Rocket Media Lab: ภาครัฐแก้ปัญหาฝุ่นปี 68 ประสบความสำเร็จจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้มากน้อยแค่ไหน

กองบรรณาธิการ TCIJ 25 มี.ค. 2569 | อ่านแล้ว 143 ครั้ง


Rocket Media Lab ชวนตรวจการบ้านภาครัฐในปี 2568 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ว่าภาครัฐประสบความสำเร็จจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในประเด็นใดบ้าง  

  • จากการตั้งเป้าหมายปี 2568 ไว้ว่าพื้นที่การเผาป่าทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ จังหวัดกาญจนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องลดลง 25% จากข้อมูลจะพบว่าไม่บรรลุผลสำเร็จในทุกระดับ โดยการเผาใน 17 จังหวัดภาคเหนือนั้นกลับสูงถึง 152.06% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงขึ้น 39.82%
  • จากการตั้งเป้าหมายปี 2568 ไว้ว่าต้องลดพื้นที่เผาไหม้จากการเผาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือลง 20% ใน 17 จังหวัดภาคเหนือลง 30% ในภาคกลางลง 10% และในภาคตะวันตกลง 15% จากข้อมูลจะพบว่าบรรลุผลทั้งหมด
  • อย่างไรก็ตามการลดการเผาในพื้นที่เกษตรบรรลุตามเป้าหมายนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการลดค่าเป้าหมายจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 50% เหลือเพียง 10-30% จึงทำให้บรรลุเป้าหมายได้ แต่หากยึดค่าเป้าหมายเดิมซึ่งอยู่ที่ 50% จะพบว่ามีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกที่จะบรรลุผล ส่วนกลุ่มพืชเป้าหมายก็จะมีเพียงข้าวโพดเท่านั้นที่จะบรรลุผล

ประเด็นเรื่องฝุ่น PM2.5 กลายเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างมาตั้งแต่ปี 2558 และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา จนทำให้ภาครัฐผลักดันแผนฝุ่นปี 62 หรือ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งมีขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อให้เป็นแม่แบบแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศ ผลจากแผนดังกล่าวก่อให้เกิดการขยายสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเป็น 96 สถานีใน 65 จังหวัด การบังคับใช้น้ำมัน Euro 5 (1 ม.ค. 67) การปรับค่ามาตรฐานฝุ่นใหม่ให้เข้มข้นขึ้น (รายปีไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม.) และมีระบบ Single Command สำหรับสั่งการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ถึงอย่างนั้นปัญหา PM2.5 ก็ยังคงไม่ทุเลาลง และยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น จนต่อมารัฐบาลใหม่ก็ได้ออกแผนฝุ่นแห่งชาติฉบับที่ 2 ซึ่งก็คือ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 โดยในแต่ละปีก็จะมีการกำหนดเกณฑ์เป้าหมายเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ลงให้ได้

Rocket Media Lab จึงชวนมาตรวจการบ้านภาครัฐในปี 2568 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ว่าภาครัฐประสบความสำเร็จจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในประเด็นใดบ้าง 

พื้นที่ป่าลดการเผาไหม้ลงจากปี 2567 ทั้ง 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดกาญจนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องลดลง 25%

จากข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ค. 2567 และ ม.ค.-พ.ค. 2568 พบว่าปี 2567 ในพื้นที่ 17 จังหวัดในภาคเหนือ มีการเผาป่า 2,292,112 ไร่ ส่วนปี 2568 เกิดการเผา 5,777,474 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 3,485,362 ไร่ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 152.06% จึงถือว่าเป้าหมายในส่วนนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่นับเป็นพื้นที่เป้าหมายใหม่ในมาตรการ พบว่าปี 2567 มีการเผาป่า 271,238 ไร่ ส่วนปี 2568 มีจำนวน 333,826 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 62,588 ไร่ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 23% จึงถือว่าเป้าหมายในส่วนนี้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้

ส่วนพื้นที่ระดับภาคอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องลดพื้นที่เผาในป่า ลง 25% นั้นพบว่าปี 2567 มีพื้นที่เผาป่า 550,849 ไร่ ส่วนปี 2568 มีจำนวน 770,172 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 219,323 ไร่ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 40% จึงถือว่าเป้าหมายในส่วนนี้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้

ดังนั้น เป้าหมายลดการเผาในพื้นที่ป่า 17 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งตอนล่างและตอนบน จังหวัดกาญจนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงให้ได้ 25% จึงไม่บรรลุผลในทุกระดับพื้นที่

พื้นที่เกษตร เป้าหมายแบ่งเป็น ลดพื้นที่เผาไหม้จากการเผานาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 20% ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลดลง 30% ภาคกลางลดลง 10% และภาคตะวันตกลดลง 15% และในส่วน KPI เฉพาะกลุ่มพืชเป้าหมาย ทั่วประเทศแบ่งเป็น นาข้าว ลดลง 30% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดลง 10% อ้อยโรงงาน ลดลง 15%

เมื่อตรวจสอบการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ต้องลดพื้นที่เผาไหม้จากการเผานาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ลง 20% นั้น พบว่าปี 2567 นั้นมีพื้นที่การเผา 4,209,711 ไร่ ขณะที่ปี 2568 มีการเผา 2,024,402 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลดลง 2,185,309 ไร่ หรือคิดเป็นลดลง 51.91% ซึ่งถือว่าบรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568

ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือ ต้องลดพื้นที่เผาไหม้จากการเผานาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ลง 30% ก็พบว่าปี 2567 มีพื้นที่การเผา 3,895,749 ไร่ ขณะที่ปี 2568  มีการเผา 2,073,665 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลดลง 1,822,084 ไร่ หรือลดลง 46.77% ซึ่งถือว่าบรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568 เช่นกัน

ส่วนพื้นที่ภาคกลาง ต้องลดพื้นที่เผาไหม้จากการเผานาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ลง 10% พบว่าปี 2567 มีพื้นที่การเผา 3,505,195 ไร่ ขณะที่ปี 2568 มีการเผา 2,673,979 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลดลง 831,216 ไร่ หรือลดลง 23.71% ซึ่งถือว่าบรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568

ภาคตะวันตก ต้องลดพื้นที่เผาไหม้จากการเผานาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ลง 15% พบว่าปี 2567 มีพื้นที่การเผา 902,195 ไร่ ขณะที่ปี 2568 มีการเผา 201,147 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลดลง 701,048  ไร่ หรือคิดเป็น ลดลง 77.7% ซึ่งถือว่าบรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568 เช่นกัน

ในส่วนของตัวชี้วัดว่าด้วยพืชเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีมาตรการคือ ลดการเผาในนาข้าว ลง 30% พบว่าปี 2567 มีพื้นที่การเผา 6,054,743 ไร่ ขณะที่ปี 2568 มีการเผา 3,079,895 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่นาข้าวลดลง 2,974,848 ไร่ หรือคิดเป็น ลดลง 49.13% ซึ่งถือว่าบรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568 เช่นกัน

