
เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานบนท้องถนนในกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา | ที่มาภาพ: Zoe Alexandra
บทบันทึกจาก 'วิเจย์ ปราชาด' (Vijay Prashad) นักประวัติศาสตร์และนักข่าวชาวอินเดีย เขียนถึงการไปเยือนคิวบาล่าสุด และผลกระทบจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปิดกั้นการส่งน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันของชาวคิวบาอย่างรุนแรง
ที่สนามบินซึ่งตั้งชื่อตามบิดาแห่งชาติ ผมกอดทุกคนที่เจอ ทั้งพนักงานเช็คอิน เจ้าหน้าที่ประทับตราพาสปอร์ต และพนักงานภาคพื้นดิน วันก่อนหน้านั้นผมกอดเพื่อนทุกคนไว้แน่นจนน้ำตาเกือบไหล ผมรู้สึกว่าอยากส่งผ่านความกลัวที่มีต่ออนาคตของคิวบา ประชาชน และการปฏิวัติคิวบาทั้งหมดผ่านอ้อมกอดเหล่านี้ เพราะความบ้าคลั่งจากนโยบายของทรัมป์
โลกใบนี้กลายเป็นอะไรไปแล้ว? เหมือนกับว่าคนหลายพันล้านคนต้องกลายเป็นเพียงผู้ยืนดูความโหดร้ายที่สหรัฐฯ และอิสราเอลก่อขึ้น ทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ การลักพาตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา การถล่มอิหร่านอย่างไร้เหตุผล และแน่นอนคือความพยายามบีบคอคิวบา ความโหดเหี้ยมที่เสื่อมโทรมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งถูกลับให้คมขึ้นด้วยความบ้าบิ่นของทรัมป์นั้นคาดเดาไม่ได้และอันตรายจนไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ดูเหมือนทรัมป์จะติดหล่มในอิหร่านโดยที่เขาไม่คาดคิดว่าชาวอิหร่านจะมีวิสัยทัศน์ทางการเมืองในการปฏิเสธการหยุดยิง เพราะรู้ดีว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะใช้เวลาไปเสริมอาวุธแล้วกลับมาทำลายเมืองด้วยความรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในอีกไม่กี่สัปดาห์ ทรัมป์ไม่สามารถยุติสงครามในยูเครนหรือหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์ได้ มิหนำซ้ำอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรของเขายังขยายสงครามไปเลบานอนอีกครั้ง ซึ่งคุกคามว่าจะสั่นสะเทือนท้องถนนในโลกอาหรับที่ไม่พอใจรัฐบาลที่ยอมตามทุกอย่างอยู่แล้ว คำถามคือทรัมป์จะยังคงโจมตีคิวบาต่อไปหรือไม่ โดยที่เขาอาจคิดว่าจะชนะได้อย่างรวดเร็ว?
ผมอธิบายผลกระทบจากการปิดกั้นน้ำมันอย่างโหดร้ายของทรัมป์ต่อคิวบาได้ยากเหลือเกิน เพราะไม่มีการส่งน้ำมันกลั่นมาถึงคิวบาเลยตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2025 ทุกย่างก้าวของชีวิตสมัยใหม่ถูกรบกวนจนปั่นป่วนไปหมด ถนนในฮาวานาเงียบเหงาลงเพราะขาดแคลนน้ำมันสำหรับรถยนต์และรถเมล์ แม้แต่โรงเรียนและโรงพยาบาลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติคิวบาก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาบริการพื้นฐานไว้ ชาวนาเองก็ลำบากในการขนส่งอาหารเข้าสู่ตัวเมือง ส่วนยาก็มีราคาแพงและหายากขึ้นทุกที ลองนึกภาพคนไข้ที่ต้องผ่าตัดสมอง แต่หมอไม่กล้าเสี่ยงลงเข็มท่ามกลางสภาวะไฟกระพริบและไฟดับสลับไปมา นี่คือตัวอย่างที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของอันตรายจากการปิดกั้นน้ำมันที่ผมได้ยินมาในฮาวานา ขณะที่ผมเดินอยู่บนถนนมาเลกอนและเห็นเกวียนม้าวิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่คัน มันทำให้รู้สึกเหมือนว่าพวกแยงกี้ต้องการลงโทษการปฏิวัติครั้งนี้ ด้วยการผลักพลเมืองกว่า 10 ล้านคนให้ถอยหลังกลับไปสู่ยุคเหล็ก
ผมเดินทางมาคิวบาในฐานะส่วนหนึ่งของคณะแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวจากสมัชชาประชาชนนานาชาติ (International Peoples Assembly) ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรหลายร้อยแห่งทั่วโลกที่มุ่งฟื้นฟูจิตวิญญาณสากลนิยมระหว่างขบวนการต่าง ๆ คณะของเรานำโดย โจเอา เปโดร สเตดิเล (João Pedro Stedile) จากขบวนการไร้ที่ดินบราซิล ร่วมด้วย เฟร็ด เอ็มเม็มเบ (Fred M'membe) ประธานพรรคสังคมนิยมแซมเบีย ไบรอัน เบ็คเกอร์ (Brian Becker) จากพรรคสังคมนิยมและการปลดปล่อยในสหรัฐฯ มาโนโล เด ลอส ซานโตส (Manolo De Los Santos) ผู้อำนวยการ The People's Forum จูลิอาโน กรานาโต (Giuliano Granato) จากพรรค Potere al Popolo อิตาลี และผู้ประสานงานจากขบวนการ ALBA พวกเราได้ไปเยือนสถานที่หลายแห่ง ตั้งแต่โรงเรียนแพทย์ละตินอเมริกา (ELAM) สถาบันประสาทวิทยา ศูนย์มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไปจนถึง Casa De Las Americas นอกจากนี้เรายังได้เข้าพบกับคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา ประธานาธิบดีคิวบา และพูดคุยกับชาวคิวบาธรรมดาอีกมากมาย พวกเราไปที่สุสานหลักในฮาวานาเพื่อคารวะชาวคิวบา 32 คนที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของเวเนซุเอลา และเดินไปทั่วเมืองเพื่อพบปะผู้คน
ในการสนทนาครั้งหนึ่ง เพื่อนถามผมว่ารู้สึกอย่างไรกับคิวบาในตอนนี้ หลังจากที่ผมมาเยือนที่นี่นับครั้งไม่ถ้วนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผมตอบไปว่าแม้สถานการณ์จะยากลำบากมาก แต่ผู้คนกลับดูเหมือนไม่มีอะไรจะมากดให้พวกเขายอมจำนนได้ เพื่อนของผมยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความรู้สึกที่ครอบงำไปทั่วทั้งประเทศในเวลานี้คือ ชาวคิวบาจะขอสู้จนถึงที่สุดเพื่อปกป้องสิทธิในอนาคตของตนเอง และปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะยอมถอยหลังกลับไปสู่สภาพสังคมในปี 1958 หรือหนึ่งปีก่อนหน้าที่จะเกิดการปฏิวัติขึ้น
ในช่วงแรกของการปฏิวัติ ฟิเดล กัสโตร (Fidel Castro) ย้ำว่าเรื่องเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน ทั้งการยุติความหิวโหย ความยากจน การไม่รู้หนังสือ และโรคภัย รวมถึงการจัดหาที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทางวัฒนธรรม การที่ต้องเห็นคุณภาพชีวิตเสื่อมถอยลงจากการคว่ำบาตรที่รุนแรงเกือบ 70 ปี และการถูกปิดกั้นน้ำมันรอบใหม่นี้ เป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง ขณะที่ประธานาธิบดี มิเกล ดีอัซ-กาเนล (Miguel Diaz-Canel) ผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ได้ส่งสารอย่างชัดเจนว่า เราจะต้านทานต่อไป แต่จะไม่ยอมให้การปฏิวัติครั้งนี้สูญเสียความสำเร็จและความมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไป
การได้นั่งเก้าอี้โยกข้าง อาเบล ปรีเอโต (Abel Prieto) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ Casa De Las Americas เป็นเหมือนยาบำรุงหัวใจ อาเบลทำให้ผมหัวเราะเสียงดังและรู้สึกเศร้าไปพร้อมกันเหมือนเช่นเคย เขาวิเคราะห์ตัวตนของทรัมป์โดยใช้คำว่า "บ้า" บ่อยครั้งที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของคิวบา เช่น ภาพฝูงชนจำนวนมหาศาลที่ยืนหยัดอยู่กลางฝนตกหนักเพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของชาวคิวบาที่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ สังหารในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา
ผมเห็นด้วยกับมุมมองของอาเบลว่า บางทีสหรัฐฯ ในรูปแบบปัจจุบันอาจเป็นความผิดพลาดที่มหึมา ความหยิ่งยโสของทรัมป์สะท้อนถึงอุดมการณ์สุดโต่งที่ฝังรากลึก ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐฯ และรัฐบาลของเขาเฉลียวฉลาดกว่าใครทั้งหมด พวกเขาเชื่อมั่นว่าตนเองรู้ดีที่สุดว่าควรจัดการอย่างไรกับชาวปาเลสไตน์ ชาวเวเนซุเอลา ชาวอิหร่าน และชาวคิวบา ทว่าภายใต้ข้ออ้างเรื่อง "ประชาธิปไตย" สิทธิในการปกครองตนเองและสิทธิในการดำรงอยู่ของกลุ่มคนที่ถูกมองว่าด้อยกว่า กลับถูกกลืนหายไปโดยอำนาจที่เหนือกว่าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี่คือวิสัยทัศน์ที่อัปลักษณ์แต่เป็นความจริงที่น่าเศร้า เมื่อเด็ก 1 ใน 3 ที่ถูกสังหารในอิหร่านโดยน้ำมือของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงเด็กชาวปาเลสไตน์ที่เราต่างเชิดชูชื่อของพวกเขา จะไม่มีวันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่
ในวันสุดท้าย ผมเห็นกลุ่มเด็กนักเรียนคิวบากำลังเล่นกันในสวนสาธารณะ พวกเขาสวมเครื่องแบบและมีผ้าพันคอปฏิวัติผูกอยู่ที่คอ เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังระเบ็งไปทั่ว ผมเฝ้ามองพวกเขาจากฟากตรงข้ามของถนน เห็นเด็กน้อยวัยราว 5-6 ขวบ กำลังเล่นเกมวิ่งหลบกรวยภายใต้การดูแลของครู 2คนที่ยิ้มแย้ม เด็กชายและเด็กหญิงเหล่านั้นกำลังเล่นกันอยู่ในรังไหมแห่งความสุข ผมได้แต่ส่งอ้อมกอดไปให้พวกเขา และภาวนาขอให้พวกเขาปลอดภัยตลอดไป กอดคิวบาแทนผมในทุก ๆ วันด้วย
วิเจย์ ปราชาด (Vijay Prashad) เป็นนักประวัติศาสตร์และนักข่าวชาวอินเดียที่มีผลงานเขียนหนังสือมาแล้วกว่า 40 เล่ม ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของ Tricontinental: Institute for Social Research นอกจากนี้เขายังเป็นผู้สื่อข่าวหลักให้กับ Globetrotter และรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหลักของสำนักพิมพ์ LeftWord Books ในกรุงนิวเดลี
ที่มา:
Cuba will survive: a diary (Vijay Prashad, Peoples Dispatch, 15 March 2026)
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

