กกพ. ปรับแผนหนุนใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนค่าไฟในสถานการณ์ที่ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ระบุหากราคา LNG ปรับเพิ่มจากประมาณ 12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จะทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.58 บาทต่อหน่วย | ที่มาภาพ: Energy News Center
19 มีนาคม 2569 Energy News Center รายงานว่า ดร. พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 11/2569 (ครั้งที่ 1001) ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์พลังงานและการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากราคา LNG ปรับเพิ่มจากประมาณ 12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จะทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.58 บาทต่อหน่วย ดังนั้น การปรับแผนการผลิตไฟฟ้าโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย และมีเสถียรภาพด้านราคา จึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม และรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรณีเกิดเหตุดินสไลด์ในพื้นที่ทิ้งและเก็บมูลดินทรายของเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบลำเลียงดินและการจัดหาเชื้อเพลิงลิกไนต์สำหรับการผลิตไฟฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้ระบบสายพานลำเลียงดินได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ กระทบต่อการเปิดหน้าดินและการลำเลียงถ่านหินลิกไนต์ อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เร่งดำเนินการแก้ไข โดยคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้บางส่วนภายในเดือนกรกฎาคม 2569 และจะกลับสู่สภาวะปกติได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
ซึ่งในระหว่างนี้ กฟผ. ได้บริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้ถ่านหินลิกไนต์จากแหล่งสำรอง (Stock) ร่วมกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก พร้อมปรับแผนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ
โดย กกพ. ได้กำชับให้ กฟผ. เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงและปรับปรุงระบบสายพานลำเลียงดินโดยเร็ว เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งให้พิจารณาปรับแผนการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีต้นทุนต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมและบรรเทาผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
ที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตที่ 2,400 เมกะวัตต์ แต่มีการปลดระวางโรงไฟฟ้าที่หมดอายุออกไปตามแผน ประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ ทำให้กำลังการผลิตเหลืออยู่ 1,200 เมกะวัตต์ การจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตให้เพิ่มขึ้น คือการนำโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางออกไปเมื่อต้นปีนี้ ชุดที่9 และ 10 กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ให้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง แต่ต้องให้เป็นมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงจะสามารถดำเนินการได้
อย่างไรก็ตามในส่วนของ กฟผ.ได้ดำเนินการตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 9 และ 10 ให้พร้อมเดินเครื่องทันทีหากได้รับคำสั่ง
ทั้งนี้ การเพิ่มสัดส่วนถ่านหิน ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิง LNG ที่มีราคาสูงขึ้น ยังทำได้ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มาจากโรงไฟฟ้าของเอกชน ด้วย
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

