'สถานชีวาภิบาลฯ วัดห้วงหิน' ดูแลพระสงฆ์อาพาธครบมิติ เชื่อมโยง รพ.-ท้องถิ่น

กองบรรณาธิการ TCIJ 27 มี.ค. 2569 | อ่านแล้ว 101 ครั้ง

'สถานชีวาภิบาลฯ วัดห้วงหิน' ดูแลพระสงฆ์อาพาธครบมิติ เชื่อมโยง รพ.-ท้องถิ่น

วัดห้วงหิน จ.ระยอง พัฒนา “สถานชีวาภิบาลพระภิกษุอาพาธ” ต้นแบบ “หน่วยบริการมาตรา 3 ระบบบัตรทอง” ดูแลพระสงฆ์อาพาธและผู้ป่วยระยะท้ายครบมิติ ภายใต้ความร่วมมือ วัด-โรงพยาบาล-ท้องถิ่น มุ่ง “พระภิกษุ” ได้รับการดูแลตามหลัก “พระธรรมวินัย” มีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงบั้นปลาย

พระครูสังฆพิธานดิลก หัวหน้าสถานชีวาภิบาลพระภิกษุอาพาธ วัดห้วงหิน ต.บ้านนา อ.แกลง จ.ระยอง เปิดเผยว่า วัดห้วงหิน ได้จัดสร้างสถานชีวาภิบาลและเปิดใช้งานมาตั้งแต่ต้นปี 2567 เพื่อดูแลพระภิกษุอาพาธที่มีภาวะพึ่งพิง ติดเตียง ป่วยระยะท้าย หรือต้องการดูแลแบบประคับประคอง ภายในพื้นที่คณะสงฆ์ภาค 13 ได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และชลบุรี โดยสามารถรองรับได้จำนวน 10 เตียง ก่อนที่ในภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “หน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านสถานชีวาภิบาล” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 นับเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศในประเภทองค์กรศาสนา ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานได้มากขึ้น

ความสำคัญของการมีสถานชีวาภิบาลลักษณะนี้ เนื่องจากพระภิกษุจำนวนมากที่อาพาธระยะท้าย มีความปรารถนาจะมรณภาพอย่างสงบที่วัด ไม่ประสงค์จะสิ้นลมที่โรงพยาบาล ส่วนพระภิกษุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่ก็มักได้รับการดูแลโดยพยาบาลหรือผู้ดูแลเพศหญิง ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ดังนั้นการมีสถานชีวาภิบาลเฉพาะที่ให้การดูแลโดยพระคิลานุปัฏฐากที่มีองค์ความรู้ จะช่วยให้พระภิกษุอาพาธมีความมั่นใจในการดูแล ไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง รวมถึงไม่ต้องลาสิกขาในขณะป่วย

“ประเทศไทยมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับพระสงฆ์ เมื่ออายุมาก มีปัญหาสุขภาพ ก็อาจต้องสึกกลับออกไปเพื่อให้ครอบครัวหรือญาติดูแล เนื่องจากวัดขาดบุคลากรในการดูแลพระสงฆ์อาพาธด้วยกัน จึงคิดว่าทำอย่างไรให้พระสงฆ์บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาได้นานที่สุด จึงคิดถึงคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า ผู้ใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด และอยากใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในการดูแลพระสงฆ์อาพาธเหล่านั้น ให้ท่านได้ครองเพศบรรพชิตและสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปได้” หัวหน้าสถานชีวาภิบาลฯ วัดห้วงหิน ระบุ

พระครูสังฆพิธานดิลก กล่าวว่า เดิมก่อนบวชเคยเป็นอดีตพยาบาลวิชาชีพ โดยเจ้าคณะอำเภอแกลง ได้จัดโครงการอบรมหลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก 420 ชั่วโมง ทางเจ้าอาวาสวัดห้วงหินเองเล็งเห็นความสำคัญ จึงส่งตนเองพร้อมพระสงฆ์รวม 3 รูป ไปเรียนและจบหลักสูตรออกมาในปี 2566 ทำให้มีความรู้ในการดูแลช่วยเหลือพระภิกษุอาพาธภายในสถานชีวาภิบาล โดยประสานการดูแลร่วมกันกับแพทย์ พยาบาล รวมถึงสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลแกลง เพื่อร่วมกันประเมินอาการพระสงฆ์ตั้งแต่ก่อนที่จะรับเข้ามาดูแล รวมถึงการประสานส่งต่อในกรณีเหตุฉุกเฉินต่างๆ

ทั้งนี้ เดิมสถานชีวาภิบาลแห่งนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธาจากญาติโยม ที่มาร่วมบริจาคสิ่งของหรือปัจจัยการดำเนินงาน ภายหลังจึงได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ทำให้มีงบประมาณเบิกจ่ายค่าดูแลพระสงฆ์ที่เข้าเกณฑ์ประเมิน รวมถึงได้รับสิ่งของจำเป็นต่างๆ เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ยา อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ ฯลฯ

พระครูคีรีธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดห้วงหิน ต.บ้านนา อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า เคยเป็นสโตรกและมีอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีก พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ จึงเห็นความสำคัญและมีความคิดในการทำเรื่องเกี่ยวกับการดูแลพระอาพาธ ซึ่งภายหลังปรึกษากับพระครูสังฆพิธานดิลก ที่อดีตเคยเป็นพยาบาลวิชาชีพ มีทักษะความรู้ความสามารถ และตกลงว่าช่วยรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ภายในวัดสร้างเป็นสถานชีวาภิบาลขึ้น ซึ่งการดำเนินงานมาถึงวันนี้นับได้ว่าเกินความคาดหมาย จากเดิมเพียงต้องการให้พระได้ดูแลกันและกัน มาถึงปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยให้เกิดการดูแลได้ถูกต้องตามหลักการ

นายจิรวัฒน์ แสงศิวะฤทธิ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านนา กล่าวว่า เทศบาลพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุน ประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของสถานชีวาภิบาลให้สามารถดูแลพระภิกษุอาพาธ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และภาครัฐ จะทำให้สถานชีวาภิบาลไม่เพียงเป็นที่พึ่งของพระภิกษุอาพาธ แต่ยังเป็นศูนย์กลางความเมตตากันในสังคม ต.บ้านนา ต่อไป

ทั้งนี้ เทศบาลพร้อมสนับสนุนใน 6 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านสาธารณสุข โดยประสานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และหน่วยงานภาคสาธารณสุขเข้ามาสนับสนุนการดูแล 2. ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ดูแลเรื่องความสะอาด การจัดการขยะและสุขอนามัย 3. อุปกรณ์หรือสิ่งของจำเป็น โดยพร้อมประสานเพื่อขอรับความช่วยเหลือ เช่น เตียงผู้ป่วย รถเข็น ที่นอนลม อุปกรณ์ต่างๆ 4. การเป็นศูนย์กลางประสานงาน ระหว่างวัด กับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ เพื่อเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพระอาพาธ 5. สนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาในชุมชน เข้ามาให้ความช่วยเหลือดูแล ให้กำลังใจพระอาพาธ สร้างความเอื้ออาทรในชุมชน 6. การประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงความสำคัญของสถานชีวาภิบาลแห่งนี้

ขณะที่ นางอุสาห์ กุลปรีดารัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลแกลง กล่าวว่า โรงพยาบาลจะมีบทบาทในการสนับสนุนทางวัด นับตั้งแต่เมื่อมีผู้ป่วยรายใหม่เตรียมเข้ารับการดูแลภายในสถานชีวาภิบาล โดยจะมีการปรึกษาร่วมกับทางแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อประเมินอาการว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อน และสามารถเข้ารับการดูแลได้ภายใต้ศักยภาพของสถานชีวาภิบาล หลังจากนั้นจึงคอยมีการรายงานเพื่อติดตามอาการอยู่เป็นระยะ รวมถึงมีการประสานส่งทีมสหสาขาวิชาชีพเข้ามาร่วมให้บริการ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องได้รับการทำกายภาพบำบัด ดูแลเรื่องโภชนากร การแพทย์แผนไทย การจัดการเรื่องยา เป็นต้น

แม้ทางโรงพยาบาลเองจะมีตึกสำหรับให้การดูแลพระสงฆ์อาพาธอยู่แล้ว แต่การดูแลกันเองของพระสงฆ์ในสถานชีวาภิบาลภายในวัดจะดีกว่ามาก เพราะพระสงฆ์เองก็มีความสบายใจ ที่มีพระสงฆ์ด้วยกันเองดูแลได้ตามหลักพระธรรมวินัย โดยเฉพาะจุดเด่นของสถานชีวาภิบาลฯ วัดห้วงหิน คือการมีหัวหน้าฯ ที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ สามารถให้การดูแลได้อย่างเป็นองค์รวม ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และหากมีภาวะวิกฤตก็สามารถสังเกตอาการ เพื่อประสานให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: