เผยศาลฎีกาไม่รับคำร้องฎีกาของ สนง.ประกันสังคม คดีเงินทดแทนแรงงานข้ามชาติ

กองบรรณาธิการ TCIJ 18 มี.ค. 2569 | อ่านแล้ว 95 ครั้ง

เผยศาลฎีกาไม่รับคำร้องฎีกาของ สนง.ประกันสังคม คดีเงินทดแทนแรงงานข้ามชาติ

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) เผยศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำสั่งไม่รับคำร้องฎีกาของสำนักงานประกันสังคม ชี้ไม่เป็นประเด็นสำคัญต่อสาธารณะและมีแนวคำพิพากษาวางบรรทัดฐานไว้แล้ว ส่งผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด เปิดทางให้ทายาทแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากการทำงานเข้าถึงเงินทดแทน ย้ำหลักไม่เลือกปฏิบัติและยึดข้อเท็จจริงความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้างเป็นสำคัญ

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) แจ้งข่าวว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแรงงานภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ ได้นัดฟังคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน (ครพ.ร.13473-13474/2568) ในคดีที่สำนักงานประกันสังคม คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีที่แรงงานข้ามชาติเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมที่ปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงเงินทดแทนของกองทุนเงินแทนกรณีเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน โดยคดีนี้ทายาทได้ดำเนินการตั้งแต่ลูกจ้างเสียชีวิตปลายปี 2563 กระทั่งศาลแรงงาน และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษาให้ทายาทของแรงงานที่เสียชีวิตชนะคดี ทำให้สำนักงานประกันสังคมกับพวก ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา และ ทายาทของแรงงานข้ามชาติผู้เสียชีวิตได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขออนุญาตฎีกาของหน่วยงานดังกล่าว โดยยืนยันว่าการปฏิเสธจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนเป็นการละเมิดสิทธิของลูกจ้างที่เสียชีวิตจากการทำงาน

ในวันนัดฟังคำสั่ง ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามฎีกา ยกคำร้องฎีกาและไม่รับฎีกา และยกคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกาของสำนักงานประกันสังคมกับพวก ที่เป็นจำเลยในคดี โดยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสาม ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย  เพราะ คดีนี้ไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลฏีกามาก่อน

คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นที่สุด ที่ทำให้ทายาทของแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงเงินทดแทนภายใต้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 กรณีเสียชีวิตจากการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน  

อ่องจิ่ง ภรรยาและทายาทของแรงงานข้ามชาติผู้เสียชีวิต ระบุว่า คำสั่งศาลครั้งนี้คือความเป็นธรรมที่ครอบครัวรอคอย หลังต่อสู้คดียาวนานกว่า 5 ปี สามีของเธอซึ่งทำงานก่อสร้าง เสียชีวิตเมื่อปี 2563 โดยไม่ได้รับการเยียวยาจากกองทุนเงินทดแทน ที่ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม ครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบาก เธอได้รับความช่วยเหลือจาก HRDF ในการต่อสู้คดี พร้อมย้ำว่าแรงงานทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และได้รับการคุ้มครองทันทีนับแต่วันแรกที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเงินทดแทน เพื่อให้แรงงานหรือสมาชิกในครอบครัวได้รับการคุ้มครองเยียวยาเมื่อต้องประสบอันตรายจากการบาดเจ็บ เจ็บป่วย การเสียชีวิตหรือสูญหาย เนื่องจากการทำงาน

ปสุตา ชื้นขจร ทนายความผู้ทำคดี ระบุว่า ในเชิงหลักการประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อ อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) เมื่อปี 2568 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินมาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย สุขภาพ และสวัสดิภาพของลูกจ้างทุกคน รวมทั้งต้องจัดให้มีระบบการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ขณะที่ สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความด้านสิทธิแรงงาน อธิบายว่า คำพิพากษาในคดีนี้ สอดคล้องกับบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน  และศาลปกครองสูงสุด  ได้เคยมีคำพิพากษาวางเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว ว่า การพิจารณาสิทธิในการเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน ต้องยึด “ข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง” เป็นหลัก ไม่ใช่รูปแบบของสัญญาจ้าง และ“หากมีการทำงานจริง มีการจ่ายค่าจ้างจริง ความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้างย่อมเกิดขึ้น และสิทธิในการเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนก็เกิดขึ้นทันที”

การวางหลักบรรทัดฐานดังกล่าวจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ที่คุ้มครองแรงงานทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือแรงงานข้ามชาติ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำบรรทัดฐานของศาลไปปรับใช้ในการปฏิบัติ และทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพื่อให้เคารพสิทธิของแรงงานในการเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนอย่างแท้จริง

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) เห็นว่า คดีนี้ไม่เพียงเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวของแรงงานผู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการเข้าไม่ถึงการเยียวยาของแรงงานข้ามชาติ จากการออกแนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคม อาทิ

1. การขาดความเข้าใจหลักการไม่เลือกปฏิบัติ แม้ว่าประเทศไทยจะได้ลงนามในพันธสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการเลือกปฏิบัติไว้หลายฉบับแล้วก็ตาม จะเห็นได้ว่าบรรทัดฐานของคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมายังถูกละเลยและมีความพยายามที่จะแก้ไขแนวปฏิบัติที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการเงินทดแทน ยังคงสามารถเลือกปฏิบัติในการเยียวยาต่อแรงงานข้ามชาติ โดยมูลนิธิฯ มีหลักฐานการขอรับการช่วยเหลือคดีที่แรงงานคงถูกปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงเงินทดแทน รวมถึงกรณีของแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้อาคารก่อสร้างของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม เมื่อปี 2568 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมยังอ้างเรื่องการตรวจสอบความเป็นนายจ้างของแรงงานกับสำนักงานจัดหางาน เพราะใบอนุญาตทำงานของคนงานซึ่งเป็นลูกจ้างในโครงการก่อสร้าง มีชื่อไม่ตรงกับนายจ้างที่จ้างในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ทายาทของแรงงานยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว

2. ปัญหาเชิงโครงสร้างของที่มาของการมีคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เกิดขึ้นจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาตามพรบ.เงินทดแทน จากกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการออกแนวปฏิบัติเพื่อจำกัดสิทธิในการเข้าถึงการเยียวยาจากกองทุน และศาลพิพากษาให้เพิกถอนแนวปฏิบัติต่างๆที่จะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อแรงงาน แต่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน มิได้มีความพยายามที่จะแก้ไขให้กระบวนการการคุ้มครองเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย จึงเป็นการสะท้อนถึงปัญหาที่มาของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จากกระบวนการสรรหา ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนให้มีการปฏิรูปที่มาของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจากระบบการสรรหาเป็นการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้มีสมัครรับเลือกตั้งแสดงวิสัยทัศน์ ความรู้ ความเข้าใจกฎหมายเงินทดแทน เพื่อทำให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงเงินทดแทนตามเจตนารมย์ของกฎหมายโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัก สร้างภาพลักษณ์ของการเคารพสิทธิและศักดิศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานทุกคน การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้

คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 แรงงานสัญชาติเมียนมา ทำงานเป็นลูกจ้างกรรมกรก่อสร้างทั่วไปให้แก่บริษัทจัดสรรอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประสบอุบัติเหตุจากการก่อสร้างขณะย้ายแบบวงกบหน้าต่างเหล็กขนาด 3 x 2 เมตร ตกลงมาถูกศีรษะ เป็นเหตุให้ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสันทรายและโรงพยาบาลนครพิงค์ และเสียชีวิตต่อมาในวันที่ 22 ธันวาคม 2563 จากนั้นภรรยาของผู้ตายได้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) เพื่อช่วยเหลือดำเนินการให้ได้รับเงินค่าทดแทน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ จึงได้ดำเนินการดังนี้

1. วันที่ 25 ธันวาคม 2563 พาภรรยาผู้ตายในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของลูกผู้ตาย ไปสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอรับเงินจากกองทุนเงินทดแทน ต่อมาสำนักงานประกันสังคม ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ 1/2564 เรื่องเงินทดแทนกรณีประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน ว่ามีสิทธิได้รับเงินทดแทนจำนวนรวมทั้งสิ้น 750,391.50 บาท แต่ไม่มีสิทธิรับจากกองทุนเงินทดแทน โดยเจ้าหน้าที่สั่งให้นายจ้างเป็นผู้จ่าย โดยให้เหตุผลว่านายจ้างไม่ได้แจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งไม่ได้ขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่เห็นด้วยให้อุทธรณ์ภายใน 30 วัน

2. วันที่ 29 ธันวาคม 2564 ภรรยาผู้เสียชีวิตได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเพื่อขอรับเงินจากกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้มีคำวินิจฉัยที่ 15/2566 ยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่

3. วันที่ 23 มีนาคม 2566 บริษัทนายจ้างได้ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่อศาลแรงงานภาค 5  อ้างว่าบริษัทมิได้เป็นนายจ้างของผู้ตาย แต่ผู้ตายเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาของบริษัท ซึ่งเป็นผู้นำผู้ตายไปขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมา

4. วันที่ 28 มีนาคม 2566 ทางมูลนิธิฯได้จัดทนายความให้แก่ภรรยาผู้ตายยื่นฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่อศาลแรงงานภาค 5 เช่นกัน เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ให้ภรรยาผู้ตายได้รับสิทธิในเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน

5. ศาลแรงงานภาค 5 ได้รวมพิจารณาคดีทั้งสองและได้มีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 25 กันยายน 2566 ว่าสัญญาจ้างรับเหมาระหว่างบริษัทกับผู้รับเหมาที่อ้างว่าเป็นนายจ้างของผู้ตายมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน เพื่อจะอ้างว่า ผู้ตายเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมา มิใช่ลูกจ้างของบริษัท สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ บริษัทจึงเป็นนายจ้างที่แท้จริงของผู้ตาย และยกฟ้องบริษัท

6. สำหรับคดีที่ภรรยา โดยทนายความของมูลนิธิฯ ฟ้องสำนักงานประกันสังคมนั้น ศาลแรงงานภาค 5 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมที่ 1/2564 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 15/2566 และพิพากษาให้กองทุนเงินทดแทนต้องจ่ายเงินแก่ภรรยาของผู้ตาย

7. ต่อมานายจ้างสำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 5 ต่อศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษภาค 5  นำมาสู่การพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษภาค 5 ดังกล่าวข้างต้น

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: