช่น สังคมมหาวิทยาลัย, สังคมการทำงาน กล่าวคือสังคมอื่นนอกสังคมที่มีกรอบทางศาสนาครอบอยู่ เกย์มุสลิมมักได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะในฐานะบุคคลที่มีศักยภาพสูง

เกย์มุสลิมในปัจจุบัน

จาก "คนอื่น" สู่ "พื้นที่ทับซ้อน" ในปัจจุบัน สังคมมุสลิมบางส่วนเริ่มขยับจาก "การตีตราเพื่อขับไล่"  มาเป็นการยอมรับในลักษณะ "พื้นที่ส่วนตัว vs พื้นที่ทางศาสนา" คือตราบใดที่รสนิยมทางเพศไม่มาละเมิดพื้นที่พิธีกรรม สังคมมักจะ "ปิดตาข้างเดียว" เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในชุมชนไว้ รวมไปถึงปัจจุบันเกย์มุสลิมมีพื้นที่ในการสร้าง "ชุมชนเสมือน" ทำให้การ "แยกตัวออกจากพื้นที่จริยธรรมศาสนา"  ไม่โดดเดี่ยวเหมือนในอดีตที่งานวิจัยของข้าพเจ้าพบว่าบุคคลที่ทำให้เกย์มุสลิมกล้าแสดงออกคือแม่ของพวกเขา แต่ปัจจุบันชุมชนเสมือนที่คนกลุ่มนี้สร้างขึ้นทำหน้าที่เป็นครอบครัวทางเลือกที่ให้พลัง (Empowerment) ในแบบที่สังคมแบบเดิมไม่มีทางที่จะให้ได้

แต่จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ ซอยรามคำแหง 53 ซึ่งเป็นย่านที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่นและมีนักศึกษาจากหลายภูมิภาคได้เกิดความขัดแย้งขึ้นซึ่งเป็นการปะทะกันของความหวัง: หากเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิหรือการแสดงออกของกลุ่ม LGBTQ+ ในพื้นที่ดังกล่าว มันคือการสะท้อนถึงสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยของข้าพเจ้าเคยเผชิญ นั้นคือเกย์มุสลิมพยายาม "ต่อรองเพื่อมีตัวตนในที่สาธารณะ" ไม่ใช่แค่แอบซ่อนหรือหนีไป เหตุการณ์ในครั้งนี้คือผลลัพธ์ของการที่เกย์มุสลิมไม่ต้องการเพียงแค่ "เก่งเพื่อให้เขายอมรับ" อีกต่อไป แต่เป็นการเรียกร้อง "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน" โดยไม่ต้องเอาผลงานมาแลก ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไปไกลกว่างานวิจัยของข้าพเจ้าในปี 2558 เป็นการย้ายจากการต่อรองระดับบุคคล (Individual Negotiation) ไปสู่การเรียกร้องเชิงโครงสร้าง (Structural Demand) ซึ่งในอดีตเกย์มุสลิมต้อง "เก่ง" ถึงจะอยู่ได้  แต่ปัจจุบันพวกเขามองว่าสิทธิในร่างกายและเพศสภาพเป็น "สิทธิตั้งแต่กำเนิด" ที่ไม่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน

โดยส่วนตัวของผู้เขียนในพื้นที่ ซอยรามคำแหง 53 ควรเป็นพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่เป็นพื้นที่ของคนทุกคนที่ได้มีการแสดงตัวตนออกมาอย่างเปิดเผย ไม่ควรถูกทำให้เป็น "พื้นที่ทางศาสนา" ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ รามคำแหง 53 เกิดขึ้นผู้ที่ออกมาสนับสนุนกลุ่ม LGBTQ+ มุสลิม อาจไม่ได้มีแค่เกย์มุสลิมด้วยกัน แต่รวมถึง "คนมุสลิมรุ่นใหม่" ที่เติบโตมากับแนวคิดสิทธิมนุษยชนสากล ทำให้เกิดรอยร้าวในระบบอำนาจเดิมที่เคยใช้การตีตราเพื่อกดทับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ แต่สถานการณ์นี้ในสภาวะเดิมที่ต่างคนต่างอยู่นี้เป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบาง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ "จุดพลุ" อย่างที่ซอยรามคำแหง 53 มันจึงกลายเป็นการทำลาย "ความสงบจอมปลอม" เพราะเกย์มุสลิมไม่ต้องการอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า "ฉันจะยอมรับเธอ...ถ้าเธอเงียบ" อีกต่อไป

หากงานวิจัยปี 2558 คือการศึกษา 'การเอาตัวรอด' ของเกย์มุสลิมผ่านความสามารถทางโลกและศาสนา เหตุการณ์ที่รามคำแหง 53 ในปี 2569 ก็อาจจะเป็นบทเรียนเรื่อง 'การยืนยันสิทธิ' (Affirmation) ที่เปลี่ยนจากการร้องขอความเมตตาจากชุมชน มาเป็นการประกาศเจตจำนงในฐานะสมาชิกที่เท่าเทียมของสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม

 

 

 

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: