นักวิชาการธรรมศาสตร์มองรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ Soft Loan และลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ เป็นโอกาสทองท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้า และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission พร้อมเสนอแนะขยายผลความสำเร็จสู่ภาคครัวเรือนผ่าน 3 แนวทาง "หนุนเงินทุนกลุ่มเปราะบาง – ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืนก้าวสู่ Net Metering 1:1 – ลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน" หวังสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน
12 เมษายน 2569 รศ. ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและราคาค่าไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูง รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือน ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากต่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ตามแผนที่วางไว้
รศ. ดร.ธนิท กล่าวว่า ขอชื่นชมรัฐบาลที่ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากทางธุรการ โดยเฉพาะการปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 และการลดขั้นตอนของใบอนุญาต อ.1 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนแฝงในการติดตั้งลงอย่างมาก การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาท และล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ Soft Loan วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนในการสนับสนุนภาคประชาชน
อย่างไรก็ตาม มาตรการปัจจุบันอาจยังมีช่องว่างในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ติดข้อจำกัดด้านฐานภาษีและเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง จึงเสนอแนวทางเติมเต็มช่องว่างนโยบายผ่าน 3 กลไกหลัก
ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. พัฒนามาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) โดยรัฐควรพิจารณาเงินอุดหนุนส่วนทุน (Capital Grant) เพื่อลดภาระเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับระบบขนาดเล็ก 1.5 - 3 กิโลวัตต์ ให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับมาตรการทางภาษีและสินเชื่อที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงระดับฐานราก
2. ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืน ก้าวสู่ระบบ Net Metering 1:1 เพื่อความคุ้มค่าเชิงสังคม เนื่องจากปัจจุบันโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่มีโครงการใหม่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหม่ทำได้เพียงผลิตเองใช้เองโดยห้ามไฟฟ้าไหลย้อนกลับ (Zero Export) ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินในช่วงกลางวันต้องถูกปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงเสนอให้รัฐพิจารณาฟื้นฟูโครงการรับซื้อไฟคืนโดยยกระดับสู่ระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1
“การเปลี่ยนมาใช้ Net Metering จะช่วยให้หน่วยไฟฟ้าส่วนเกินถูกนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงในราคาที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้สั้นลงและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว
3. ปรับลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน โดยถอดบทเรียนจากภาคอุตสาหกรรมและ EV โดยที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่โรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์จนคืนทุนได้ใน 3-5 ปี รวมถึงนโยบายลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเสนอให้รัฐใช้แนวคิดเดียวกันนี้มาสนับสนุนภาคประชาชน ผ่านการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้จริง ช่วยลดภาระสายส่งและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ของประเทศ
“ต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของภาครัฐอีกครั้ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎหมายและมาตรการเพื่อประชาชนที่ผ่านมา และหวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง” รศ. ดร.ธนิท กล่าว
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

