Rocket Media Lab: สำรวจพื้นที่การเผาทั่วไทยปี 2568

กองบรรณาธิการ TCIJ 30 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 91 ครั้ง


Rocket Media Lab ชวนย้อนสำรวจข้อมูลร่องรอยพื้นที่ถูกเผาไหม้ (Burnt Scar) ทั่วประเทศในปี 2568 ว่าพื้นที่จังหวัดใดมีการเผาเพิ่มขึ้น-ลดลง อย่างไรบ้าง

ปัญหามลพิษทางอากาศ และฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่งไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในประเทศ แต่เป็นวิกฤตระดับชาติที่ส่งผลครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในไทย 

ขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงมากมายในไทยในประเด็นเรื่องการเผา ตั้งแต่การประเมินผลมาตรการชิงเผาโดยหน่วยงานรัฐ ความจำเป็นในการจัดการไฟของเกษตรกรและกลุ่มชาติพันธุ์ในหลากหลายบริบท ไปจนถึงปัญหาจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งแม้จะมีมาตรการห้ามรับซื้อ-นำเข้า สินค้าเกษตร (ข้าวโพด) จากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผา แต่ปัญหาก็ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำร้ายการเผาข้ามพรมแดนยิ่งเข้ามาซ้ำเติมให้สถานการณ์ในประเทศให้เลวร้ายลงอีก

Rocket Media Lab จึงชวนย้อนสำรวจข้อมูลร่องรอยพื้นที่ถูกเผาไหม้ (Burnt Scar) ทั่วประเทศในปี 2568 ว่าพื้นที่จังหวัดใดมีการเผาเพิ่มขึ้น-ลดลง อย่างไรบ้าง 

พื้นที่เผาไหม้รวมทั่วประเทศ 

เมื่อกางข้อมูลพื้นที่เผาไหม้รวมทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม 2568 จะพบว่าร่องรอยการเผาไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ภาคเหนือตอนบนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ลุกลามครอบคลุมไปในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมียอดรวมพื้นที่ถูกเผาไหม้ทั่วประเทศสูงถึง 14,301,954 ไร่ โดยลดลงจากปี 2567 ที่มีพื้นที่เผาไหม้รวม 19,523,234 ไร่ 

หากพิจารณาเป็นรายจังหวัด จะเห็นว่าตากเป็นจังหวัดที่ครองแชมป์มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดในประเทศด้วยตัวเลขที่สูงถึง 1,390,888 ไร่ ตามมาติดๆ ด้วยแม่ฮ่องสอนที่ 1,227,208 ไร่ ซึ่งทั้งสองจังหวัดนี้เป็นสองพื้นที่ในประเทศที่มียอดการเผาทะลุหลักล้านไร่ 

ขณะที่เชียงใหม่ซึ่งมักถูกจับตามองในฐานะศูนย์กลางของปัญหามลพิษทางอากาศกลับมียอดพื้นที่เผาไหม้อยู่ที่ 704,562 ไร่ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วยังน้อยกว่าหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่พบตัวเลขสูง เช่น นครสวรรค์มียอดการเผาถึง 956,132 ไร่ ลพบุรี 942,667 ไร่ และลำปาง 915,177 ไร่ 

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมาก็มีพื้นที่เผาไหม้สูงถึง 700,536 ไร่ ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นว่าในหลายภูมิภาคทั่วไทย ยังคงมีการเผาในปริมาณมหาศาลอยู่ 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มจังหวัดทางภาคใต้ทั้งหมด รวมถึงเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงอย่างสมุทรสงคราม และสมุทรสาคร กลับไม่มีรายงานพื้นที่เผาไหม้เลยแม้แต่ไร่เดียว หรือแม้แต่สมุทรปราการก็พบร่องรอยเพียง 8 ไร่ นนทบุรี 36 ไร่ และปทุมธานี 166 ไร่เท่านั้น 

พื้นที่เผาไหม้ในป่าทั่วประเทศ

เมื่อสำรวจข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในเขตป่าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 พฤษภาคม 2568 จะพบว่ามียอดเผาทั้งสิ้น 7,381,773 ไร่ เช่นเดิม จะพบว่าวิกฤตไฟป่าไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ภาคเหนือ แต่ยังกระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่นในไทยด้วย

โดยจังหวัดตากครองแชมป์จังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้ในป่าสูงที่สุดในประเทศที่ 1,195,419 ไร่ ตามมาด้วยแม่ฮ่องสอนที่ 1,110,340 ไร่ ซึ่งทั้งสองจังหวัดนี้เป็นเพียงสองแห่งในไทยที่มียอดเผาป่าทะลุหลักล้านไร่ ขณะที่ลำปางและเชียงใหม่มียอดลดหลั่นลงมาที่ 829,250 ไร่และ 637,886 ไร่ตามลำดับ

ที่น่าสนใจคือ จังหวัดทางภาคตะวันตก อย่างกาญจนบุรีมียอดการเผาในป่าสูงถึง 333,826 ไร่ ซึ่งสูสีกับหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนบน ในทางกลับกัน พื้นที่ที่มีการเผาไหม้ในป่าน้อยที่สุด แต่ยังคงมีร่องรอยอยู่คือ ประจวบคีรีขันธ์ ที่พบเพียง 25 ไร่ รองลงมาคือจันทบุรี 113 ไร่ และฉะเชิงเทรา 183 ไร่

ส่วนกลุ่มจังหวัดในภาคใต้ ตั้งแต่ชุมพร ลงไปจนถึงยะลา และนราธิวาส รวมไปถึงกลุ่มจังหวัดที่ราบลุ่มภาคกลาง และปริมณฑลอย่างกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ด้วย โดยไม่ปรากฎข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในป่าเลย

หากย้อนกลับไปในปี 2566 จะพบการเกิดไฟป่าทั่วประเทศสูงถึง 2,375 ครั้ง ครั้ง ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือมีความถี่สูงสุดถึง 2,179 ครั้ง ทำให้ปัญหาไฟป่าในภาคเหนือกลายเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องออกมาตรการป้องกันและแก้ไขโดยด่วน ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้สะท้อนผ่านการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละออง โดยพบว่ามีการตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2567 มีการตั้ง KPI ไว้อย่างเข้มงวดโดยตั้งเป้าลดการเผาไหม้ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน และพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือลงให้ได้ 50%

ผลจากการตั้งเป้าหมายอย่างเข้มงวดส่งผลให้ไฟป่าลดลง แต่กลับพบว่าการเผาในพื้นที่เกษตรเพิ่มสูงขึ้นแทน จนกลายเป็นปีแรกในรอบหลายสิบปีที่สถิติการเผาในภาคเกษตรสูงกว่าพื้นที่ป่าในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งก็นำมาสู่การบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวด จนทำให้ตัวเลขการเผาภาคเกษตรลดลงในปี 2568 ทว่าพื้นที่ป่ากลับมามีสถิติไฟไหม้เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง 

พื้นที่เผาในพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ

เมื่อพิจารณาสถิติพื้นที่เผาไหม้ในภาคการเกษตรทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 พฤษภาคม 2568 จะพบว่ามีการกระจายตัวเช่นกัน โดยในมิติของการทำเกษตรกรรมในหลากหลายภูมิภาคก็เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยมียอดรวมพื้นที่เผาทางการเกษตรทั่วประเทศสูงถึง 6,677,564 ไร่ ซึ่งครอบคลุมทั้งนาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย และเกษตรกรรมอื่นๆ

