สหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดมหาวิทยาลัยในอิหร่านกว่า 30 แห่งนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ล่าสุดโจมตี ม.ชาริฟในเตหะราน อิหร่านเผยอาจารย์ตาย 5 คน นักศึกษา 60 คน พร้อมปฏิเสธแผนหยุดยิง 45 วันของปากีสถาน ชี้ให้เวลาฝ่ายตรงข้ามรวมกำลัง
6 เมษายน 2026 เว็บไซต์ Peoples Dispatch รายงานว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดมหาวิทยาลัยในอิหร่านไปแล้วกว่า 30 แห่ง นอกจากนี้ยังมีโรงเรียน สถานพยาบาล และสถานที่ทางวัฒนธรรมอีกหลายร้อยแห่ง ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงคราม
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศที่มหาวิทยาลัยชาริฟในกรุงเตหะราน มุ่งเป้าอาคารหลายหลังภายในมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งนี้ในช่วงเช้าตรู่ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ ก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยในอิหร่านได้ย้ายการเรียนการสอนไปออนไลน์ทั้งหมด เพื่อป้องกันนักศึกษาและเจ้าหน้าที่จากการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย
โมฮาเหม็ด เรซา อาเรฟ (Mohammad Reza Aref) รองประธานาธิบดีคนที่ 1 ของอิหร่าน ประณามการโจมตีครั้งนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่ามีการใช้ "ระเบิดเจาะบังเกอร์" และเรียกมันว่าเป็น "สัญลักษณ์ของความบ้าคลั่งและความไม่รู้ของทรัมป์"
โฮสเซน ซีมาอี ซาร์รอฟ (Hossein Simaei Sarraf) รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยีของอิหร่าน เปิดเผยว่านับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีอาจารย์เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คนและนักศึกษาอีกกว่า 60 คนจากการโจมตีมหาวิทยาลัย แม้การโจมตีสถาบันการศึกษาจะถือเป็นอาชญากรรมสงครามก็ตาม อิหร่านระบุว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ และการโจมตีครั้งนี้คือการโจมตีองค์ความรู้และวัฒนธรรมของชาติ
ไม่มีการหยุดยิงชั่วคราว
อิหร่านปฏิเสธแผนหยุดยิงชั่วคราวรูปแบบใหม่เมื่อวันจันทร์ โดยแผนที่ปากีสถานเสนอนั้นกำหนดให้หยุดยิง 45 วัน แลกกับการที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านบอกว่าการหยุดยิงชั่วคราวแบบนี้มีแต่จะให้สหรัฐฯ และอิสราเอล "รวบรวมกำลังและวางแผนโจมตีครั้งต่อไป"
Reuters รายงานว่าแผนดังกล่าวจะนำไปสู่การเจรจาข้อตกลงถาวร โดยสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและปลดแช่แข็งทรัพย์สินของอิหร่าน แลกกับที่อิหร่านให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และจะเปิดช่องแคบไว้
ข่าวแผนสันติภาพนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำขู่ใหม่ของทรัมป์ที่ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่าจะระเบิดโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านหากไม่เปิดช่องแคบภายใน 20.00 น. วันอังคาร (7 เม.ย.)
กาเซ็ม การีบาบาดี (Kazem Gharibabadi) รองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่านถือเป็น "อาชญากรรมสงคราม" และจะได้รับ "การตอบสนองที่เด็ดขาดและทันที" ด้าน เอสมาอีล บักออี (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ย้ำว่าการตอบโต้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันตนเอง ไม่ใช่การเลือกทำ
สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์
โมฮาเหม็ด เอสลามี (Mohammad Eslami) หัวหน้าองค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่าน (Atomic Energy Organization of Iran หรือ AEOI) วิจารณ์ ราฟาเอล กรอสซี (Rafael Grossi) ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ว่านิ่งเฉยและไม่ออกมาประณามการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในจดหมายถึง IAEA เอสลามีระบุว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์รไปแล้ว 4 ครั้งนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยการโจมตีล่าสุดเมื่อวันเสาร์สร้างความเสียหายต่อส่วนหนึ่งของโรงงานและทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 คนเสียชีวิต เขาเตือนว่าการโจมตีแบบนี้อาจทำลายเครื่องปฏิกรณ์และปล่อยสารกัมมันตรังสี ส่งผลกระทบ "รุนแรงและแก้ไขไม่ได้" ต่อประชาชนในพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้นำผู้รับผิดชอบมาลงโทษ
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

