ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยตกอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ เสนอยุทธศาสตร์ 3 ป. 'ปราบ-ปลด-ปั้น'

กองบรรณาธิการ TCIJ 28 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 73 ครั้ง

ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยตกอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ เสนอยุทธศาสตร์ 3 ป. 'ปราบ-ปลด-ปั้น'

กมธ.การต่างประเทศ วุฒิสภา เผยผลศึกษาการสร้างความเป็นธรรมในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้ตลาด 1.1 ล้านล้านบาทตกอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ ขาดดุลการค้าพุ่ง 4.4 แสนล้านบาทใน 2 เดือนแรกปี 69 เสนอยุทธศาสตร์ 3 ป. ปราบ-ปลด-ปั้น ให้กรมศุลกากร-สรรพากรอุดรอยรั่วภาษี ปลดล็อกกฎหมายล้าสมัย และสร้างตลาดกลางดิจิทัลแห่งชาติทำลายการผูกขาด คืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

28 เมษายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า การประชุมวุฒิสภา ที่มีพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (E – Commerce) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศพิจารณาเสร็จแล้ว

นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธาน กมธ.การต่างประเทศฯ พร้อมคณะ กล่าวถึงผลการพิจารณาว่า แม้ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2567 มีมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท แต่ส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดตกอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ 3 รายหลัก ได้แก่ Shopee ร้อยละ 49 Lazada ร้อยละ 30 และ TikTok Shop ร้อยละ 21 โดยไม่มีแพลตฟอร์มไทยแม้แต่รายเดียว ส่งผลให้ขาดดุลการค้าสูงถึง 448,949 ล้านบาท ในเพียง 2 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เนื่องจากแพลตฟอร์มต่างชาติมีความได้เปรียบทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการสนับสนุนราคาจากรัฐบาลต้นทาง ส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ สินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีต้นทุน 250 บาท แต่สินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติมีราคาเพียง 99 บาท นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมที่อาจก่อความไม่เป็นธรรม ทั้งการใช้อัลกอริทึมส่งเสริมสินค้าของตนเอง การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคโดยอ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องใช้งบโฆษณาเพิ่มขึ้น รวมทั้งรูปแบบการจำหน่ายแบบผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรงด้วยราคาที่ลดลงถึงร้อยละ 90 ซึ่งกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างรุนแรง

กมธ. จึงเสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วนผ่านยุทธศาสตร์ 3 ป. ประกอบด้วย 1. ป.ปราบ คือ การปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษีและอุดรอยรั่วรายได้ โดยให้กรมศุลกากรใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบเรียลไทม์ ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสกัดการแจ้งมูลค่าสินค้าที่ไม่ตรงความเป็นจริง และให้กรมสรรพากรบังคับใช้มาตรการภาษีบริการดิจิทัล โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในไทยและเป็นผู้หักภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ที่จ่าย 2. ป.ปลดล็อก คือ การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย โดยให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจกำกับดูแลตลาดดิจิทัล ใช้กลไกบังคับใช้กฎหมายแบบเร่งด่วน ห้ามแพลตฟอร์มใช้อำนาจตลาดส่งเสริมสินค้าหรือบริการของตนเอง หรือผูกมัดบริการขนส่ง และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายดิจิทัล เพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องแบบเร่งด่วน และ 3. ป.ปั้น คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ โดยให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดตั้งตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ตามแบบอย่างสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อทำลายการผูกขาดตลาด และจัดตั้งคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติในฐานะองค์กรอิสระ เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ

กมธ.เน้นย้ำว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่เพียงผลการศึกษาทางวิชาการ แต่สะท้อนความอยู่รอดของผู้ประกอบการไทยนับล้านราย หากรัฐบาลไม่ดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน ประเทศไทยจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดิจิทัล จึงขอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์ชาติจากการส่งเสริมการเติบโตทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว มาเป็นการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทยโดยเร็วที่สุด

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: