ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญอากาศร้อนจัด ขณะรัฐบาลคุมอุณหภูมิแอร์เพื่อประหยัดพลังงานจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลพนักงานออฟฟิศต้องปรับตัวท่ามกลางความไม่สบายและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
28 เมษายน 2026 เว็บไซต์ South China Morning Post รายงานว่า สถานการณ์คลื่นความร้อนที่ปกคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสร้างความท้าทายให้กับพนักงานออฟฟิศจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศออกมาตรการประหยัดพลังงานจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้แหล่งพลังงานตึงตัวจากการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
หลายประเทศในภูมิภาคได้กำหนดมาตรการควบคุมอุณหภูมิในสถานที่ทำงานของภาครัฐ เช่น การตั้งค่าเครื่องปรับอากาศในระดับที่สูงขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน ขณะที่แนวโน้มอากาศร้อนผิดปกติยังคงยืดเยื้อ และอาจรุนแรงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงเดือนต่อไป
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยอุณหภูมิพุ่งเกิน 40 องศาเซลเซียสในช่วงที่ผ่านมา และมีการประกาศเตือนภัยความร้อนหลายครั้ง รัฐบาลได้สั่งให้หน่วยงานภาครัฐปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียสตั้งแต่เดือนมีนาคม ส่งผลให้พนักงานจำนวนหนึ่งต้องหาแนวทางคลายร้อนเพิ่มเติม เช่น การใช้พัดลมส่วนตัว
พนักงานหญิงรายหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า “บางครั้งรู้สึกเหมือนหายใจลำบาก โรงอาหารหรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อชั้นล่างยังเย็นกว่าสำนักงาน ทำให้คนไปนั่งรวมกันที่นั่น”
นักวิชาการด้านพลังงานเตือนว่า ภูมิภาคกำลังเผชิญ “แรงกดดันสองด้าน” จากทั้งวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศ โดยเอลนีโญอาจทำให้เกิดทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจอย่างข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และน้ำตาล รวมถึงระดับน้ำในเขื่อนที่ใช้ผลิตไฟฟ้า
หลายประเทศเริ่มออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ เช่น การผ่อนคลายระเบียบการแต่งกายให้เหมาะกับสภาพอากาศ ฟิลิปปินส์อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สวมเสื้อเชิ้ตเนื้อบางแทนชุดทางการ พร้อมกำหนดอุณหภูมิแอร์ไม่ต่ำกว่า 24 องศาเซลเซียส ขณะที่ธนาคารกลางตั้งไว้ที่ 25 องศา โดยระบุว่าอยู่ในระดับ “ไม่เย็นมาก แต่ก็ไม่ร้อนเกินไป”
มาเลเซียส่งเสริมการสวมเสื้อผ้าบาติกผ้าฝ้ายและกำหนดอุณหภูมิแอร์ที่ 24 องศาเช่นกัน โดยพนักงานบางส่วนมองว่าเป็นการปรับที่เหมาะสม เนื่องจากก่อนหน้านี้ออฟฟิศมีอุณหภูมิต่ำจนต้องสวมเสื้อกันหนาว
ขณะเดียวกัน หลายประเทศเร่งหาทางเลือกด้านพลังงาน แม้ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ลุกลามจากวิกฤตราคาพลังงานไปสู่วิกฤตราคาอาหาร โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมีแนวโน้มเผชิญการเติบโตชะลอตัว เงินเฟ้อสูงขึ้น และภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น
มาตรการประหยัดพลังงานยังรวมถึงการส่งเสริมทำงานจากที่บ้าน เพื่อลดการเดินทางและการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งพนักงานบางรายระบุว่าสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้เดือนละหนึ่งถังเต็ม และลดเวลาเดินทางได้วันละหลายชั่วโมง
แม้มาตรการควบคุมพลังงานจะสร้างความไม่สะดวกในระยะสั้น แต่นักวิชาการมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางระยะยาวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการพึ่งพาน้ำมัน ขณะที่หลายประเทศ เช่น ไทยและอินโดนีเซีย กำลังเร่งใช้น้ำมันชีวภาพเพื่อลดความต้องการน้ำมันดิบในอนาคต
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

