ช่วงปลายเดือน มี.ค. 68 ฝุ่นควันภาคเหนือวิกฤต PM2.5 พุ่งสูง แพทย์ มช. เตือนเสี่ยงกระทบสุขภาพหนัก โรคทางเดินหายใจ ปอด หัวใจ หลอดเลือด โรคเรื้อรัง ย้ำประชาชนป้องกันตัวเอง ลดผลกระทบ - ด้าน สส.เชียงใหม่ ห่วงกลุ่มเปราะบาง แนะโรงเรียนพิจารณาเรียนออนไลน์ | ที่มาภาพ: วิทยุจราจร จราจรเพื่อชุมชนเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานว่า สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือที่กลับมารุนแรงในช่วงนี้ ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะ PM2.5 และ PM10 พุ่งสูงในหลายพื้นที่ แพทย์คณะแพทยศาสตร์ มช.แสดงความห่วงใยประชาชน พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
รศ.นพ.อรรถวุฒิ ดีสมโชค หัวหน้าหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.เปิดเผยว่า “จากการศึกษาของหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤต และภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ และคณะ พบว่า ในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM10 ในระดับสูง จะพบการเพิ่มขึ้นของภาวะกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วย โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมถึง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดเฉียบพลัน และยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้
ฝุ่น PM10 หรือที่เรียกว่า ฝุ่นหยาบ (Coarse Particles) คืออนุภาคฝุ่นในอากาศที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5–10 ไมครอน โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจาก โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง
ขณะที่ PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งถือว่ามีอันตรายมากกว่า เนื่องจากสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอดและกระแสเลือดได้ แหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจาก การเผาไหม้ เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาขยะ กระบวนการอุตสาหกรรม ควันไอเสียจากยานพาหนะ รวมถึงควันบุหรี่และควันธูป
เมื่อฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย มักมีก๊าซพิษปนเปื้อน เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการ ไอ จาม แสบจมูก หายใจลำบาก ระคายเคืองตา และคันผิวหนัง
ในระยะยาว การสัมผัสฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สมรรถภาพปอดลดลง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดค่าเฉลี่ย PM2.5 ในบรรยากาศภายใน 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่สถานการณ์หมอกควันยังคงรุนแรง ประชาชนควรเฝ้าระวังระดับฝุ่น PM2.5 อย่างใกล้ชิด โดยควรปฏิบัติตัวดังนี้
• ติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อย่างสม่ำเสมอ
• หาก AQI มากกว่า 100 ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง
• สวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นได้ เช่น หน้ากาก N95
• หลีกเลี่ยงการสร้างฝุ่นเพิ่มเติม เช่น การเผาขยะ หรือกิจกรรมที่ก่อควัน
• ในช่วงที่ฝุ่นสูง ควรอยู่ในอาคาร ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด
• ใช้เครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 ได้
ทั้งนี้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอมาก หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรืออาการระคายเคืองทางเดินหายใจรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ฝุ่นควันเชียงใหม่เข้าขั้นวิกฤติ คลุมทึบทั่วทั้งเมืองอย่างต่อเนื่อง ค่ามลพิษอากาศพุ่งสูงเกินมาตรฐาน
ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า 28 มีนาคม 2569 สถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันไฟป่าและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังคงเลวร้ายต่อเนื่อง โดยสภาพทั่วทั้งตัวเมืองถูกปกคลุมหนาทึบด้วยฝุ่นควันต่อเนื่องมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุมาจากไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในพื้นที่หลายจังหวัดของภาคเหนือ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน โดยในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่นั้น เมื่อ 27มีนาคม 2569 จากการตรวจวัดของดาวเทียมพบว่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจุดความร้อนรวมทั้งสิ้น 1,956 จุด ซึ่งพบมากที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 389 จุด รองลงมา ได้แก่ ลำปาง 340 จุด ,แม่ฮ่องสอน 307 จุด และตาก 240 จุด ขณะที่ศูนย์บัญชาการสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าเชียงใหม่ รายงานผลการตรวจจากดาวเทียม รอบเช้าวันนี้ พบจุดความร้อนหรือฮอตสปอต ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 136 จุด มากที่สุดที่อำเภอแม่แตง,อำเภอสะเมิง และอำเภอเชียงดาว อำเภอละ 18 จุด รองลงมา ได้แก่ อำเภอพร้าว 15 จุด,อำเภอดอยสะเก็ด 11 จุด และอำเภอฮอด 11 จุด
ขณะที่ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจังหวัดเชียงใหม่จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษสูงเกินค่ามาตรฐานและมีผลกระทบต่อสุขภาพทุกสถานี โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากสถานีในตำบลช้างเผือก, ตำบลศรีภูมิ, ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่,ตำบลหางดง อำเภอฮอด,ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม และตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง ณ เวลา 12.00 น. วันนี้ อยู่ที่ 76.7 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร,39.2 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร,43.1 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร,66.1 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร,93.6 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และ179.0 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่วนค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 202,105,116,176,219 และ 305 ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 100
ด้านเว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลก เมื่อเวลา 12.00น. วันนี้ พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 208 US AQI และค่า PM 2.5 วัดค่าได้ 133 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคน โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศดังกล่าวสูงเป็นอันดับที่ 1 ของเมืองหลักที่มีมลพิษอากาศสูงสุดของโลก ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ ไคโร ประเทศอียิปต์ 178 US AQI และอันดับ 3 เดลี ประเทศอินเดีย ดัชนีคุณภาพอากาศ 174 US AQI
รายงานข่าวแจ้งว่า จากสถานการณ์ปัญหาคุณภาพอากาศและไฟไหม้ป่าที่รุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการระดมกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันระดมดับไฟป่าในทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วน ซึ่งหลายพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศสูงชันเข้าถึงได้ยากส่งผลให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องมีการใช้อากาศยานบรรทุกน้ำบินโปรยเข้าช่วยทำการดับไฟ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงมีการแจ้งเตือนและแนะนำประชาชนว่าควรงดหรือลดการทำกิจกรรมนอกบ้าน หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลาและผู้มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังสุขภาพตนเอง เตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม และเฝ้าระวังสุขภาพตนเอง หากพบอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์
สส.เชียงใหม่ ห่วงกลุ่มเปราะบาง แนะโรงเรียนพิจารณาเรียนออนไลน์
ด้าน การณิก จันทดา สส.เชียงใหม่ เขต 2 เปิดเผยว่า 28 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่เผชิญสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรง สะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่อย่างน่ากังวล
การณิก ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคประจำตัว อาทิ โรคหอบหืด รวมถึงเด็กเล็กซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบาง หากต้องอยู่นอกอาคารโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 หรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีเครื่องฟอกอากาศ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาว
ทั้งนี้ หากค่าฝุ่นยังคงอยู่ในระดับอันตรายในช่วง 1–2 วันข้างหน้า ขอให้สถานศึกษาพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอน โดยงดการเรียนในห้องเรียนชั่วคราว และเปลี่ยนเป็นการเรียนออนไลน์ รวมถึงงดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงของนักเรียน
นอกจากนี้ ยังแนะนำผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กให้หลีกเลี่ยงการพาเด็กทำกิจกรรมนอกบ้าน และควรจัดกิจกรรมภายในบ้านแทนในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
ในตอนท้าย การณิกเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษอย่างจริงจังที่ต้นตอ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอากาศที่สะอาดและปลอดภัยในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