หากพิจารณาเป็นรายจังหวัด จะพบว่าจังหวัดที่มียอดการเผาในพื้นที่เกษตรสูงสุดระดับประเทศนั้น โดยมากไปไปกระจุกตัวอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง นำโดยนครสวรรค์ที่มียอดรวมพุ่งสูงถึง 783,779 ไร่ ซึ่งมาจากการเผาในนาข้าวมากถึง 389,445 ไร่ ตามมาด้วยลพบุรีที่มียอดรวม 771,155 ไร่ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไร่อ้อยที่สูงถึง 471,135 ไร่ เช่นเดียวกับเพชรบูรณ์ที่มียอดเผารวม 690,147 ไร่และเป็นการเผาไร่อ้อยไปแล้ว 404,427 ไร่

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมาก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มียอดเผาสะสมสูงถึง 602,008 ไร่ ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายพืชผลเกษตร ในทางตรงกันข้าม จังหวัดที่มีพื้นที่การเกษตร แต่มีพื้นที่เผาไหม้ต่ำสุดคือปทุมธานีที่พบร่องรอยพื้นที่เผาไหม้เพียง 142 ไร่ และตราด 199 ไร่

ขณะที่กลุ่มจังหวัดทางภาคใต้ทั้งหมด ตั้งแต่ชุมพรลงไปสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ไม่ปรากฏข้อมูลการเผาในพื้นที่เกษตร

อย่างไรก็ตามเมื่อสำรวจ แผนแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 ก็พบว่าภาครัฐได้ออกมาตรการยาแรงสำหรับภาคเกษตรออกมา โดยภาครัฐระบุว่าจะประกาศสงครามกับการเผา ซึ่งปรากฎในแผนแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 รัฐบาลได้เปลี่ยนจากการรณรงค์ขอความร่วมมือ มาสู่การใช้มาตรการเชิงรุกขั้นเด็ดขาดภายใต้คำว่า “ประกาศสงครามกับการเผาพื้นที่เกษตรกรรม” โดยระบุว่ามีใช้มาตรการตัดสิทธิเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรที่เผาในพื้นที่เกษตรกรรมจะไม่ได้รับสิทธิ หรืออาจถูกเพิกถอนสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. และนิคมสหกรณ์ รวมถึงจะไม่ได้รับการจ่ายเงินช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ของภาครัฐอีกต่อไป

นอกจากบทลงโทษแล้ว แผนนี้ยังเน้นการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของผลผลิตทางการเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรว่าไม่ได้มาจากการเผา

ส่วนภาคธุรกิจจะถูกกระตุ้นให้รับซื้อผลผลิตจากแหล่งที่ปลอดการเผา และหลีกเลี่ยงการรับซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผาอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการเร่งรัดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับข้าวและอ้อยแบบไม่เผา รวมถึงมาตรฐาน PM2.5 Free Plus สำหรับกระบวนการผลิตข้าวโพดเมล็ดแห้งด้วย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่การเผาในภาคเกษตร ก็พบว่ายังคงมีการเผาเกิดขึ้นอยู่

สรุปการเผาทั่วประเทศ: ลดเผาไม่ได้ ก็เน้นแก้ KPI 

ภาพรวมสถานการณ์การเผาไหม้ทั่วประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 พฤษภาคม 2568 พบว่ามียอดพื้นที่เผาไหม้สะสมรวมกันสูงถึง 14,301,954 ไร่ ซึ่งสามารถแบ่งสัดส่วนหลักออกเป็นพื้นที่ป่าจำนวน 7,381,773 ไร่ และพื้นที่ทางการเกษตร 6,677,564 ไร่ หากมองในส่วนของพื้นที่ป่า จะพบการกระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขา โดยมีตาก และแม่ฮ่องสอนเป็นสองจังหวัดที่มียอดการเผาป่าทะลุหลักล้านไร่ รวมไปถึงจังหวัดทางภาคตะวันตก อย่างกาญจนบุรี ที่มียอดสูงกว่าสามแสนไร่

ทางพื้นที่ทางการเกษตร กลับพบว่าพื้นที่การเผาส่วนใหญ่ ได้ย้ายมาสู่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดยนครสวรรค์ มียอดเผาในนาข้าว และพื้นที่เกษตรอื่นๆ รวม 783,779 ไร่ ตามมาด้วยลพบุรี และเพชรบูรณ์ ที่มีการเผาไร่อ้อยรวมกันกว่าแปดแสนไร่ ไปจนถึงนครราชสีมา ที่มียอดเผาสะสมในภาคเกษตรถึง 602,008 ไร่ ในขณะที่พื้นที่ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร ไม่ปรากฏข้อมูลการเผา 

ขณะเดียวกัน เมื่อสำรวจ KPI การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 2568 และ 2569 ของภาครัฐ กลับพบว่ามีการลดเพดานความเข้มงวดลง โดยเห็นได้ในส่วนของการเผาในพื้นที่ป่านั้นมีการกำหนด KPI จาก 50% ในปี 2567 เหลือเพียง 25% ในปี 2568 และในปี 2569 เหลือเพียง 10% เท่านั้น ขณะที่ภาคการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลับมีการลด KPI จาก 50% ในปี 2567 เหลือเพียง 30% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 10% ในปี 2569 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการปรับ KPI การเผาในพื้นที่เกษตรจาก 20% ในปี 2568 เหลือ 10% ในปี 2569 นอกจากนี้ในปี 2569 มีการเพิ่มเป้าหมายพื้นที่เกษตร โดยแยกเป็นกลุ่มพืชเป้าหมาย 

ข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการเผาในไทยมีรากฐานมาจากสองส่วนหลักที่แตกต่างกัน ทั้งการจัดการทรัพยากรในเขตป่าไม้ และการพึ่งพาวิธีการเผา เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างนาข้าวและไร่อ้อยในพื้นที่ราบ นโยบายการแก้ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศหลังจากนี้จึงไม่อาจใช้เพียงมาตรการห้ามเผาแบบเหมารวม แต่จำเป็นต้องออกแบบแนวทางรับมือและแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและวิถีการเกษตรของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ หากสำรวจไปถึงแผนแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 ก็จะพบว่าภาครัฐได้ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ จากเดิมที่มีมาตรการควบคุมจุดความร้อน (Hotspot) มาเป็นการวัดพื้นที่เผาไหม้ (Burnt Scar) แทน ซึ่งมีการระบุสาเหตุที่ต้องเปลี่ยน เพราะข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมมีข้อจำกัดในการตรวจจับ เนื่องจากเกษตรกรมีพฤติกรรมการเผาหลบดาวเทียม เช่น การเผาในเวลากลางคืน การเผาในช่วงเวลาสั้นๆ การเผาใต้แนวไม้ หรือการเผาในวันที่เมฆปกคลุม

ในขณะที่ข้อมูลร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ มีความแม่นยำสูงกว่า และยังช่วยชี้เป้าพื้นที่ที่มีการเผาซ้ำซากได้อีกด้วย ความน่าสนใจของแผนใหม่นี้จึงอยู่ที่การใช้มาตรวัดที่แม่นยำขึ้นพร้อมกับกำหนดเป้าหมายว่าพื้นที่เผาไหม้จะต้องลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังห้าปี 

แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลเทียบกันจะพบว่าในปี 2567 มีพื้นที่เผาไหม้รวม 19,523,234 ไร่ และในปี 2568 ก็มีพื้นที่เผาไหม้รวมไปแล้วถึง 14,301,954 ไร่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีลดการเผาลง แต่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์เป้าหมายที่ตั้งไว้ และแม้แผนปฏิบัติการฉบับนี้จะยกระดับการจัดการจากยุคของการขอความร่วมมือมาสู่การบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย แต่ความท้าทายที่รออยู่คือรัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนตัวหนังสือในกระดาษเหล่านี้ให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงได้หรือไม่

 

ดูข้อมูลได้ที่: https://rocketmedialab.co/database-burn-scar-2025

อ่านเพิ่มเติม:

สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567

ตรวจการบ้าน : ภาครัฐแก้ปัญหาฝุ่นในปี 2568 ประสบความสำเร็จจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้มากน้อยแค่ไหน

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: