โรงไฟฟ้าขยะยามู 1,950 ล้านบาท สร้างเพื่อชุมชนหรือใคร? เปิดข้อกังวล 9.9 เมกะวัตต์ กับคำถามเรื่องขยะ 500 ตันต่อวัน

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 31 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 51 ครั้ง


โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มักมาพร้อมคำมั่นเรื่องการสร้างงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต แต่สำหรับพื้นที่ที่มีความเปราะบางทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง การลงทุนขนาดใหญ่ย่อมต้องตอบคำถามให้ได้มากกว่าเรื่องเม็ดเงิน เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือความโปร่งใส ความปลอดภัย และการเคารพสิทธิของคนในพื้นที่

กรณีโครงการโรงไฟฟ้าขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลยามู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี มูลค่าประมาณ 1,950 ล้านบาท จึงเป็นอีกกรณีที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าโครงการจะผลิตไฟฟ้าได้เท่าใด แต่คือโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน หรือกำลังนำภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาให้คนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ผู้เขียนได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการนี้ต่อ พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในเวทีสัมมนาศิษย์เก่าและนักศึกษาไทยในประเทศมาเลเซีย ณ บักกะห์แลนด์ แอนด์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองและนักการเมืองในพื้นที่เข้ามาตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างจริงจัง

ข้อกังวลจากชุมชน กับคำถามเรื่องผู้ชนะการประมูล

โครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าของ อบต.ยามู กำลังเผชิญคำถามจากประชาชน โดยเฉพาะกรณีกิจการร่วมค้า คลีน ปัตตานี ซึ่งมี Beijing GeoEnviron Engineering & Technology (BGE) บริษัทด้านสิ่งแวดล้อมจากจีน ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 80% เป็นผู้ชนะการประมูล

ความเคลื่อนไหวของประชาชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ตัวแทนชาวบ้านนำโดยมะแอ บราเฮ็ง ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อจังหวัดปัตตานี ก่อนที่วันที่ 29 เมษายน จังหวัดจะมีหนังสือด่วนที่สุด ลงนามโดยพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียน

เครือข่ายรักษ์ยามูยังได้ตั้งคำถามต่อโครงการในหลายประเด็น ซึ่งสะท้อนความกังวลทั้งเรื่องที่ตั้งโรงไฟฟ้า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ประเด็นแรกคือความเหมาะสมของพื้นที่ก่อสร้างบริเวณบาโร้ะ ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งนาใกล้ชุมชนและมีรายงานว่าเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ เครือข่ายจึงเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อมูลพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อมูลของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานีและ อบต.ยามู เพื่อประเมินว่าพื้นที่ดังกล่าวเหมาะสมกับการตั้งโรงไฟฟ้าขยะหรือไม่

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือการกำหนดกำลังการผลิตไว้ที่ 9.9 เมกะวัตต์ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 10 เมกะวัตต์อยู่ 0.1 เมกะวัตต์ เครือข่ายมองว่าอาจเป็นการออกแบบโครงการให้หลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับที่เข้มข้นกว่า รวมถึงทำให้รัศมีพื้นที่รับฟังความคิดเห็นลดลงจาก 5 กิโลเมตรเหลือ 3 กิโลเมตร

ตามข้อสังเกตของเครือข่าย การกำหนดรัศมีดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบกว่า 23,800 คน ไม่ได้รับโอกาสเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะชุมชนบางปู บือเจาะ และโต๊ะโสม ซึ่งมีทั้งโรงเรียน มัสยิด และวัดตั้งอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับภาระค่าไฟฟ้าที่อาจเพิ่มขึ้นผ่านค่า Ft ผลกระทบจากการขนส่งขยะจำนวนมากผ่านเส้นทางชุมชน ทั้งเสียง กลิ่น และความเสี่ยงจากน้ำขยะ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาคม ซึ่งมีรายงานผู้เข้าร่วม 407 คน และระบุว่ามีผู้เห็นด้วย 100% เครือข่ายต้องการให้เปิดเผยรายละเอียดว่าการประชุมดังกล่าวดำเนินการอย่างไร และตัวเลขนี้สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด

อีกข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับลำดับเวลาการประมูล โดยข้อมูลที่ผู้เขียนนำเสนอระบุว่า อบต.ยามูประกาศผู้ชนะการประมูลเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องเพิ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 จึงมีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบเอกสารและเงื่อนไขการประมูลว่าเป็นไปตามระเบียบหรือไม่

ปริศนาขยะ 500 ตันต่อวัน จะนำมาจากไหน

คำถามสำคัญอีกข้อคือแหล่งที่มาของขยะ เพราะโครงการออกแบบให้รองรับขยะได้ถึง 500 ตันต่อวัน หรือประมาณ 180,000 ตันต่อปี ขณะที่เครือข่ายตั้งข้อสังเกตว่าปริมาณขยะในพื้นที่อาจไม่เพียงพอต่อกำลังการรองรับของโรงไฟฟ้า

หากต้องนำขยะจากพื้นที่อื่นหรือจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเพิ่มเติม ยามูอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำจัดขยะของชุมชนตัวเอง แต่กลายเป็นศูนย์รับขยะจากพื้นที่อื่นด้วย ซึ่งจะทำให้ต้องพิจารณาผลกระทบจากการขนส่ง ปริมาณรถขยะ น้ำชะขยะ หรือ Leachate และความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำตลอดเส้นทางอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ เครือข่ายยังแสดงความกังวลต่อประวัติด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทในเครือ BGE โดยอ้างถึงกรณีบริษัทลูกในจีนที่ถูกศาลพิพากษาในคดีอาญาเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารหนูลงสู่แม่น้ำเป็นระยะทาง 41 กิโลเมตร ประเด็นนี้จึงควรได้รับการตรวจสอบจากเอกสารคำพิพากษาและข้อมูลของบริษัทโดยตรง เพื่อประเมินว่ามีความเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการดำเนินงานของโครงการในประเทศไทยอย่างไร

บทเรียนจากโรงไฟฟ้าขยะขนาด 9.9 เมกะวัตต์

ข้อกังวลเรื่องกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ยามู แต่เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาในภาพรวมของนโยบายโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศ โดยเฉพาะการกำหนดขนาดโครงการให้ต่ำกว่าเกณฑ์ทางกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดบางประการในระดับเดียวกับโครงการขนาดใหญ่

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า การแบ่งโครงการขนาดใหญ่ออกเป็นโครงการย่อย หรือที่เรียกว่า Salami Slicing อาจทำให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุมผลกระทบสะสมที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ แม้แต่ละโครงการจะมีขนาดไม่ถึงเกณฑ์ แต่หากมีหลายแห่งตั้งอยู่ใกล้กัน ผลกระทบต่อชุมชนก็อาจเพิ่มขึ้นได้

อีกปัญหาคือคุณสมบัติของขยะในประเทศไทย ซึ่งมีความชื้นสูง หากไม่มีการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและออกแบบระบบเผาไหม้ให้เหมาะสม อาจเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และปล่อยมลพิษ เช่น ไดออกซิน ฝุ่น PM2.5 และโลหะหนัก จึงจำเป็นต้องมีระบบควบคุมและตรวจวัดมลพิษที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าขยะยังมีของเสียจากกระบวนการเผาไหม้ โดยเฉพาะเถ้าลอยซึ่งอาจมีสารปนเปื้อนอันตราย และน้ำชะขยะที่ต้องจัดการอย่างถูกวิธี หากระบบป้องกันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อดินและแหล่งน้ำในชุมชน

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น หากชุมชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้ ความขัดแย้งก็อาจยืดเยื้อและนำไปสู่การร้องเรียนหรือฟ้องร้องในภายหลัง

เมื่อข้อคัดค้านด้านสิ่งแวดล้อมถูกมองผ่านเลนส์ความมั่นคง

สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้เขียนเห็นว่าการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ยังมีอีกมิติที่ต้องระมัดระวัง นั่นคือการนำประเด็นความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของประชาชน

เมื่อชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการหรือเรียกร้องให้ตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการเปิดพื้นที่ให้ชี้แจงด้วยข้อมูลและหลักฐาน แต่ผู้เขียนตั้งข้อกังวลว่าในบางสถานการณ์ ผู้คัดค้านอาจถูกกล่าวหาหรือเชื่อมโยงกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน รวมถึงถูกโจมตีความน่าเชื่อถือผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO

การใช้กรอบความมั่นคงมาตีความข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมอาจทำให้ประเด็นที่ควรตรวจสอบด้วยหลักวิชาการและกระบวนการทางกฎหมายกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง ผู้เขียนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐแยกการใช้สิทธิของประชาชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมออกจากประเด็นความมั่นคง และไม่ใช้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานมาลดทอนความชอบธรรมของผู้คัดค้าน

ทางออกของยามู ต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูล

สำหรับกรณีโรงไฟฟ้าขยะยามู ผู้เขียนเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทผู้ชนะการประมูลเปิดเวทีชี้แจงต่อสาธารณะ โดยตอบข้อสงสัยของเครือข่ายรักษ์ยามูอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่ กำลังการผลิต ปริมาณขยะที่ต้องใช้ กระบวนการประมูล รายงานประชาคม และมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ควรเร่งตรวจสอบตามหนังสือที่จังหวัดปัตตานีมอบหมายให้หน่วยงานลงพื้นที่ หากพบว่ามีปัญหาเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่หรือเงื่อนไขการประมูล ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิจารณาทบทวนโครงการตามข้อเท็จจริงที่ตรวจพบ

อีกข้อเสนอคือการตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบที่มีตัวแทนประชาชน นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และหน่วยงานรัฐ เพื่อร่วมตรวจสอบข้อมูลของบริษัท เอกสารโครงการ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นอิสระ

ในระดับประเทศ ผู้เขียนเสนอให้ทบทวนเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยไม่ใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาปริมาณขยะที่โรงงานรองรับต่อวันและผลกระทบสะสมจากโครงการในพื้นที่เดียวกันด้วย รวมถึงปรับรัศมีการรับฟังความคิดเห็นให้สอดคล้องกับการกระจายตัวของมลพิษตามหลักวิชาการ

นอกจากนี้ ควรบังคับใช้ระบบตรวจวัดมลพิษอย่างต่อเนื่อง หรือ CEMS และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ตลอดเวลา ควบคู่กับการผลักดันระบบทะเบียนการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือ PRTR เพื่อให้ชุมชนสามารถติดตามการปล่อยมลพิษจากโรงงานได้อย่างเป็นระบบ

ส่วนการปฏิรูปการบริหารท้องถิ่น ผู้เขียนเสนอให้เพิ่มสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ และเผยแพร่ข้อมูลโครงการพัฒนาผ่านระบบ Open Local Data เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนจนถึงการดำเนินงาน

โรงไฟฟ้ายามูจะตอบโจทย์ใคร

โครงการโรงไฟฟ้าขยะยามูมูลค่าประมาณ 1,950 ล้านบาท จึงเป็นกรณีที่สะท้อนคำถามสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การลงทุนอาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและช่วยจัดการขยะได้ แต่ประโยชน์เหล่านั้นต้องไม่แลกมาด้วยความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนในพื้นที่ต้องรับภาระโดยไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจ

ตัวเลขกำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ จำนวนผู้เข้าร่วมประชาคม 407 คน หรือความสามารถในการรองรับขยะ 500 ตันต่อวัน ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามทั้งหมด สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ที่มาของขยะ มาตรฐานการจัดการมลพิษ ไปจนถึงความโปร่งใสของกระบวนการประมูลและการรับฟังความคิดเห็น

การพัฒนาไม่ควรเดินหน้าด้วยการเร่งรัดโครงการโดยไม่ตอบข้อสงสัยของชุมชน และไม่ควรใช้ประเด็นความมั่นคงมาปิดกั้นการตรวจสอบ ทางออกจึงต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูล รับฟังเสียงประชาชน และปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันรูปแบบโครงการที่เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด โรงไฟฟ้าขยะจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีสิทธิรับรู้ มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้ว่าโครงการกำลังแก้ปัญหาของพื้นที่ หรือกำลังนำปัญหาใหม่เข้ามาแทนที่

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: