นักวิทยาศาสตร์เผยการค้าสัตว์ป่าทั่วโลกเพิ่มความเสี่ยงโรคระบาดสู่มนุษย์ โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ถูกค้าขายเกือบครึ่งมีเชื้อโรคร่วมกับมนุษย์ สูงกว่าสัตว์ทั่วไปหลายเท่า
เว็บไซต์ Yale Environment 360 รายงานเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2026 ว่า งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า การค้าสัตว์ป่าทั่วโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรคจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในระบบการค้าสัตว์ป่ามีสัดส่วนถึงร้อยละ 41 ที่มีเชื้อโรคร่วมกับมนุษย์ เทียบกับเพียงร้อยละ 6 ในสัตว์ที่ไม่ได้ถูกนำมาค้าขาย
คณะนักวิจัยศึกษาข้อมูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายพันชนิด รวมถึงสัตว์ป่ากว่า 2,000 ชนิดที่ถูกนำมาซื้อขายเป็นสัตว์เลี้ยง เนื้อสัตว์ หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น หนังและอวัยวะ โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชื้อไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในสัตว์และมนุษย์ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี
ผลการศึกษาพบว่า ความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่สัตว์ถูกหมุนเวียนในระบบการค้า โดยเฉลี่ยทุก ๆ 10 ปี สัตว์จะมีเชื้อโรคร่วมกับมนุษย์เพิ่มขึ้น 1 ชนิด นอกจากนี้ ความเสี่ยงยังสูงขึ้นในกรณีการค้าผิดกฎหมาย หรือการจำหน่ายในตลาดสัตว์มีชีวิต ซึ่งมักมีสภาพแออัดและสุขอนามัยต่ำ
โคลิน คาร์ลสัน ผู้ร่วมวิจัยและผู้อำนวยการโครงการ Viral Emergence Research Initiative ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากโรคระบาดหลายครั้ง เช่น เอชไอวี ซาร์ส และอีโบลา แต่ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการค้าสัตว์ป่า
“ขณะนี้เราสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าการค้าสัตว์ป่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์เสมอ” คาร์ลสันกล่าว พร้อมชี้ว่าปัจจัยสำคัญคือการที่สัตว์หลายชนิดถูกนำมาอยู่รวมกันในสภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติ และมีการสัมผัสกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด
งานวิจัยยังระบุว่า แม้จะควบคุมปัจจัยอื่น เช่น อาหารหรือความใกล้ชิดกับมนุษย์แล้ว สัตว์ที่ถูกค้าขายยังมีแนวโน้มแพร่เชื้อสู่คนมากกว่าสัตว์ทั่วไปถึงร้อยละ 50
นักวิจัยเตือนว่า สภาพแวดล้อมในตลาดสัตว์มีชีวิตทั่วโลกยังคงมีลักษณะคล้ายกับเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการระบาดของโควิด-19 โดยสัตว์ถูกเลี้ยงรวมกันในพื้นที่จำกัด สุขภาพไม่ดี และมีการสัมผัสกับมนุษย์โดยขาดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคข้ามสายพันธุ์ได้ง่ายขึ้น
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