พืชกลุ่มเป้าหมายยังมีลดการเผาในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลง 10% พบว่าปี 2567 มีพื้นที่การเผา 4,434,357  ไร่ ขณะที่ปี 2568 มีการเผา 542,288 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง 3,892,069 ไร่ หรือคิดเป็นลดลง 88.77% ซึ่งถือว่าบรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568 ลดการเผาในอ้อยโรงงานลง 15% พบว่าปี 2567 มีพื้นที่การเผา 49,965 ไร่ ขณะที่ปี 2568 มีการเผา 1,796,678 ไร่ หรือมีการเผาในพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น 1,746,713 ไร่ หรือคิดเป็นเพิ่มถึง 3,496% ซึ่งถือว่าไม่บรรลุผลตามเกณฑ์ปี 2568 แต่หากพิจารณาข้อมูลอ้อยเผาเข้าหีบกลับพบว่า จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ชี้ว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบปี 2566/67 มีอ้อยเผาเข้าหีบ 24.3 ล้านตัน ในหีบปี 2567/68 มีอ้อยเผาเข้าหีบ 13.6 ล้านตัน จากข้อมูลจะพบว่าปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับพื้นที่การเผา ดังนั้นเป้าหมายลดการเผาในพืชกลุ่มเป้าหมายนั้น จึงบรรลุผลเพียงในกลุ่มข้าวและข้าวโพดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการลดการเผาในพื้นที่เกษตรบรรลุตามเป้าหมายนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการลดค่าเป้าหมาย จากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 50% เหลือเพียง 10-30% จึงทำให้บรรลุเป้าหมายได้ แต่หากยึดค่าเป้าหมาย เดิมซึ่งอยู่ที่ 50% จะพบว่ามีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกที่จะบรรลุผล ส่วนกลุ่มพืชเป้าหมายก็จะมีเพียงข้าวโพดเท่านั้นที่จะบรรลุผล

พื้นที่เมืองควบคุมการระบายฝุ่นในพื้นที่เมือง เน้นการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ 100% 

ไม่มีการวัดผล

เปรียบเทียบเป้าหมายการแก้ปัญหาฝุ่น 3 ปี กับ KPI ที่ลดลงเรื่อยๆ

จากการสำรวจ KPI การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 2568 และ 2569 พบว่ามีการลดเพดานความเข้มงวดลง โดยเห็นได้ในส่วนของการเผาในพื้นที่ป่านั้นมีการกำหนด KPI จาก 50% ในปี 2567 เหลือเพียง 25% ในปี 2568 และในปี 2569 เหลือเพียง 10% เท่านั้น ขณะที่ภาคการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลับมีการลด KPI จาก 50% ในปี 2567 เหลือเพียง 30% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 10% ในปี 2569 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการปรับ KPI การเผาในพื้นที่เกษตรจาก 20% ในปี 2568 เหลือ 10% ในปี 2569 นอกจากนี้ในปี 2569 มีการเพิ่มเป้าหมายพื้นที่เกษตร โดยแยกเป็นกลุ่มพืชเป้าหมาย

ในส่วนของค่าเฉลี่ยฝุ่นนั้นพบว่า ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งในปี 2567 เคยตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ยฝุ่นไว้สูงถึง 40% แต่ในปี 2568 กลับถอยมาตั้งเป้าเพียง 15% และลดลงเหลือ 10% ในปี 2569 เช่นเดียวกับจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานที่เคยตั้งไว้ 30% ในปี 2567 ก็ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 10% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 5% ในปี 2569

ในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป้าหมายการลดค่าเฉลี่ยฝุ่นก็ลดลงจากเดิมที่ 20% ในปี 2567 เหลือเพียง 5% ในปี 2568 และคงที่ 5% ในปี 2569 โดยยังคงเป้าหมายจำนวนวันเกินมาตรฐานไว้ที่ 5% เท่าเดิมตลอดทั้ง 3 ปี สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็พบการปรับลดเป้าหมายค่าเฉลี่ยฝุ่นลงจาก 10% ในปี 2567 เหลือ 5% ในปี 2568 และคงไว้ที่ 5% ในปี 2569 ขณะที่จำนวนวันเกินมาตรฐานยังคงอยู่ที่ 5% ตลอดทั้ง 3 ปี และในพื้นที่ภาคกลางมีการปรับลดลงในทุกมิติคือเป้าหมายค่าเฉลี่ยฝุ่นลดจาก 10% ในปี 2567 เหลือ 5% ในปี 2568 และ 2569 ส่วนจำนวนวันเกินมาตรฐานก็ลดจาก 10% ในปี 2567 เหลือ 5% ในปี 2568 และ 2569 เช่นกัน

เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติเปรียบเทียบระหว่างปี 2567 และปี 2568 พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั้งปีทุกภูมิภาคมีแนวโน้มลดลง เริ่มจากพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่ลดลงจาก 46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2567 เหลือเพียง 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2568 คิดเป็นลดลง 28.26% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงจาก 33 เหลือ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ 28.26%  สำหรับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าเฉลี่ยลดลงจาก 37 เหลือ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลง18.92% ส่วนภาคกลางลดลงจาก 34 เหลือ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 11.76% และภาคตะวันตก ลดลงจาก 41 เหลือ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 19.51%

และหากพิจารณาจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนเกินค่ามาตรฐานร่วมด้วย พบว่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนวันฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเพิ่มขึ้นจาก 129 วัน ในปี 2567 เป็น 163 วัน ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 26.36% ทางด้าน กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวนวันฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเพิ่มจาก 97 วัน เป็น 118 วัน หรือเพิ่มขึ้น 21.65% สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นจาก 113 วัน เป็น 127 วัน คิดเป็น 12.39% และภาคกลาง เพิ่มขึ้นจาก 101 วัน เป็น 109 วัน หรือเพิ่มขึ้น 7.92% จากข้อมูลจะพบว่ามีเพียงภาคตะวันตกเพียงภูมิภาคเดียวที่สถานการณ์ดีขึ้นในทิศทางเดียวกันทั้งสองมิติ โดยจำนวนวันฝุ่นเกินมาตรฐานลดลงจาก 84 วัน เหลือ 73 วัน หรือลดลง 13.10%

ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลทั้ง 2 ชุด จะพบว่าแม้ในภาพรวมค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 จะลดลงและดูเหมือนจะเบาบางลง แต่ในความจริงแล้ว ประชาชนก็ยังต้องเผชิญกับจำนวนวันที่สภาพอากาศเป็นพิษยาวนานขึ้นกว่าปีก่อน และการที่ประสบความสำเร็จในเชิงตัวเลขก็เพราะเกิดจากการปรับลดค่าเป้าหมายในการวัดผล มากกว่าจะเป็นความสำเร็จจากการแก้ปัญหาจริง โดยหากใช้ KPI เดิม จะพบว่ามีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้นที่บรรลุผลจาก KPI เดิมในส่วนของค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 แต่ถึงอย่างนั้นในส่วนของวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานก็ไม่บรรลุผลอยู่ดี 

ผ่าตัดแผนแก้ฝุ่นฉบับที่ 2 ของภาครัฐ อะไรเพิ่มมาบ้าง?

แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ครอบคลุมทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงสร้างของแผนใหม่นี้มีความแตกต่างจากเดิม ซึ่งระบุว่าแผนใหม่มุ่งเน้นการป้องกันและควบคุมการระบายมลพิษแบบเจาะจงรายพื้นที่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่ มาตรการในพื้นที่เมือง พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม ภาคมลพิษข้ามแดน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

มาตรการยาแรงภาคเกษตร: เมื่อภาครัฐระบุว่าจะประกาศสงครามกับการเผา

สำหรับพื้นที่เกษตรกรรมนั้น ในแผนแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 รัฐบาลได้เปลี่ยนจากการรณรงค์ขอความร่วมมือ มาสู่การใช้มาตรการเชิงรุกขั้นเด็ดขาดภายใต้คำว่า “ประกาศสงครามกับการเผาพื้นที่เกษตรกรรม” โดยระบุว่ามีใช้มาตรการตัดสิทธิเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรที่เผาในพื้นที่เกษตรกรรมจะไม่ได้รับสิทธิ หรืออาจถูกเพิกถอนสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. และนิคมสหกรณ์ รวมถึงจะไม่ได้รับการจ่ายเงินช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ของภาครัฐอีกต่อไป

นอกจากบทลงโทษแล้ว แผนนี้ยังเน้นการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของผลผลิตทางการเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรว่าไม่ได้มาจากการเผา

ส่วนภาคธุรกิจจะถูกกระตุ้นให้รับซื้อผลผลิตจากแหล่งที่ปลอดการเผา และหลีกเลี่ยงการรับซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผาอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการเร่งรัดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับข้าวและอ้อยแบบไม่เผา รวมถึงมาตรฐาน PM2.5 Free Plus สำหรับกระบวนการผลิตข้าวโพดเมล็ดแห้งด้วย

มาตรการเก็บเงินในภาคเมือง: โมเดล Low Emission Zone และ Congestion Charge

ในภาคเมืองนั้น พบว่าปัญหาของฝุ่นมาจากการจราจรและการก่อสร้างดังนั้นในแผนฉบับใหม่นี้ จึงกำหนดให้จัดตั้งพื้นที่ควบคุมพิเศษ หรือ Low Emission Zone ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันตามขนาดและประเภทของยานพาหนะ หรือการจำกัดการเข้าพื้นที่ตามประเภทรถยนต์

นอกจากนี้ยังพบว่า แผนนี้ระบุให้มีการกำหนดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนในพื้นที่การจราจรหนาแน่น (Congestion Charge) เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหารถติดและลดปริมาณการปล่อยฝุ่นละออง PM2.5 ในเขตเมือง

ยกระดับการจัดการฝุ่นข้ามแดน: ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)

มลพิษข้ามแดนถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ควบคุมได้ยาก แต่ในแผนใหม่นี้ได้มีการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy (ค.ศ. 2024-2030) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างประเทศไทย ลาว และเมียนมา อย่างที่เคยมีมาตลอด

มากไปกว่าความร่วมมือระดับรัฐ แผนนี้ยังใช้กลไกการค้าโดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรอบด้านทั้งในและนอกราชอาณาจักร เพื่อสร้างหลักประกันว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในสายพานการผลิตของแต่ละประเทศ จะปราศจากการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศข้ามแดน

KPI ใหม่ที่หินกว่าเดิม: เปลี่ยนจาก Hotspot เป็น Burnt Scar

ความน่าสนใจของแผนใหม่นี้ คือการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ จากเดิมที่มีมาตรการควบคุมจุดความร้อน (Hotspot) มาเป็นการวัดพื้นที่เผาไหม้ (Burnt Scar) แทน ซึ่งมีการระบุสาเหตุที่ต้องเปลี่ยน เพราะข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมมีข้อจำกัดในการตรวจจับ เนื่องจากเกษตรกรมีพฤติกรรมการเผาหลบดาวเทียม เช่น การเผาในเวลากลางคืน การเผาในช่วงเวลาสั้นๆ การเผาใต้แนวไม้ หรือการเผาในวันที่เมฆปกคลุม

ในขณะที่ข้อมูลร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ (Burnt Scar) มีความแม่นยำสูงกว่า และยังช่วยชี้เป้าพื้นที่ที่มีการเผาซ้ำซากได้อีกด้วย ดังนั้นความน่าสนใจของแผนใหม่นี้คือการใช้มาตรวัดที่แม่นยำขึ้น และยังกำหนดให้พื้นที่เผาไหม้ (Burnt Scar) ต้องลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

นอกจากนี้ในด้านสุขภาพ ยังมีการตั้งเกณฑ์ใหม่ที่เข้มงวดขึ้น โดยมีการกำหนดให้ค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 ราย 24 ชั่วโมง ต้องอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งอ้างอิงตามเกณฑ์ความปลอดภัยคือต้องมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 37.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฯ ฉบับที่ 2 นี้ พบว่ามีการยกระดับการจัดการจากยุคของการขอความร่วมมือมาสู่ยุคของการบังคับใช้ด้วยมาตรการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามคำถามและความท้าทายที่รออยู่คือ รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนตัวหนังสือเหล่านี้ให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่แผนฉบับใหม่ที่ใช้ KPI เดิมในการทำงานต่อไป

มาตรการใหม่ปี 2569 จากครม. มีอะไรบ้าง?

ทั้งนี้พบว่ามาตรการใหม่ปี 2569 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 โดยแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงานออกเป็นสามส่วนหลักคือพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่เมือง โดยในส่วนของพื้นที่ป่านั้นได้กำหนดเป้าหมายการลดการเผาทั่วประเทศรวมถึงกลุ่มป่าแปลงใหญ่ 14 กลุ่มป่า

  • พื้นที่ป่า โดยกำหนดเป้าหมายลดการเผาป่าทั่วประเทศ และป่าแปลงใหญ่ 14 กลุ่มป่า ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
  • พื้นที่เกษตรภาพรวม ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
  • ภาคเหนือ 17 จังหวัด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20
  • ภาคกลาง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
  • ภาคตะวันตก ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
  • ภาคตะวันออก ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

นอกจากนี้นาข้าว มีเป้าหมายการเผาลดลงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 ข้าวโพดและพืชไร่หมุนเวียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 และอ้อยโรงงานไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15

พื้นที่เมืองมีการควบคุมการระบายฝุ่นในพื้นที่เมือง โดยตั้งเป้าหมายให้ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และสถานประกอบกิจการเป้าหมายปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ ร้อยละ 100

และมีการกำหนดเกณฑ์เรื่องกำหนดผลลัพธ์คุณภาพอากาศ โดยพบว่ามีการตั้งเป้าให้ลดลงจากปี 2568 ได้แก่

  • 17 จังหวัด ภาคเหนือ เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงร้อยละ 10 จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 5
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงร้อยละ 5 จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 5
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงร้อยละ 5 จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 5
  • ภาคกลาง เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงร้อยละ 5 จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 5
  • ภาคตะวันตก เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงร้อยละ 10 จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 5
  • ภาคตะวันออก เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงร้อยละ 10 จำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 5

รวมทั้งควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร และให้จัดหาเครื่องมือ/เครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบไม่เผา เช่น เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องไถกลบตอซัง และเครื่องอัดฟาง เป็นต้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

ทั้งยังกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร (ประกอบด้วยช่วงเวลา จำนวนพื้นที่ เงื่อนไขการเผาการควบคุมดูแล) เพื่อให้แต่ละจังหวัดจัดเตรียมระบบ ขั้นตอนและผู้รับผิดชอบ รวมถึงประกาศให้เกษตรกรรับทราบโดยทั่วกัน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

ปัญหาของอ้อย : พื้นที่เผาเพิ่มแต่อ้อยเผาเข้าหีบลด และราคาลด

ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอ้อยนั้น พบว่าปีหีบอ้อย 2568/2569 มติครม. เคาะราคาอ้อย-น้ำตาลทรายขั้นต้น ปี 68/69 ราคาเดียว 890 บาทต่อตันอ้อย สาเหตุเพราะภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลกอ่อนตัวลง กล่าวคือ เมื่อมีคนขายมาก เลยต้องลดราคาลง ซึ่งระบบการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้น เป็นการคำนวณราคาอ้อยอ้างอิงจากรายได้สุทธิของระบบอ้อยและน้ำตาลทราย เมื่อราคาขายน้ำตาลทรายและผลพลอยได้ในตลาดโลกลดลง รายได้รวมของระบบจึงลดลงตามไปด้วย

แต่ทั้งนี้ แม้ราคาอ้อยขั้นต้นจะลดลง แต่ก็ยังได้รับเงินส่งเสริมที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีลดฝุ่น PM 2.5 ในอัตรา 69 บาทต่อตัน (แต่เดิมได้ 100 บาท มาจากรัฐช่วย 69 บาท และกองทุน 31 บาท) แล้วก็ยังได้รับเงินเงินเพิ่มพิเศษจากโรงงาน โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มให้อีก 40 บาทต่อตัน สำหรับชาวไร่ในบางเขตคำนวณราคา (เช่น เขต 1, 3, 6 และ 9) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง

และพบว่าในฤดูการผลิตปี 2568/69 นี้ สอน. ได้วางแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี ประกอบด้วยโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิต 2568/2569 โดยสนับสนุนให้แก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดสะอาด 100% โครงการสนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสดและมีโมเดลธุรกิจใหม่-คนละครึ่ง Farmer Plus รวมถึง “มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569” และกำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลคืออุตสาหกรรมอ้อยที่ปีผลิต 2568/2569 มีการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นเพียง 890 บาทต่อตันเนื่องจากสภาวะน้ำตาลล้นตลาดโลก ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อีกทั้งเงินอุดหนุนการตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่นยังลดลงจากเดิม 100 บาทเหลือเพียง 69 บาทต่อตัน แม้จะมีความพยายามช่วยเหลือผ่านโครงการคนละครึ่งหรือการจำกัดการรับอ้อยเผาเข้าโรงงานไม่เกินร้อยละ 20 ต่อวัน

แต่เมื่อพิจารณาสถิติการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมระหว่างปี 2567 และ 2568 นั้นกลับพบความล้มเหลวจากตัวเลข เพราะพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ปลูกอ้อยพุ่งสูงขึ้นจาก 49,965 ไร่ในปี 2567 เป็น 1,796,678 ไร่ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 3,496% แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขอ้อยเผาเข้าหีบจะพบว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบปี 2566/67 มีอ้อยเผาเข้าหีบ 24.3 ล้านตัน ในหีบปี 2567/68 มีอ้อยเผาเข้าหีบ 13.6 ล้านตัน ส่วนอ้อย ปี 2568/69 พบว่ามีอ้อยเผาเข้าหีบปี 3.3 ล้านตัน โดยตัวเลขอ้อยเผาเข้าหีบที่ลดลงนั้นสวนทางกับพื้นที่การเผาที่สูงขึ้น ซึ่งการขยายตัวของการเผาที่มากกว่าสามสิบเท่าตัวท่ามกลางแรงจูงใจทางการเงินที่น้อยลงนี้ จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เป้าหมายการลดการเผาอ้อยลง 15% ในปี 2569 อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤตคุณภาพอากาศที่ประชาชนยังต้องเผชิญอยู่

สรุป

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมยังคงไม่ประสบความสำเร็จตามตัวชี้วัด แม้จะมีการปรับลดเกณฑ์ KPI ให้ผ่อนปรนลงกว่าปี 2567 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในเชิงตัวเลขได้ง่ายขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าจำนวนวันที่อากาศเกินค่ามาตรฐานเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีวันฝุ่นพิษเพิ่มขึ้นถึง 26% และกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นกว่า 21%

และเมื่อพิจารณาต่อไปยังมาตรการใหม่ปี 2569 จากมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ก็พบว่ามาตรการเหล่านี้แทบไม่มีความแตกต่างในเชิงโครงสร้างจากแผนวาระฝุ่นแห่งชาติปี 2562 หรือแผนปี 2567 ที่ล้มเหลวมาแล้วในอดีต เพียงแต่มีการเพิ่มรายละเอียดรายพื้นที่ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่ามาตรการในรูปแบบเดิมที่เน้นเพียงการตั้งตัวเลขและลด KPI ลง จะสามารถแก้ไขวิกฤตฝุ่นที่ฝังรากได้จริงหรือไม่

หมายเหตุ:

  • อ้างอิงข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
  • อ้างอิงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2025 จากมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 และปี 2569 โดยกรมควบคุมมลพิษ

ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-kpi-pm25-2025

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: