เปิดรายงาน "Justice Denied in the Face of Violence" หรือ "ความยุติธรรมที่ถูกปฏิเสธท่ามกลางความรุนแรง" โดย Shan Women’s Action Network (SWAN) ซึ่งเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์คดีความรุนแรงทางเพศและฐานเพศ (Sexual and Gender-Based Violence - SGBV) ในรัฐฉาน ประเทศพม่า ระหว่างปี 2565-2568 พบทั้งสิ้น 172 คดี สะท้อนภาพความรุนแรงที่ฝังรากลึกในสังคม ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ และระบบยุติธรรมที่แทบไม่อาจปกป้องผู้เสียหายได้
30 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายปฏิบัติการสตรีไทใหญ่ (Shan Women's Action Network - SWAN) เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2569 ภายใต้ชื่อ "Justice Denied in the Face of Violence" หรือ "ความยุติธรรมที่ถูกปฏิเสธท่ามกลางความรุนแรง" ซึ่งเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์คดีความรุนแรงทางเพศและฐานเพศ (Sexual and Gender-Based Violence - SGBV) ในรัฐฉาน ประเทศพม่า ระหว่างปี 2565-2568 พบทั้งสิ้น 172 คดี สะท้อนภาพความรุนแรงที่ฝังรากลึกในสังคม ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ และระบบยุติธรรมที่แทบไม่อาจปกป้องผู้เสียหายได้
SWAN ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2542 โดยเครือข่ายสตรีไทใหญ่ที่ทำงานอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวไทใหญ่ที่พลัดถิ่น และเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสันนิบาตสตรีพม่า (Women's League of Burma) ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรสตรี 13 องค์กร ย้อนไปในปี 2545 SWAN ร่วมกับมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) เคยเผยแพร่รายงาน "Licence to Rape" หรือ "ใบอนุญาตข่มขืน" ที่บันทึกคดีข่มขืนและความรุนแรงทางเพศ 173 คดี ซึ่งกระทำโดยทหารพม่าต่อผู้หญิงและเด็กหญิงถึง 625 คน และวิเคราะห์ว่าการข่มขืนถูกใช้เป็น "อาวุธสงคราม" อย่างเป็นระบบ รายงานฉบับใหม่นี้จึงเป็นการสานต่อภารกิจดังกล่าว โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุมทั้งการกระทำของฝ่ายรัฐและฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ ท่ามกลางสถานการณ์หลังรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ความรุนแรงและการสู้รบทวีความรุนแรงขึ้นทั่วรัฐฉาน
เปิดตัวเลข 172 คดี เหยื่อเด็กอายุน้อยสุดเพียง 3 ขวบ
จากการเก็บข้อมูลของทีมงาน SWAN ที่ได้รับความไว้วางใจในชุมชน พบว่าในบรรดา 172 คดีนั้น คดีความรุนแรงในครอบครัวและระหว่างคู่รักมีจำนวนมากที่สุดถึง 89 คดี รองลงมาคือคดีข่มขืนและพยายามข่มขืน 70 คดี ซึ่งในจำนวนนี้มีเหยื่อเป็นเด็กถึง 30 คน อายุน้อยที่สุดเพียง 3 ขวบ นอกจากนี้ยังมีคดีล่วงละเมิดทางเพศ 10 คดี คดีแสวงหาประโยชน์ทางเพศ 1 คดี คดีการกระทำผิดจากบรรทัดฐานทางสังคมซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรังแกผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นอกสมรส 2 คดี และคดีที่นำไปสู่การเสียชีวิต 7 คดี พร้อมทั้งกรณีที่เหยื่อพยายามฆ่าตัวตายหรือฆ่าตัวตายสำเร็จอีกอย่างน้อย 7 คดี หากพิจารณาเฉพาะคดีข่มขืน 70 คดีให้ละเอียดขึ้น จะพบว่าเป็นคดีข่มขืนเด็ก 22 คดี คดีที่เหยื่อไม่สามารถให้ความยินยอมตามกฎหมายได้เนื่องจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ 10 คดี ข่มขืนหมู่ 3 คดี ข่มขืนในชีวิตคู่ 1 คดี และพยายามข่มขืนอีก 9 คดี
เมื่อพิจารณาตัวผู้กระทำความผิด ข้อมูลสถิติของ SWAN ชี้ให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคดีทั้งหมด หรือคิดเป็น 49.1% ผู้กระทำคือสามีหรือคู่รักของผู้เสียหายเอง รองลงมาเป็นทหารจากกองกำลังชาติพันธุ์หรือทหารรัฐบาลทหารพม่าซึ่งคิดเป็น 14.9% ตามด้วยญาติที่ไม่ใช่คู่สมรส 10.3% เพื่อนหรือเพื่อนบ้าน 7.4% และพระสงฆ์หรือผู้นำหมู่บ้าน/เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอีก 4% ที่น่าสนใจคือ แม้ผู้กระทำที่เป็นผู้นำศาสนาหรือผู้มีอำนาจในท้องถิ่นจะมีสัดส่วนน้อยที่สุด แต่รายงานระบุว่ากลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่แทบไม่มีทางถูกลงโทษเลย เพราะสถานะทางสังคมและความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจทำให้คดีมักถูกเพิกเฉยหรือไม่ถูกดำเนินการต่อ
สงครามซ้ำเติมความรุนแรง เมื่อทหารบุกถึงบ้าน
รายงานยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งด้วยอาวุธที่ยืดเยื้อในรัฐฉาน ระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์หลักอย่างสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน กองทัพรัฐฉาน กองทัพสหรัฐว้า กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติปะหล่อง และกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SGBV ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปฏิบัติการ 1027 ของพันธมิตรภราดรภาพเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ที่นำไปสู่การยึดเมืองและฐานทัพจำนวนมากในภาคเหนือรัฐฉาน ซึ่งกองทัพพม่าตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่อย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายพันครอบครัวต้องพลัดถิ่นฐาน ในบางกรณี ความขัดแย้งกลายเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการเข้าถึงความยุติธรรม ดังเช่นกรณีเด็กที่ถูกข่มขืนรายหนึ่งซึ่งไม่สามารถแจ้งความได้ เพราะผู้นำหมู่บ้านต้องหลบหนีภัยสงครามไปก่อนแล้ว ทำให้เกิดสิ่งที่รายงานเรียกว่า "สุญญากาศ" ของระบบยุติธรรมในพื้นที่
หนึ่งในกรณีที่รายงานบันทึกไว้อย่างละเอียดคือเหตุการณ์ที่หมู่บ้านซวนโลน ทางภาคเหนือของรัฐฉาน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งทหารรัฐบาลพม่าสองนายเดินเข้าไปตามบ้านเรือนในหมู่บ้านยามค่ำคืน ในบ้านหลังแรก ทหารลากสามีออกไปนอกบ้านแล้วข่มขืนภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ ส่วนในบ้านอีกหลัง ทหารบังคับให้คู่สามีภรรยาที่กำลังหลับเปิดประตูด้วยอาวุธปืนจี้ ก่อนจะข่มขืนภรรยาซึ่งเป็นแม่ลูกสองในวัยสามสิบกว่าปี และทำร้ายร่างกายเมื่อเธอพยายามขัดขืน ก่อนจากไป ทหารทั้งสองนายขู่ผู้เสียหายทั้งสองคนว่าจะฆ่าหากเปิดเผยเรื่องราวออกไป
เมื่อ "หมู่บ้าน" ต้องตัดสินแทนศาล
จุดที่รายงานเน้นย้ำมากที่สุดคือปัญหาการเข้าถึงความยุติธรรม เพราะในบรรดา 172 คดีทั้งหมด มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีบันทึกว่าได้รับการดำเนินการหรือมีผลลัพธ์ใด ๆ ตามมา และในจำนวนคดีที่มีการแจ้งความ ส่วนใหญ่ถึง 70.8% ถูกแจ้งต่อผู้นำหมู่บ้าน ผู้บริหารหมู่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นด่านแรก ขณะที่มีเพียง 16.9% ที่แจ้งต่อกองกำลังชาติพันธุ์ และ 12.4% ที่แจ้งต่อตำรวจ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความคือความอับอาย ความกลัวว่าครอบครัวหรือชุมชนจะรับรู้เรื่องราว และความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อยังต้องอยู่ร่วมบ้านหรือชุมชนเดียวกับผู้กระทำความผิด
ระบบยุติธรรมในระดับชุมชนซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ผู้เสียหายเข้าถึงมากที่สุด มักตัดสินคดีด้วยการให้ค่าชดเชยทางการเงินหรือการไกล่เกลี่ยเพื่อรักษาความสงบของชุมชน มากกว่าการเอาผิดผู้กระทำอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคดีข่มขืนโดยทหารกองกำลังชาติพันธุ์รายหนึ่งในภาคเหนือรัฐฉาน ซึ่งผู้บริหารหมู่บ้านสั่งปรับเงิน 400,000 จ๊าด หรือราว 200 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เงินจำนวนนี้กลับเข้าเป็นรายได้ของหมู่บ้านเอง ไม่ได้ตกถึงมือผู้เสียหายแต่อย่างใด อีกกรณีหนึ่งซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างได้ชัดเจนไม่แพ้กันคือ กรณีที่ผู้อาวุโสในหมู่บ้านตัดสินให้ผู้ข่มขืนแต่งงานกับผู้เสียหายเพื่อรักษา "ศักดิ์ศรี" ของฝ่ายหญิง โดยไม่ได้ฟังความเห็นของผู้เสียหายเลยแม้แต่น้อย และในบางคดี ผู้เสียหายเองกลับถูกสั่งให้จ่ายค่าชดเชยแก่หมู่บ้าน ด้วยข้อหาว่ากล่าวหาเท็จหรือทำให้ชื่อเสียงของหมู่บ้านเสียหาย ส่วนกระบวนการยุติธรรมที่เป็นทางการอย่างตำรวจและศาลนั้น แทบไม่ถูกนำมาใช้เลย ยกเว้นในคดีที่ร้ายแรงมากอย่างการข่มขืนเด็กหรือคดีที่มีผู้เสียชีวิต และศาลมักถูกใช้เฉพาะในเรื่องการหย่าร้างหรือคดีที่ผู้เสียหายป้องกันตัวจนคู่กรณีเสียชีวิตเท่านั้น
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าเด็กและผู้พิการเป็นกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ โดยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีตกเป็นเหยื่อในอย่างน้อย 40 คดี ขณะที่ผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีความพิการทางจิต สติปัญญา หรือร่างกาย ตกเป็นเหยื่อในอย่างน้อย 12 คดี เนื่องจากความเปราะบางที่ซ้อนทับกันทั้งทางร่างกาย สังคม และระบบ หนึ่งในกรณีที่สะเทือนใจที่สุดคือผู้หญิงที่มีความพิการทางสติปัญญาและการพูดถูกลุงของตนเองข่มขืน แต่ป้าของเธอกลับไม่เชื่อคำให้การเพราะมองว่าเธอพูดสื่อสารไม่ได้ และเลือกที่จะปกป้องสามีของตนเองแทน ทำให้ผู้เสียหายรายนี้ไม่ได้รับความยุติธรรมหรือการช่วยเหลือใด ๆ เลย อีกกรณีหนึ่งคือผู้หญิงที่มีความพิการทางจิตถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยผู้กระทำหลายคนที่ไม่ทราบตัวตน จนตั้งครรภ์ แต่ผู้บริหารหมู่บ้านกลับขับไล่เธอและครอบครัวออกจากหมู่บ้าน โดยอ้างว่าละเมิดกฎจารีตเรื่องการตั้งครรภ์นอกสมรส โดยไม่มีการสืบสวนหาตัวผู้กระทำแต่อย่างใด
ท่ามกลางช่องว่างของระบบยุติธรรมที่เป็นทางการ องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชนอย่าง SWAN กลับกลายเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น ทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร ที่พัก การดูแลเด็ก บริการสุขภาพ การเดินทาง การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือด้านการคลอดบุตรแก่ผู้เสียหาย รวมถึงการประสานงานกับตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อช่วยให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น แม้จะทำงานด้วยงบประมาณที่จำกัดและในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิพลเมืองก็ตาม
จากข้อค้นพบทั้งหมด SWAN ได้เสนอข้อเสนอแนะต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยเรียกร้องให้กองกำลังชาติพันธุ์บังคับใช้นโยบายห้าม SGBV อย่างจริงจัง ฝึกอบรมความอ่อนไหวทางเพศแก่ทหารและผู้บริหารท้องถิ่น เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการปกครองและกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งร่วมมือกันยุติความขัดแย้งที่เป็นชนวนซ้ำเติมความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ส่วนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้น รายงานเรียกร้องให้จัดตั้งกระบวนการรายงานและกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะคดีร้ายแรงต้องได้รับการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ แทนที่จะปล่อยให้จบลงด้วยการไกล่เกลี่ยหรือการชดเชยเงินเพียงอย่างเดียว
สำหรับกลุ่มผู้บริจาคและองค์กรระหว่างประเทศ รายงานเรียกร้องให้เพิ่มเงินทุนสนับสนุนบริการที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง เช่น ที่พักปลอดภัย บริการสุขภาพ การเยียวยาจิตใจ และความช่วยเหลือทางกฎหมาย พร้อมทั้งเรียกร้องประชาคมโลกให้เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทหารพม่าให้ยุติการโจมตีพลเรือนและความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ สนับสนุนกลไกความรับผิดชอบระหว่างประเทศ อาทิ กลไกสืบสวนอิสระแห่งสหประชาชาติสำหรับพม่า และความพยายามส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณา รวมถึงสนับสนุนวาระผู้หญิง สันติภาพ และความมั่นคง ตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1325 อย่างจริงจังต่อไป
อ่านรายงานฉบับเต็ม
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

