'บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม' เครือข่ายธุรกิจชุมชนเข้มแข็งด้วยวนเกษตรอินทรีย์

กองบรรณาธิการ TCIJ 30 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 132 ครั้ง

'บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม' เครือข่ายธุรกิจชุมชนเข้มแข็งด้วยวนเกษตรอินทรีย์

ภาคการเกษตรไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน หลายหน่วยงานส่งเสริมการปลูกเชิงปริมาณมากกว่าการผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการตลาด ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาด เกษตรกรไม่มีทางเลือกจึงต้องขายผลผลิตให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาต่ำเพื่อระบายสินค้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ ที่ดินทำกิน และแรงจูงใจในการปลูกในที่สุด

ด้วยสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของ “บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม ซึ่งเป็นธุรกิจรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรในตำบลน้ำริด อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ นายสุทธิรัตน์ ปาลาส อดีตนักวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผู้คลุกคลีกับปัญหาภาคการเกษตรมานานจนพบว่าเป็นเรื่องที่ “แก้ไม่จบ” จึงตัดสินใจผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการชุมชน จัดตั้งบริษัท บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม จำกัด ในปี 2559 เพื่อหวังจะปลูกและเรียนรู้การขายด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการปลูกข้าวออร์แกนิกคุณภาพสูง แต่พบอุปสรรคใหญ่ในช่วงแรก คือ แม้กระบวนการผลิตจะเป็นอินทรีย์ทั้งหมด แต่ข้าวออร์แกนิกกลับขายได้ในราคาเท่ากับข้าวทั่วไป เพราะขาดการทำการตลาดที่ดี

ปี 2560 นายสุทธิรัตน์จึงเปลี่ยนทิศทางการประกอบธุรกิจ หันมาให้ความสำคัญกับผลไม้ที่เป็นของดีจังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ว่าจะเป็นลางสาด ลองกอง ทุเรียน และสับปะรด โดยวางบทบาทให้บุญดำรงค์กรีนฟาร์มทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มวนเกษตรอินทรีย์อุตรดิตถ์ เพื่อส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปแบบ B2C (Business to Customer: การขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง) และ B2B (Business to Business: การขายให้กับภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์) โดยให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ในคุณภาพผลผลิต แต่ยังพบปัญหาผลผลิตปลอดสารควบคุมคุณภาพได้ยาก เหลือผลผลิตตกเกรดจำนวนมาก ซึ่งเน้นย้ำถึงปัญหาเดิมของภาคการเกษตรที่ส่งเสริมการผลิตอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้การตลาดเข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ

กลยุทธ์ “กิน เคี้ยว คายข้อมูล แล้วค่อยวางแผน” จากธุรกิจปันกัน

ก้าวใหม่ของบุญดำรงค์กรีนฟาร์มเกิดขึ้นเมื่อได้เข้าร่วมโครงการ “ธุรกิจปันกัน” ของสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้นายสุทธิรัตน์ปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจให้เป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์ต้นทุนเชิงลึก การแยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีครัวเรือน ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาวางแผนธุรกิจผ่านกลยุทธ์ “กิน เคี้ยว คายข้อมูล แล้วค่อยวางแผน”

“การใช้กลยุทธ์ “กิน เคี้ยว คายข้อมูล แล้วค่อยวางแผน” และโมเดล “คน-ของ-ตลาด” จากธุรกิจปันกัน ทำให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ จากเดิมที่ “ผลิตตามใจ” ไปสู่การยึดหลัก “ตลาดนำการผลิต” ด้วยการใช้ “ผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง” เข้ามาสำรวจตลาดเพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค แล้วพิจารณา “ของ” ทั้งชนิดผลไม้ มาตรฐานคุณภาพ และคุณค่าของสินค้าที่ผู้บริโภคมองหา เมื่อได้ข้อมูลแล้ว จึงนำกลับมาประเมินศักยภาพ “คน” กลุ่มเกษตรกรว่าสามารถผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการเหล่านั้นได้หรือไม่ ทำให้การวางแผนมีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงใช้การสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมาถึงปัจจัยการผลิตที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยแล้ง ฝนตกหนัก เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระยะยาว”

นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดทักษะความรู้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องการบันทึกข้อมูล สถานการณ์ทางการเงินและปัญหาที่พบจากกระบวนการผลิต รวมถึงองค์ความรู้ด้านการจัดจำหน่าย การพัฒนารูปแบบแพคเกจจิ้งที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยข้อมูลดังกล่าวยังถูกนำไปใช้แก้ปัญหาดั้งเดิมในพื้นที่ที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตให้เป็นไปตามกลไกตลาดได้

วนเกษตรอินทรีย์: สร้างสมดุลความยั่งยืนด้วย 4 มิติ

ทั้งนี้ “ข้อมูล กระบวนการ และต้นทุนการผลิต” ที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับเครือข่ายธุรกิจผ่านการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งราคาขายที่เป็นธรรมกับทั้ง 3 ฝ่าย คือ เกษตรกร (ผู้ผลิต) บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม (ผู้รวบรวม) และผู้บริโภค ส่งผลให้ธุรกิจรวบรวมผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการใช้ข้อมูลและการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจชุมชนของบุญดำรงค์กรีนฟาร์ม คือ การใช้หลัก “วนเกษตรอินทรีย์” ที่เน้นสร้างสมดุลความยั่งยืนกับ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. คน สร้างเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็งด้วยการเพิ่มทักษะความรู้และเปลี่ยนทัศนคติเกษตรกร พร้อมผลักดันให้ขึ้นเป็นผู้นำแถวสอง และนวัตกรชุมชนที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพการผลิต 2. ผลผลิต เน้นผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมีที่มีมาตรฐานสากลรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค 3. เศรษฐกิจ มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก และประกอบอาชีพอย่างมีศักดิ์ศรี และ 4. สิ่งแวดล้อม ผลิตภายใต้หลัก “วนเกษตร” และ “เกษตรอินทรีย์” ซึ่งเป็นระบบการทำเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูล โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นในการปลูกพืช 3 ระดับในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ ไม้ใหญ่ดั้งเดิมในพื้นที่ (ชั้นบนสุด) ไม้ผลเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลัก (ชั้นกลาง) และพืชผักสมุนไพรที่เป็นแหล่งอาหาร (ชั้นล่าง)

ผลลัพธ์ที่มากกว่าตัวเงิน คือ “คุณค่า” และ “ความภาคภูมิใจ”

นายสุทธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภูมิใจว่า ความสำเร็จของบุญดำรงค์กรีนฟาร์มไม่ใช่เพียงแค่เครือข่ายธุรกิจชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “คน” โดยเฉพาะเกษตรกรที่เติบโตทางความคิด เปลี่ยนมุมมองจากการปลูกเพื่อ “เงิน” สู่การปลูกด้วย “คุณค่า” และ “ความภาคภูมิใจ” ไม่ได้มองว่าขายแค่ผลไม้ แต่เป็นการส่งมอบคุณค่าและความตั้งใจในการผลิตสินค้าที่ปลอดภัยให้กับผู้บริโภค แล้วยังทำให้เกษตรกร “ใจฟู” เมื่อได้รับคำชมจากผู้บริโภค ซึ่งคำชมเหล่านั้นกลายเป็นพลังใจที่ดีให้เกษตรกรกลับไปดูแลสวนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น พร้อมกลับไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการได้รับการพัฒนาศักยภาพรอบด้าน

“ธุรกิจชุมชนที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดขึ้นจากการพัฒนาเพียงมิติใดมิติหนึ่ง แต่เกิดจากการเชื่อม “คน ผลผลิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม” ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล จนเกิดเป็นระบบ “เศรษฐกิจเกื้อกูล” ตามแบบฉบับของธุรกิจปันกันที่สร้างความสำเร็จร่วมกันแบบ Win-Win-Win เริ่มตั้งแต่ “เกษตรกร” ที่มีรายได้เพิ่มจากการปลูกผลผลิตคุณภาพ “ผู้รวบรวม” อย่างบุญดำรงค์กรีนฟาร์มที่ทำหน้าที่ส่งต่อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค และ “ผู้บริโภค” ปลายทางที่ได้บริโภคผลไม้ที่ดีที่สุดจากความตั้งใจของผู้ผลิต สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า “เมื่อคนดีสร้างของดี ของดีก็จะขายได้ดี และจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน”

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: