เวที “DM Remission โอกาสใหม่ของการดูแลเบาหวานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ระดมความเห็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยบริการ และผู้ป่วย สะท้อนข้อจำกัดและข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่วมพัฒนาระบบบริการ-สิทธิประโยชน์ สู่การดูแลผู้ป่วยอย่างยั่งยืน เน้นปรับพฤติกรรม สุขภาพเชิงป้องกัน ลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดเวทีเสวนาและรับฟังความเห็น “DM Remission : โอกาสใหม่ของการดูแลเบาหวานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสิทธิประโยชน์การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานให้เข้าสู่ระยะโรคสงบ หรือ DM Remission ในระบบให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
รศ. นพ.เพชร รอดอารีย์ อุปนายกคนที่ 1 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า การผลักดันให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องพัฒนา 3 ปัจจัยสำคัญในระดับนโยบาย ได้แก่ การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและความรอบรู้ด้านสื่อของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จที่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของผู้ป่วย การปรับทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ให้เน้นการปรับพฤติกรรมแทนการเพิ่มยา และการจัดสภาพแวดล้อมในครอบครัวและสังคมให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งชี้ว่าภาครัฐยังต้องมีบทบาทกำกับปัจจัยแวดล้อม เช่น การควบคุมสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ การดูแลราคาอาหารสุขภาพ และการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะ ซึ่งไม่เพียงช่วยผู้ป่วยเบาหวาน แต่ยังเชื่อมโยงกับการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นด้วย
สำหรับสิทธิประโยชน์นั้น เสนอให้ สปสช. ปรับรูปแบบการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การดูแล โดยใช้เครื่องมือวัดผลลัพธ์สุขภาพจากการรายงานของผู้ป่วย หรือแบบสอบถามมาตรฐานที่ให้ผู้ป่วยรายงานข้อมูลสุขภาพของตนเองโดยตรง เพื่อให้สามารถติดตามผลลัพธ์สุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้กำหนดการจ่ายค่าตอบแทนแก่หน่วยบริการตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากมุมมองของผู้ป่วย โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพบริการและทำให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
น.ส.ณัฐธิวรรณ พันธ์มุง รองผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้แนวคิด “เบาหวานระยะสงบโดยไม่ต้องใช้ยา” จะได้รับการยอมรับมากขึ้นและมีนโยบายรองรับชัดเจน แต่การดำเนินงานยังติดข้อจำกัดด้านความพร้อมของบุคลากร เนื่องจากเป็นการดูแลเฉพาะบุคคลที่ใช้เวลานาน ทำให้เกิดภาระงานและต้นทุนสูง อีกทั้งยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องทำในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทั้งที่โรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิสามารถดำเนินการได้ หากมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น ทีมสหวิชาชีพ ระบบพี่เลี้ยง และการสนับสนุนนักโภชนาการ รวมถึงการขยายบริการสู่ รพ.สต.
ทั้งนี้ เสนอให้กำหนดเป้าหมายระดับประเทศที่ชัดเจน เช่น อัตราผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสงบ พร้อมสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์ที่จำเป็น ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลให้เชื่อมโยงทั้งระบบ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์และแรงจูงใจในการดำเนินงาน พร้อมปรับสิทธิประโยชน์ให้เอื้อต่อการดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจ่ายค่าตอบแทนด้านการปรับพฤติกรรมและการให้คำปรึกษา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดูแลในระบบสุขภาพโดยรวม
นพ.เอกพล พิศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การขับเคลื่อนแนวคิด “เบาหวานระยะสงบ” ให้เกิดผลสำเร็จ จำเป็นต้องก้าวข้ามการรักษาที่เน้นการใช้ยา โดยให้ความสำคัญกับอาหารและพฤติกรรมสุขภาพเป็นปัจจัยหลัก ดังนั้นสิทธิประโยชน์ควรครอบคลุมการเข้าถึงอาหารสุขภาพและอุปกรณ์ติดตามอาการที่จำเป็นได้อย่างครอบคลุม เพื่อให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้มองว่าโครงสร้างบริการสุขภาพในปัจจุบันยังเน้นการรักษาเมื่อเกิดโรคมากกว่าการสร้างสุขภาพที่ดี จึงควรปรับทิศทางการลงทุนใหม่ เพิ่มน้ำหนักไปที่การป้องกันและการดูแลตั้งแต่ระยะต้น ครอบคลุมทั้งกลุ่มเสี่ยง กลุ่มปกติ ผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้ และผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อน ควบคู่กับปรับกลไกการจ่ายเงินให้สะท้อนต้นทุนทุกช่วงของการดูแล ไม่ใช่เมื่อเกิดโรคหรือรักษาสำเร็จเท่านั้น
ด้าน พญ.เจนจิรา แก้วพรม นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน จ.ขอนแก่น แสดงความเห็นว่า ในเชิงนโยบายควรใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เช่น ใช้กลไกภาษีหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ลดน้ำหนักหรือปรับพฤติกรรมได้สำเร็จ ควบคู่กับผลักดันองค์ความรู้ด้านสุขภาพให้เป็นกระแสสังคมผ่านสื่อทุกช่องทางทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเอื้อต่อการทำงานของหน่วยบริการ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่ โดยเฉพาะทักษะการโค้ชชิ่ง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสริมอัตรากำลังให้เพียงพอ การเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้บริการ นอกจากนี้ยังควรปรับสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่ยังไม่ป่วย เพื่อป้องกันการเข้าสู่ระบบบริการและลดภาระโรคในระยะยาว
ขณะที่ น.ส.กัญญาภัทร ณ พัทลุง ผู้แทนผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถเข้าสู่ภาวะสงบได้ ระบุว่า การผลักดันให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสงบอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องพัฒนาระบบบริการให้เข้าถึงง่ายและใกล้ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารความรู้ที่เข้าใจง่ายอย่างต่อเนื่อง และการมีช่องทางให้คำปรึกษาผ่านระบบดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันหรือไลน์ เพื่อสนับสนุนการดูแลตนเองด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอว่า ควรออกแบบสิทธิประโยชน์ในลักษณะสร้างแรงจูงใจใกล้ตัว เช่น ระบบสะสมแต้มจากการดูแลสุขภาพหรือการออกกำลังกาย เพื่อนำไปใช้ลดหย่อนในระบบประกันสังคม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
นอกจากนี้ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรคเบาหวานยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย แม้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือการควบคุมโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังไม่ให้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้มองว่าในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการ หน่วยบริการ และผู้ป่วย โดยเวทีแลกเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันออกแบบระบบบริการให้ตอบโจทย์มากขึ้น เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี สปสช. จะนำข้อเสนอที่ได้จากเวทีในวันนี้ ไปปรับใช้ในการพัฒนาระบบบริการและสิทธิประโยชน์ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้มีคุณภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

