กรีนพีซเตือนไมโครพลาสติกในอาหารเวฟ สภาผู้บริโภคชี้คนไทยเสี่ยงไม่รู้ตัว

กองบรรณาธิการ TCIJ 1 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 93 ครั้ง

กรีนพีซเตือนไมโครพลาสติกในอาหารเวฟ สภาผู้บริโภคชี้คนไทยเสี่ยงไม่รู้ตัว

กรีนพีซ เผยแพร่รายงานชี้อุ่นอาหารในพลาสติกไม่กี่นาที อาจปล่อยไมโครพลาสติกนับแสนอนุภาค พร้อมสารเคมีอันตราย - สภาองค์กรของผู้บริโภค เตือนช่องโหว่กฎหมาย ทำผู้บริโภครับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว เรียกร้องรัฐเร่งคุมเข้มและลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว

1 เมษายน 2569 กรีนพีซ ประเทศไทย เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ “Are We Cooked: เวฟได้ = ปลอดภัย?” [1] ที่จัดทำโดยกรีนพีซ สากล ซึ่งได้วิเคราะห์จากงานวิจัยทางวิชาการจำนวน 24 ฉบับ พบว่า การอุ่นอาหารในบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกและสารเคมีอันตรายในอาหาร ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคในประเทศไทย

รายงานดังกล่าวพบว่า เพียงอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติกเพียงไม่กี่นาที สามารถปล่อยไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกจำนวนหลายแสนอนุภาคลงสู่อาหารได้ ขณะเดียวกัน ความร้อนยังเร่งให้สารเคมีจากพลาสติก เช่น พลาสติกไซเซอร์ (plasticisers) และสารต้านออกซิเดชัน (antioxidants) หลุดออกมาปนเปื้อนในอาหารมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าสารเคมีมากกว่า 4,200 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกควบคุมในบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยสารบางชนิด เช่น บิสฟีนอล พทาเลต สาร PFAS (สารเคมีตลอดกาล) และโลหะมีพิษ (toxic metals) อย่าง พลวง (แอนติโมนี) มีความเชื่อมโยงกับโรคร้ายแรง ขณะเดียวกันมีการตรวจพบสารเคมีจากพลาสติกอย่างน้อย 1,396 ชนิดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง ภาวะมีบุตรยาก ความผิดปกติของฮอร์โมน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2

ข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่

  • การอุ่นอาหารในบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น อาหารพร้อมรับประทานและอาหารสั่งกลับบ้าน สามารถทำให้อนุภาคของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกจำนวนมากหลุดปนเปื้อนลงสู่อาหารได้ภายในไม่กี่นาที โดยพบว่า การอุ่นในไมโครเวฟเพียง 5 นาที อาจปล่อยอนุภาคได้ถึง 326,000–534,000 อนุภาค
  • ฉลากอย่าง “Microwave Safe” หรือ “BPA Free” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่เพียงบอกว่าพลาสติกสามารถทนความร้อนได้โดยไม่ละลายหรือเสียรูป
  • ความร้อนยังเร่งให้ สารเคมีจากพลาสติกหลุดออกมาปนเปื้อนในอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะในพลาสติกประเภทโพลีโพรพีลีน (PP) และโพลีสไตรีน (PS)
  • มีสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกมากกว่า 4,200 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ยัง ไม่ได้ถูกควบคุมในบรรจุภัณฑ์อาหาร รวมถึงสารอันตราย เช่น บิสฟีนอล พทาเลต PFAS และโลหะมีพิษ
  • การตรวจพบสารเคมีจากพลาสติกอย่างน้อย 1,396 ชนิดในร่างกายมนุษย์ และมีความเชื่อมโยงกับโรคร้ายหลายประเภท
  • ภาชนะพลาสติกที่ เก่า มีรอยขีดข่วน หรือใช้ซ้ำ สามารถปล่อยไมโครพลาสติกได้มากกว่าภาชนะใหม่เกือบ 2 เท่า
  • ภาชนะพลาสติกที่บรรจุอาหารที่มีไขมัน มีรสเค็ม หรือมีความเป็นกรด จำเป็นต้องระมัดระวังโดยเฉพาะ เมื่อใช้อุ่นอาหาร เพราะสารเคมีสามารถหลุดออกมาเจือปนในอาหารได้

ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า “ผู้บริโภคไม่ควรต้องแบกรับความเสี่ยงจากสารเคมีในบรรจุภัณฑ์อาหารโดยที่ไม่มีข้อมูลหรือทางเลือกที่ปลอดภัยเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังได้รับสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหารโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ฉลากอย่าง ‘Microwave Safe’ อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ทั้งที่ยังมีความเสี่ยงจากสารเคมีและไมโครพลาสติก ช่องว่างของกฎหมายในปัจจุบันจึงกำลังผลักภาระความเสี่ยงนี้มาอยู่ที่ผู้บริโภค ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น และหน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งยกระดับมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างจริงจัง”

รายงานยังสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากสารเคมีและไมโครพลาสติกในอาหารไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างการผลิตและการกำกับดูแลที่ยังไม่สามารถควบคุมการใช้สารเคมีในบรรจุภัณฑ์อาหารได้อย่างเพียงพอ ขณะที่อาหารพร้อมรับประทานและบริการเดลิเวอรีเติบโตอย่างต่อเนื่อง   ผู้บริโภคจึงแทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้ในชีวิตประจำวัน

พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่เป็นผลจากระบบการผลิตและการกำกับดูแลที่ยังไม่ทันต่อความเสี่ยง โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภูมิภาค ขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคกลับถูกปล่อยให้เผชิญความเสี่ยงจากสารเคมีโดยไม่มีข้อมูลหรือการคุ้มครองที่เพียงพอ ทางออกจึงต้องเริ่มจากการลดการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง ควบคุมสารเคมีอันตรายอย่างเข้มงวด และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ”

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กำลังส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาด ทำให้ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญทั้งภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากสารเคมีในบรรจุภัณฑ์ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคได้รับอาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสุขภาพที่มองไม่เห็น ภายใต้มาตรการกำกับดูแลที่ยังไม่ครอบคลุม และการขาดกลไกสำคัญอย่าง “หลักการป้องกันไว้ก่อน” (Precautionary Principle)

ช่องโหว่ดังกล่าวเปิดทางให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและปิโตรเคมีขยายการผลิตพลาสติกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกลับถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภค กรีนพีซ ประเทศไทย และสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งยกระดับมาตรการควบคุมสารเคมีในบรรจุภัณฑ์อาหาร กำหนดนโยบายเพื่อลดการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และผลักดันข้อตกลงในเวทีสนธิสัญญาพลาสติกโลก เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว


หมายเหตุ
[1] รายงาน “Are We Cooked: เวฟได้ = ปลอดภัย?” สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/publication/58775/are-we-cooked-th/
[2] สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เกิดจากการรวมตัวขององค์กรผู้บริโภค ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 46 และตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 มีสถานะองค์กรเป็นนิติบุคคล เป็นตัวแทนผู้บริโภคที่มีความเป็นอิสระ และมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในทุกด้าน  https://www.tcc.or.th/

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: